"สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง"

หรือ "สิบพระยาไม่เท่าหนึ่งพ่อค้าเลี้ยงกันแน่"
บันทึกวันวาร

ผู้เป็นเจ้าของวลี "สิบพระยาไม่เท่าหนึ่งพ่อค้าเลี้ยง" เขามีอาชีพเป็นพ่อค้า เขาตั้งตัวเองเป็นศัตรูกับระบบเจ้าขุนมูลนายอย่างรุนแรง อันตราย ด้วยการแสดงออกซึ่งความเห็นที่ว่า "สิบพระยาไม่เท่าหนึ่งพ่อค้าเลี้ยง"

ความทะเยอทะยานในสิ่งที่ใครๆก็คิดว่าเป็นทางลบ แต่เขาประสบความสำเร็จจากการต่อสู้ชีวิต ด้วยความมีน้ำอดน้ำทน มีมานะ ในที่สุดเขาก็ได้เป็น "นายห้าง" ฐานะเขาอยู่ระดับเศรษฐีขั้นแนวหน้า เป็นเจ้าของรถเมล์ขาว โรงน้ำแข็งนายเลิศ เรือเมล์ของนายเลิศ ปาร์ค นายเลิศ เขาเริ่มต้นธุรกิจมาตั้งแต่สมัย "ราชาธิปไตย" ตราบจนเปลี่ยนยุคประชาธิปไตย แม้เขาจะถึงแก่กรรมอำลาโลกนี้ไปแล้ว เขาก็ฝากของขวัญให้แก่ทุกคน นั่นคือ โรงพยาบาลเลิศสิน ให้แก่เพื่อนมนุษย์ได้เยียวยาและรักษาโรคมาจนถึงทุกวันนี้ และยังได้ฝากถ้อยคำอันเป็นสัจธรรมอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับการทำงานที่ไม่เคยตกยุคให้แก่คนรุ่นหลังไว้ได้นำมาใช้เป็นอุทาหรณ์อีกด้วย

ครั้งหนึ่งเขาถูกเชิญให้ไปบรรยายเหตุและผลที่สถานีส่งกระจายเสียงที่ศาลาแดง สวนลุมพินี ให้ประชาชนได้ฟังว่า เพราะอะไร "สิบพระยาไม่เท่าหนึ่งพ่อค้าเลี้ยง" ท่านพ่อค้าผู้นี้กล้าพูด ด้วยคำพูดที่คนที่มีศักดิ์เป็นพระยา เขาตกลงยอมรับคำเชิญไปออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียงให้ไปโต้วาที (ดีเบท) กับพระยาท่านหนึ่ง

สุดท้ายพระยาก็ยอมจำนนพ่อค้า เพราะพ่อค้ารายนี้ไม่ยอมลดราวาศอกให้ จะเอาไปตัดคอก็ยอม เพราะมันเป็นสัจธรรม

"สิบพระยาไม่เท่าหนึ่งพ่อค้าเลี้ยง" ออกในรายการ ออกอากาศ ณ สถานีศาลาแดง เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๐ เป็นการกระจายเสียงทางวิทยุ ความมีอยู่ว่า

 

ท่านเจ้าของตู้เครื่องรับ หรือผู้ฟังเสียงวิทยุทั้งหลาย ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้ถูกท่านผู้ใหญ่เชิญ หรือเกณฑ์ให้มาบรรยายให้ท่านฟังถึงเรื่อง การค้าขาย หรือทำมาหากิน หรือการอาชีพ อันการบรรยายปาฐกถาเช่นนี้ เขามักเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้ามีความยินดี แต่สำหรับตัวข้าพเจ้า ณ บัดนี้ ยังไม่มีความยินดี จนต่อไปอีก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปี ในเมื่อตัวข้าพเจ้ายังไม่ตาย และเมื่อข้าพเจ้าได้ข่าวแน่ชัดว่า พวกชาวไทยเห็นดีเห็นชอบจนคิดอ่านชักชวนกันทำตามความแนะนำของข้าพเจ้านี้แล้วไซร้ ณ เมื่อนั้นแหละข้าพเจ้าจึงจักมีความยินดี

