พระราชปฏิภาณในต่างแดน

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้า เนื่องในโอกาส ๗๐ ปีแห่งการขึ้นครองราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

พระราชปฏิภาณในต่างแดน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้เสด็จฯไปทรงเยือนประเทศต่างๆ รวม ๑๔ ประเทศ ใช้เวลานาน ๖ เดือน ในขณะที่ดอกผลอันเกิดแก่ประเทศนั้นจะมีอยู่อย่างยาวนานต่อไปไม่สิ้นสุด คือนานาชาติได้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น และด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงามเป็นที่สุดของทั้งสองพระองค์ ได้ทำให้ชาวโลกตระหนักว่าคนไทยนั้นเป็นชาติอารยะและเป็นประเทศสมัยใหม่

หลังจากการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนนานาประเทศนานถึง ๖ เดือน และเมื่อเสร็จสิ้นการปฏิบัติพระราชกิจอันสำคัญยิ่งในด้านการต่างประเทศครั้งนี้แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัส แก่ประชาชนชาวไทย ความตอนหนึ่งว่า

“...ในที่สุดข้าพเจ้าและสมเด็จพระราชินีก็ได้ปฏิบัติสิ่งที่ได้กำหนดจะกระทำไว้เสร็จสิ้นไปแล้ว อาทิ นำสันถวไมตรีของประชาชนชาวไทยไปยังประชาชนของประเทศต่างๆ ซึ่งได้ไปเยือน เป็นผู้แทนของชาติ และอารยธรรมของเรา ก่อให้เกิดและเพิ่มพูนความสนใจในประเทศของเรา แก่บรรดาประเทศทั้งหลาย ในอันที่จะให้มีการร่วมมือกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น ทั้งในด้านเศรษฐกิจและในด้านสันติภาพของโลก ตลอดจนให้มีความเข้าใจอันดีต่อกัน และท้ายที่สุดคือการส่งเสริมมิตรภาพที่มีอยู่แล้วให้แน่นแฟ้น และสร้างมิตรใหม่ให้เกิดขึ้นสำหรับประเทศอันเป็นที่รักยิ่งของเรา”

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถยังได้เสด็จฯไปทรงเยือนประเทศต่างๆ อาทิ ปากีสถาน นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย

ที่ประเทศออสเตรเลียแม้ว่าทางรัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถเป็นไปอย่างดียิ่ง แต่ก็น่าเสียดายที่มีคนส่วนน้อยบางกลุ่มได้แสดงปฏิกิริยาที่ไม่น่าดูออกมาเนื่องมาจากปัญหาการเมือง ที่มีพรรคการเมืองหรือพวกคนงานบางกลุ่มไม่พอใจรัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยเฉพาะในวันที่ทางมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ทูลเกล้าฯถวายปริญญานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ มีคนกลุ่มหนึ่งส่งเสียงที่ไม่สมควรออกมาในขณะที่อาจารย์ทั้งหลายหน้าเสียกระสับกระส่าย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกลับทรงอยู่ในพระอิริยาบถสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น และทรงปฏิบัติพระองค์เป็นไปตามปกติตราบจนจบพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญา

ถึงช่วงที่ต้องมีพระราชดำรัสตอบก็ทรงตอบด้วยความสุภาพและด้วยพระราชปฏิภาณที่แหลมคมต่อเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่มิได้ทรงเตรียมพระองค์มาก่อน ปรากฏว่าพระราชดำรัสตอบได้ทำให้กลุ่มคนที่มาส่งเสียงก่อกวนในพิธีนี้ต้องเงียบเสียงลงไปในที่สุด พระราชดำรัสนั้นมีความเพียงสั้นๆว่า

“...ขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอันมาก ในการต้อนรับอันอบอุ่นและสุภาพเรียบร้อยที่ท่านแสดงต่อแขกเมืองของท่าน”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงบรรยายถึงเหตุการณ์วันนั้นในพระราชนิพนธ์ “ความทรงจำในการเสด็จต่างประเทศทางราชการ” ความตอนหนึ่งว่า

“...แล้วตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีอีกเลย ทุกคนข้างนอกข้างในต่างก็นั่งฟังพระราชดำรัสเฉย ท่าทางดูขบคิด ข้าพเจ้าเห็นว่าพระราชดำรัสวันนั้นดีมาก รับสั่งสดๆโดยไม่ทรงใช้กระดาษเลย ทรงเล่าถึงวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของไทยเราว่า เรามีเอกราช มีภาษาของเราเอง มีตัวหนังสือซึ่งคิดค้นขึ้นใช้เอง เราตั้งบทกฎหมายปกครองของเราเอง ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมาเจ็ดร้อยปีกว่ามาแล้ว ทรงทำท่าทางเหมือนเพิ่งจะนึกออก ทรงสะดุ้งนิดๆ ทรงโค้งพระองค์อย่างสุภาพเมื่อตรัสว่า

ขอโทษลืมไป ตอนนั้นยังไม่มีประเทศออสเตรเลียเลย’ แล้วทรงเล่าต่อไปว่า แต่ไหนแต่ไรมาคนไทยมีน้ำใจกว้างขวางพร้อมที่จะให้โอกาสคนอื่นและฟังความเห็นของเขา เพราะเรามักใช้ปัญญาขบคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อน จึงจะตัดสินว่าสิ่งไรเป็นอย่างไร ไม่สุ่มสี่สุ่มห้าตัดสินอะไรตามใจชอบโดยไม่ใช้เหตุผล”

(ข้อมูลจากหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ”)