อัมพวาฟูเฟื่องด้วยพระบารมีฯ จากความจงรักภักดีของคหบดีคุณประยงค์ นาคะวะรังค์

สารคดีพิเศษชุดพอเพียง-แบ่งปัน

"อัมพวา" ชื่อนี้เป็นที่เล่าขานรับรู้กันในวงกว้างของสังคมไทยว่าเป็นชุมชนเล็กๆ ริมคลองอัมพวาที่แยกจากแม่น้ำแม่กลอง และเป็นชื่ออำเภอหนึ่งในสามแห่งของจังหวัดสมุทรสงคราม ที่ยังคงสืบสานวิถีชีวิตเรียบง่ายตามขนบธรรมเนียมประเพณี และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมในบรรยากาศย้อนรอยอดีตไว้ได้อย่างดี แม้อิทธิพลของความเจริญด้านวัตถุจะถาโถมเข้ามาบ้าง แต่ชาวชุมชนอัมพวาภาคภูมิใจที่ได้ร่วมมือกันยึดมั่นและธำรงรักษาเสน่ห์ของความงดงามตามธรรมชาติของชีวิตชาวสวนผลไม้หลากหลายพันธุ์ ที่อุดมสมบูรณ์และมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีมายาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไว้ได้อย่างมั่นคง

ดังนั้น ในแต่ละช่วงวันสุดสัปดาห์ หรือวันหยุดยาวติดต่อกันหลายวัน จึงไม่เป็นที่แปลกใจที่มักเกิดปัญหาการจราจรคับคั่งในช่วงกิโลเมตรที่ ๖๐ บนถนนทางหลวงหมายเลข ๓๕ ที่ทางราชการขนานนามตามพระนามาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ด้วยพระองค์ท่านประสูติ ณ อัมพวา ว่า "ถนนพระราม ๒" ระยะทางยาวประมาณ ๘๒ กิโลเมตร เริ่มต้นจากย่านดาวคะนองฝั่งธนบุรี ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร ไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม ก่อนไปบรรจบถนนเพชรเกษมที่อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เพราะผู้คนนิยมไปท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับที่ "ตลาดน้ำอัมพวา" และอุทยานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (เรียกสั้นๆว่า อุทยาน ร.๒) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัดอัมพวาเจติยาราม และเปิดมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๒ หลายคนนิยมหยุดพักผ่อนค้างคืนแบบ "โฮมสเตย์" หรือ "รีสอร์ท" เพื่อจะได้ล่องเรือชมหิ่งห้อยบนต้นลำพูตามลำคลองอัมพวาในยามค่ำคืน และเช้าวันรุ่งขึ้นจะได้ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ที่ล่องเรือมารับภัตตาหารจากชาวบ้านตามริมคลอง แทนที่ท่านจะเดินมารับบาตรเหมือนในท้องถิ่นอื่นทั่วไทย

นั่นคือปรากฏการณ์ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งตามตัวเลขประมาณการคำนวณของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดว่าที่ชุมชนอัมพวาแห่งนี้มีนักท่องเที่ยวไปเยือนสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่าหมื่นคน ทำให้เกิดกระแสเงินตราหมุนเวียนที่นับเป็นรายได้ของจังหวัดประมาณเดือนละไม่ต่ำกว่าสองร้อยล้านบาท นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ "ไม่ควรพลาด" ของภาคกลางแห่งหนึ่งที่ผู้ไปเยือนจะเพลิดเพลินและจดจำไว้เป็นประสบการณ์อันรื่นรมย์ของชีวิตได้ทีเดียว

ประวัติท้องถิ่นดั้งเดิม

กว่าจะพัฒนามาเป็น "ตลาดน้ำอัมพวา" แห่งลำน้ำแม่กลองอันลือเลื่องวันนี้ หากมองย้อนหลังไปถึงภูมิหลังของท้องถิ่น นับว่าน่าสนใจน่าศึกษา มีความสำคัญที่อาจแบ่งออกได้เป็น ๓ ช่วงเวลา คือ