ข้อใหญ่ใจความ ซึ่งข้าพเจ้ามุ่งหมายจะมาพูด ณ บัดนี้ ต้องการจะแนะนำเพื่อนหนุ่มหรือเพื่อนสาว ซึ่งถึงและเกือบจะถึงวัยที่จักต้องออกจากการเล่าเรียน เข้าหาการอาชีพ หรือทำมาหากิน หรือค้าขายสำหรับตน หรือครอบครัวของตน ในกาลข้างหน้า ในขั้นแรก อยากจะชี้ให้เธอมองดูหรืออ่านดูว่า โลกเรานี้ บ้านเมืองที่สมบูรณ์พูนเกิด หรือในบ้านเมืองของเรา บุคคล หรือครอบครัว หรือบริษัทที่มั่งมีนั้น เขาได้อาศัยจากการค้าขาย หรือการอาชีพใช่ไหม! เธอจะตอบ ฉันก็ไม่ได้ยิน แต่ฉันเดาเอาว่า เธอคงตอบว่าใช่ จริงทีเดียว

แล้วฉันว่า บุคคลที่มั่งมีหรือคณะนั้นน่ะ เขาเป็นใคร ชาวไทยเราใช่ไหม! เธอคงตอบว่า ไทยเราก็มีเหมือนกัน แต่น้อยตัวเต็มที นอกนั้นเป็นชาวต่างชาติทั้งนั้น (จีน อินเดีย ฝรั่ง) นี่น่ะซี ที่ทำให้ฉันไม่กล้าคุยว่า ขืนคุย ก็เป็นการโกหกตัวเอง เป็นธรรมดาของชาวเรามาตั้งแต่โบราณแล้ว ที่ว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง แต่เดี๋ยวนี้มันถึงเวลาที่พวกเราควรจะยกคำนี้ทิ้งคลองกันเสีย

ฝ่ายท่านบิดามารดา พอรู้ว่าบุตรของตนจะต้องออกจากการเล่าเรียน ก็เที่ยวสืบหาทางราชการให้ตามเคย ฉันขออภัยโทษ ที่นี่ฉันไม่ได้ติว่าทำราชการไม่ดีดอกนะ อันทำราชการนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่สำหรับฉัน ฉันเห็นว่าค้าขายนั้นดีกว่า แม้แต่อาชีพอื่นๆ ฉันก็ชอบมากกว่าทำราชการ ขอซักตัวอย่าง เช่น เป็นนายอำเภอ ปลัดอำเภอ เสมียนอำเภอ เป็นนายตำรวจ พลตำรวจ และเสมียนตามโรงพัก เป็นต้น ท่านเหล่านี้เป็นผู้คุ้มครองรักษาทุกข์สุขของราษฎร เขาเงินเดือนมีจำกัด เป็นตำแหน่งๆ เมื่อราษฎรทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ท่านจับ ท่านขัง ส่งศาล ทำโทษลงโทษตามกฎหมาย แต่เมื่อราษฎรทำชอบ ท่านไม่มีของรางวัลแจก ลงท้าย ท่านเหล่านั้นตกอยู่ในตำแหน่งภาชนะใบใหญ่ สำหรับรับความเกลียดชัง ความกลัวของราษฎร ฝ่ายท่านผู้พิพากษา ตุลาการก็ดุลกัน คือเมื่อตัดสินคู่ความ ก็ต้องตัดสินให้ฝ่ายหนึ่งแพ้ ฝ่ายหนึ่งชนะ ฝ่ายแพ้ย่อมเสียใจ ฝ่ายชนะก็ดีใจ