๑. การก่อสร้างถนนพระราม ๒ หมายเลขทางหลวง ๓๕ มีผลกระทบด้านพัฒนาการเปลี่ยนแปลงต่อวิถีชีวิตโดยรวมของชาวเมืองสมุทรสงครามที่เคยสัญจรไปมาหากันทางเรือตามลำคลองที่ตัดแยกขนานไปเหมือนตาข่าย เปลี่ยนมาใช้รถยนต์เพราะมีถนนเข้าถึงทุกชุมชน ผู้คนจึงลดการใช้เรือเป็นพาหนะไปเป็นจำนวนมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงครามคนสำคัญที่ทุ่มเทพละกำลังกำลังผลักดันการสร้างถนนสายนี้อย่างจริงจังจนประสบผลสำเร็จ คือ ประสิทธิ์ อุไรรัตน์ ซึ่งบริหารบ้านเมืองระหว่าง พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๐๙ ด้วยการเรียกร้องให้รัฐบาล จอมพล ถนอม กิตติขจร เห็นความสำคัญของการสร้างทางหลวงหมายเลข ๓๕ และให้เห็นความสำคัญของเมืองสมุทรสงคราม ซึ่งแม้จะเป็นจังหวัดเล็กที่มีเพียงสามอำเภอ แต่มีประชากรอยู่หนาแน่นที่สุดของประเทศรองจากนครหลวง คือ ถัวเฉลี่ย ๔๐๖ คนต่อ ๑ ตารางกิโลเมตร ประชาชนชาวแม่กลองเสียภาษีบำรุงท้องที่ให้รัฐบาลเป็นที่ ๑ ของประเทศ และเป็นถิ่นการเกษตรที่สร้างรายได้เป็นเงินกว่า ๔๐๐ ล้านบาทต่อปี แต่ด้วยที่ตั้งที่ถูกปิดล้อมอยู่กลางปากอ่าวไทย ทั้งๆที่อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ เพียง ๖๐ กิโลเมตร แต่ต้องใช้เส้นทางหลวงออกจากจังหวัดผ่านไปยังอำเภอปากท่อ ไปใช้ถนนเพชรเกษม ผ่านจังหวัดราชบุรี และนครปฐมเข้าเมืองหลวง รวมเป็นระยะทาง ๑๕๐ กิโลเมตร สมัยนั้นใช้เวลาครึ่งวันกว่าจะถึงที่หมาย

การเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างถนนพระราม ๒ นอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระปัญหาจราจรบนถนนเพชรเกษมแล้ว ยังเป็นการเปิดเส้นทางสำคัญจากเมืองหลวงสู่ภาคใต้ได้สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น รัฐบาลเริ่มอนุมัติการสำรวจและสร้างถนนธนบุรี - ปากท่อ หรือพระราม ๒ ในปี ๒๕๑๐ เมื่อถนนเสร็จ ทุกวันนี้การเดินทางจากพระนครถึงสมุทรสงคราม ใช้เวลาเพียง ๑ ชั่วโมงเท่านั้น

๒. การสานต่อชีวิตชุมชน ด้วยความเสียสละและความรักความหวังดี ของคหบดีชาวอัมพวาผู้อยู่อย่างพอเพียงและไม่ยึดติด คือ คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ กล่าวคือ ในช่วงก่อนที่รัฐบาลวางโครงการสร้างถนนพระราม ๒ ราวปี ๒๕๐๘ ทางต้นน้ำแม่กลองด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่จังหวัดกาญจนบุรี รัฐบาลได้สร้างเขื่อนเจ้าเณร (เขื่อนวชิราลงกรณ์) เพื่อกักเก็บน้ำ ส่งผลให้น้ำจืดไหลลงมายังแม่กลองตอนล่างเอื่อยช้าลง จนครั้งหนึ่งเกิดปัญหา "แม่กลองเน่า" เพราะการปล่อยน้ำเสียของโรงงานลงในลำน้ำที่น้ำจืดก็ไม่ได้ถูกปล่อยให้ลงมาไล่อย่างเพียงพอ สร้างความปั่นป่วนแก่สภาพการณ์โดยรวมของชุมชนอัมพวาและบางคนทีที่แทบจะล่มสลาย เพราะสวนผลไม้นานาพันธุ์ที่เคยสร้างรายได้มากมาย ค่อยๆล้มตาย ปัญหาซ้ำเติมด้วยเกิดสภาพน้ำเค็มเพิ่ม เนื่องจากพื้นที่น้ำกร่อยเดิมที่เคยปรับสมดุลซึ่งกันและกันได้ระหว่างน้ำเค็มจากทะเลในอ่าวไทยกับน้ำจืดที่ไหลลงมาจากเมืองกาญจน์ แต่พอเกิดน้ำเน่าเสีย ผนวกกับน้ำจืดไหลลงมาน้อย เพราะการกักเก็บน้ำของเขื่อน น้ำเค็มจากทะเลก็หนุนขึ้นมาสูง ไหลไปตามลำคลองโดยรอบสวนผลไม้ ทำให้ "สวนล่ม" ซึ่งหมายถึงชีวิตของต้นไม้ผลที่เคยให้ผลิตผลดีกลับล้มตายหรือลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวอัมพวาต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ส่วนใหญ่อพยพย้ายไปหากินที่อื่น บ้านริมคลองค่อยๆทยอยปิดไปทีละห้องสองห้อง ตลาดน้ำเริ่มวาย ชุมชนซบเซาเพราะไม่มีรายได้มาจุนเจือ ต่างตกอยู่ในสภาพคล้ายคนซังกะตาย