ครั้งหนึ่ง ฉันได้พบเพื่อนตุลาการคนหนึ่ง ฉันเห็นสีหน้าท่านมัวหมอง จึงได้ถามว่า ท่านไม่สบายรึ! ท่านตอบว่า "๓ วันมาแล้ว ท่านได้ตัดสินประหารนักโทษ แล้วก็กินไม่ได้ นอนไม่หลับ รู้สึกโผลเผล ไม่สบายใจ"

ดูเอาสิเธอเอ๋ย ราชการน่ะเป็นอย่างนี้แหละ มันเป็นหน้าที่ ครั้นจะไม่ทำก็ไม่ได้ เราเป็นราษฎรควรเห็นอกท่าน สำหรับฉัน ฉันมั่นใจว่า ท่านข้าราชการนั้น ถ้าแม้อาศัยแต่เฉพาะเงินเดือนอย่างเดียวแล้ว หากว่าเธอได้เคยเห็นข้าราชการผู้ใดที่ได้เป็นเศรษฐีอยู่ได้ ไม่เหมือนถ้อยคำที่ฉันพูดนี้ละก็ เธอลองชี้ตัวให้ดูทีรึ

ทีนี้เธอคงถามฉันว่า ก็เมื่อเราค้าขายแล้วเกิดขาดทุนล่มจม ล้มละลาย เราจะหนีความเสียใจ เศร้าใจ ให้อายุเราสั้นไปเปล่าๆ เราเสียของ เราเสียทรัพย์ของเราเอง ทรัพย์สมบัติของเรา ประเดี๋ยวมันก็มา ประเดี๋ยวมันก็ไป เราควรเสียใจเฉพาะในเมื่อเราทำให้คนอื่นเขาเสีย แต่ว่าเมื่อเราทำใช้เขาได้จนเป็นที่พอใจเขาแล้ว เราก็ไม่ควรเสียใจต่อไปอีก เราควรเสียใจ เศร้าใจ ต่อเมื่อเราไม่มีปัญญาจะใช้เขา เช่น เมื่อเราเผลอสติไปพูดให้ร้ายเขา ทำร้ายเขา ครั้นในเมื่อเราได้สติ เราจะกลับไปรับโทษ หรือขอโทษ มันก็ไม่ทำให้เขาพอใจได้อย่างเดิม เช่นนี้เราควรเสียใจ เศร้าใจมากๆทีเดียว 

การค้าขายติดต่อกับชาวต่างชาติ ฉันได้กระทำมามาก นับเวลาก็ได้ถึง ๔๖ ปี จนรู้จักมักคุ้น บางคนได้รักใคร่ ได้เคยช่วยเหลืออุปการะซึ่งกันและกันมาก็มาก แต่ฉันเห็นว่า มันถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องเห็นแก่กิจการและความเจริญของบ้านเมืองเราเป็นใหญ่กว่าอะไรทั้งหมด อันการรักการนับถือซึ่งกันและกันนั้น มันเป็นการส่วนตัวบุคคล ในไม่ช้าไม่นานต่างคนก็ต่างตายหายสูญไปหมด ไม่เหมือนกับบ้านเมือง อันเป็นที่รักของเรา ในกาลข้างหน้า อันไม่มีเวลาจบ

ชนต่างชาตินั้น เมื่อเขาทำมาหากำไรได้แล้ว เขาก็ส่งกำไรนั้นๆไปบ้านเมืองของเขาหมด บางคนที่เขาไม่ส่งเงินนั้นออกไป แต่เขาซื้อที่ดินปลูกสร้างบ้าน ตึกแถวให้คนไทยเราเข้าอยู่ ถ้าเราไม่รู้จักค้าขาย หรือหาทางอา ชีพอื่นๆ เอาอย่างเขาบ้าง ต่อไปภายหน้าชาวเราต้องเช่าบ้านเขาอยู่ หรือเป็นลูกจ้างให้เขาใช้ ซึ่งเมื่อได้คิดขึ้นมาแล้ว เป็นที่ไม่น่ายินดีเสียเลย

ทีนี้ เธอคงย้อนถามฉันว่า ก็ไม่มีทุนรอนจะให้คิดค้าขายได้อย่างไร ข้อนี้ เธอถามถูก แต่เธอคิดไม่ถูก การค้าขายไม่ได้หมายความว่า พอเริ่มลงมือก็เปิดห้าง หามิได้ ฉันไม่ได้หมายความเช่นนั้น ตามความจุใจ ตามฐานะของตน ขายอ้อยจีน ขายอ้อยควั่น ไอติม เปิดร้านเย็บจักร ขายของ ทุนน้อยกำไรน้อย ตามมีตามการณ์

อันทุนรอนนั้นน่ะ ฉันว่าคนเรามีด้วยกันทุกคน เว้นแต่จำพวกคนตาบอด ขาหักพิการต่างๆ ทุนรอนอันนี้ฉันไม่ได้หมายถึง เงิน หรือทรัพย์สมบัติ สิ่งที่กล่าวนี้บางคนมี บางคนไม่มี บางทีมีอยู่ บางทีก็หมดไป มันไม่เที่ยง มันไม่แน่นอน แต่ความซื่อสัตย์ สุจริต ความพากเพียร อดทนนั้น เป็นต้นทุนอันประเสริฐ สำคัญกว่าเงิน ทรัพย์สมบัติ คุณสมบัติ ๓ ประการนี้ คือ ซื่อสัตย์ หมั่นเพียร อดทน ทุกคนมีได้

เมื่อใครรู้สึกว่าตนไม่มี ก็ไม่ต้องไปขอ หรือไปซื้อจากผู้ใด ถ้าเธอตั้งใจจริงจังว่า เธอจักมีก็มีได้ ไม่มีใครหวง ไม่มีใครอิจฉา บางคนมีลาภ ถูกลอตเตอรี่ ได้มรดกกองโตๆ เกิดอยากค้าขาย แต่ตนยังไม่มีความรู้ความชำนาญพอ ด่วนออกลงทุนค้าขายในเวลาอันไม่สมควร ก็ต้องขาดทุน หมดตัวก็มี เป็นมาหลายคนแล้ว ซึ่งฉันเองได้เคยเห็นมากต่อมากแล้ว ถึงตัวฉันเองก็ถูกเข้ารูปนี้ มาก็หลายหน หลายครั้ง เป็นพยานได้ดี

​อันต้นทุนของเราที่เป็นเงิน เป็นทรัพย์สินนั้น เมื่อเราพลาดพลั้ง มันหนีเราไปหมดได้ แต่ต้นทุนคุณสมบัติ ๓ ประการของเราคือ ซื่อสัตย์ พากเพียร อดทนนั้น มันเป็นนิสัยสันดาน ติดอยู่ในตัวเรา มันจะหนีหายจากเราไม่ได้เป็นอันขาด นอกจากซึ่งเราจะสลัดมันทิ้งเสียเท่านั้น ซึ่งถ้าเราขืนทิ้งมัน เราก็ฉิบหายแน่ๆ

ตามธรรมดาคนในเมื่อเงินทอง ทรัพย์สมบัติ มันหมดไปแล้ว แต่ความพากเพียร ความอดทนของเรา มันยังอยู่นะ เรายังไม่ฉิบหายนา อย่าตกใจไปเลย เพื่อนเอ๋ย ชีวิต สกุลของเรา ของคุณพ่อ ของคุณปู่ และชาติของเรา เราต้องปกปักรักษาต่อไปด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต พากเพียร และอดทน คนเราเมื่อมีเงิน มีทรัพย์มาก ย่อมถูกคนอิจฉา ปองร้ายมากมาย แต่ถ้าเราไม่มีทรัพย์มาก แต่มีความซื่อสัตย์ สุจริต พากเพียร อดทน ย่อมมีคนรักใคร่เอ็นดู นั่นเป็นของธรรมดา ธรรมชาติ เมื่อได้ลาภ ได้เงิน ได้ทรัพย์มานั้น ก็เป็นบุคคลอันประเสริฐชนิดหนึ่ง จงอย่าดูถูกดูแคลนมัน จงอย่าคิดว่ามันมาง่ายๆ ก็ยอมให้มันไปง่ายๆ เช่นนั้นไม่ถูก ต้องเก็บมันไว้ให้มั่นคง แล้วแสวงหาความรู้ว่า เราจะรักษามันไว้ และจักต้องใช้จ่ายมันไปอย่างไร จึงจะเกิดประโยชน์อันดี

ถ้าให้ดีจงไปเที่ยวหางานรับใช้เป็นลูกจ้างตามห้าง หรือตามร้านที่เราชอบในกิจการของเรา เงินเดือนถูกๆก็เอา เป็นลูกจ้างให้เขาใช้ไป จะเป็น ๑-๒ หรือ ๕ ปีก็ตามควรแก่การณ์ จนได้ความรู้ รู้จักผู้คน บวกเข้ากับวิชาความรู้ ซึ่งตนได้รับมาจากครู จากโรงเรียนจนเป็นที่พอใจ หรือว่าจะไปแสวงหาความรู้ต่างจังหวัด ต่างเมือง หรือต่างประเทศได้ก็ยิ่งดี หัดรู้จักการใช้การจ่าย การได้ การเสีย ซึ่งเป็นบทเรียนอันสำคัญยิ่งของการค้า การเที่ยวไปในที่ต่างๆนั้น จงอย่าเผลอว่า มันเป็นการเรียนวิชาวิเศษชนิดหนึ่ง เมื่อได้พบเห็นสิ่งที่แปลกๆ จงจดจำเอาไว้ให้ดีๆ

ฉันอยากจะแถมอีกสักหน่อยก่อนจบ คือในเมืองของเราที่ว่ามีสำมะโนครัว ๑๔-๑๕ ล้านคน ฉันคะเนว่า ๑ ล้านคนไม่ถึง ที่ได้เอาใจใส่สวดมนต์ ในเมื่อก่อนที่จะเข้านอน ฉันต้องการตักเตือนเธออย่างเต็มเสียงว่า เพื่อนเราทุกคน ทั้งแก่ ทั้งหนุ่มสาว ทั้งชาย ทั้งหญิง จงอย่าละการสวดมนต์ ในเมื่อเวลาเข้านอน ฉันต้องการตักเตือนเธออย่างเต็มเสียงว่า จงสวดมนต์เถิด แม้แต่เล็กๆน้อยๆ ๒๐-๓๐ คำ ในเวลา ๓-๕ นาทีก็ได้ ตามที่เหมาะแก่ใจ แก่เวลาของตน เช่น นะโมตัสสะ อิติปิโสภะคะวา ฯลฯ เหล่านี้เป็นต้น สำหรับฉัน ฉันว่า สวดนะโมตัสสะนั้นน่ะ เป็นเพราะตัวฉันนับถือศาสนาพุทธ แต่ว่าถ้าเธอบางคน ผู้ฟังเป็นผู้นับถือศาสนาอื่นๆ ก็จงสวดตามศาสนาของตนเถิด

ฉันว่า การสวดมนต์ทุกอย่างเป็นการดีทั้งนั้น การสวดมนต์ทำให้เรามีใจเบิกบาน ซื่อตรง สุจริต พากเพียร อดทน จนบังเกิดความกล้าหาญ ทำให้เราเกลียดชังการโกหก การโลภ และการเลวทรามต่างๆ คนเราเมื่อตัวถูกเปื้อนสิ่งโสโครก เราใช้สบู่ฟอกล้าง แต่เมื่อเรามีสันดานชั่วใช้สบู่ล้างไม่ออก แต่การสวดมนต์นั้นล้างสันดานชั่วเลวทรามออกได้ ตัวเราทำการชั่ว การเลว เราอาจปิดบังไม่ให้เพื่อนเรารู้ได้ แต่ปิดบังต่อการสวดมนต์ไม่ได้ เพราะการสวดมนต์ก็คือเราพูดกับพระ เราโกหกตัวเองไม่ได้

ฉันขอลาทีละนะ ขอให้เธอมีความซื่อตรง สุจริต เธอจะได้รับความสุข และบังเกิดความกล้าหาญ ขอให้เธอมีความเพียร อดทน เธอจักได้รับความเจริญรุ่งเรือง ขอให้เธอนิยมการสวดมนต์ สวัสดี เลิศ เศรษฐบุตร

ครับ! ท่านผู้อ่าน เลิศ เศรษฐบุตร คือผู้ที่ถูกเชิญไปออกอากาศทางวิทยุรายการ "สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง" เขาคือ เลิศ สะมันเตา เลิศ เศรษฐบุตร พระยาภักดีนรเศรษฐ ผู้ริเริ่มสร้างโรงน้ำแข็ง รถเมล์ (ขาว) รถลาก และโรงพยาบาลเลิศสิน คนรุ่นใหม่อาจจะแปลกใจคำว่า "เลิศ สะมันเตา" เพราะชื่อนี้มีเพียงหนึ่งเดียว เป็นชื่อของคนสู้ชีวิต ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของประเทศไทย เป็นชื่อของบุคคลผู้ริเริ่มกิจการต่างๆในวงการธุรกิจ เป็นต้นว่า รถเมล์ เรือเมล์ การโรงแรม การจัดสรรที่ดิน การต่อเรือเดินชายฝั่ง ต่อเรือเดินสมุทรส่งออกไปขายยังต่างประเทศ กิจการค้าโรงน้ำแข็ง สร้างสวนสาธารณะเพื่อประชาชน จะได้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ก่อสร้างอาคารสูงๆ แม้กระทั่งกิจการขายน้ำมัน เหล่านี้เป็นการริเริ่มปูทางไว้แต่บรรพชนมาแล้ว

ชื่อ "เลิศ สะมันเตา" ผู้เป็นบิดาตั้งให้ หมายความว่า ดี เยี่ยมยอด ไม่มีใครเทียบเท่า เป็นสามัญชนคนหนึ่งที่สร้างตัวเองด้วยความอุตสาหะ อาศัยความพยายาม มานะ อดทน พากเพียร จนเป็นเศรษฐี พ.ศ.๒๔๖๘ เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในกรุงเทพฯ นายเลิศเอาเรือเมล์ขาวที่เป็นธุรกิจของตนไปช่วยชาวนา ไปช่วยขนควายให้ชาวนาหนีน้ำ จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น พระยาภักดีนรเศรษฐ แปลว่า "เศรษฐีผู้มีคนรัก"

นายเลิศ หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ เจ้าของภาษาที่คาใจว่า "เลิศ สะมันเตา" เขาถือกำเนิดในตระกูลเศรษฐบุตร เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ บ้านปลายสะพานวัดบพิตรภิมุข ปากคลองโอ่งอ่าง บิดาชื่อชื่น แม่ชื่อทิพย์ นายเลิศเป็นลูกคนกลาง มีภรรยาชื่อสิน โรงพยาบาลเลิศสิน ได้ชื่อมาจากการรวมชื่อของสามีภรรยาที่พร้อมใจกันรวมทุนบริจาคทรัพย์ เริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลที่โด่งดังในปัจจุบัน พื้นฐานการศึกษา นายเลิศไม่เคยได้รับปริญญามาจากสถาบันใดๆ เพียงแต่เรียนจบจากโรงเรียนสวนอนันต์ จบแล้วต้องการทำธุรกิจ พ่อค้า

สุดยอดปรารถนาก็คืออยากเป็นนายห้าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคาใจนายเลิศอยู่ก็คือ "ไม่เคยเป็นลูกจ้าง ก็แล้วจะเป็นนายจ้างได้อย่างไร" สิ่งที่เขาปรารถนาก็คือตำแหน่ง "นายห้าง" ไม่ใช่ขุนนาง ซึ่งก็นับว่าเป็นคนแรกที่หักล้างคำว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าหนึ่งพระยาเลี้ยง"