ปี ๒๕๔๕ คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ บัณฑิตเภสัชศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้าราชการบำนาญ โรงพยาบาลทรวงอก กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นคหบดีชาวอัมพวา เจ้าของเรือนไม้ห้องแถวริมคลองจำนวน ๓๑ ห้อง มีห้องเช่าอยู่ด้านหลัง บ้านพักหลังใหญ่และเรือกสวนผลไม้นานาพันธุ์จำนวน ๕ แปลง พื้นที่รวม ๒๑ ไร่ ๑๒ ตารางวา ได้ทูลเกล้าฯถวายทรัพย์สินทั้งหมดแก่มูลนิธิชัยพัฒนา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วยความจงรักภักดีและเทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อความเจริญร่มเย็นเป็นสุขของปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จฯไปทรงทำนุบำรุงและส่งเสริมกิจกรรมเพื่อศิลปวัฒนธรรมของชาติไทย ณ อุทยาน ร.๒ เป็นประจำทุกปี ชาวอัมพวาต่างปลาบปลื้มและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นตลอดมา

ประวัติชีวิต คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ น่าสนใจและน่ายกย่อง ท่านเป็นชาวอัมพวาแต่กำเนิด คุณพ่อยิ้ม เป็นนักธุรกิจเจ้าของโรงฝิ่น คุณแม่ลมัยเป็นเจ้าของสวนไม้ผลนานาพันธุ์ อาทิ มะพร้าว กล้วย ลิ้นจี่ ฯลฯ นับเป็นคหบดีที่พำนักอยู่ตรงข้ามวัดอัมพวาฯ คุณประยงค์เป็นลูกสาวคนเดียว บิดาจึงส่งไปเรียนหนังสือที่จังหวัดเพชรบุรี โดยเริ่มเข้าชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนอรุณสตรี ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำสตรีในเครือมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบทีเรียน ทำให้เกิดความซาบซึ้งเรื่องความรักในเพื่อนมนุษย์และความเสียสละของพระเยซูคริสต์เจ้ามาก ต่อมาย้ายไปเรียนชั้นมัธยมต้นที่โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ แล้วเข้ามาเรียนต่อระดับเตรียมอุดมศึกษาที่วัฒนาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ณ ที่นี้เอง คุณประยงค์ได้สัมผัสบรรยากาศของการร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าและวัตรปฏิบัติของชาวคริสต์อีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะบทเพลงที่จับใจมากคือ เพลงลำธารเล็กเล็ก ที่นักเรียนวัฒนาทุกคนจะร้องได้ โดยช่วงแรกของเนื้อเพลงกล่าวว่า

"ลำธารเล็กเล็ก พูดว่า โอ จงให้ โอ จงให้ ลำธารเล็กเล็ก พูดว่า โอจงให้ จงให้เสมอ..."

เนื้อเพลงบอกเล่าถึงการแบ่งปัน การให้ที่แม้จะเล็กน้อย แต่ก็ให้ด้วยความยินดีและให้ได้ทุกวัน

หลังจากนั้นคุณประยงค์ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรีที่คณะเภสัชศาสตร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้ารับราชการที่โรงพยาบาลทรวงอก กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในปี ๒๔๙๙ จนเกษียณอายุในปี ๒๕๓๓ โดยรับราชการอยู่แห่งเดียว ระหว่างทำงานมีเพื่อนชวนไปฟังการแสดงธรรมเทศนาของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ตั้งแต่ยังมีสมณศักด์เป็นพระศาสนโสภณ คุณประยงค์จึงกลายเป็นศิษย์วัดบวรฯ เมื่อเกษียณอายุราชการกลับมาอยู่บ้าน พบว่ามีสมบัติประเภทเครื่องลายครามและสังคโลกอายุร่วม ๑๐๐ ปี ที่บิดามารดาสะสมไว้จำนวนกว่า ๒๐๐ ชิ้น กอปรกับสมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระประสงค์จะสร้างพิพิธภัณฑ์ เพื่อเผยแผ่ความรู้ทางธรรมะและวัฒนธรรม คุณประยงค์เห็นว่า เครื่องลายครามเหล่านั้นเป็นของมีค่าที่หากยังคงเก็บไว้ที่บ้านก็อาจเป็นอันตราย ท่านอยู่เป็นโสดคนเดียว เห็นว่าหากนำไปถวายไว้ที่พิพิธภัณฑ์วัดบวรฯ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากกว่า จึงขนย้ายเครื่องลายครามเหล่านั้นไปไว้ที่วัดพร้อมกับความรู้สึกว่า "สบาย บ้านโล่ง ว่างเปล่าดีแท้" ในช่วงเข้าพรรษาตลอด ๓ เดือน คุณประยงค์จึงไปถือศีลอยู่ที่สำนักสงฆ์ แถวราชบุรี เป็นประจำทุกปี โดยไม่ต้องห่วงบ้าน เพราะไม่มีสมบัติอะไร

ตราบจนอายุย่าง ๗๒ ปี ใน พ.ศ.๒๕๔๕ คุณประยงค์ ผู้บรรลุถึงธรรมะขั้นสูงที่ตระหนักถึงสัจธรรมของชีวิตว่า สิ่งของนอกกาย ตายแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ นอกจากบุญกุศล ความสุขเกิดจากความพอเพียงและการแบ่งปัน เหมือนเพลงลำธารเล็กเล็กที่เคยร้องสมัยเป็นนักเรียนประจำที่วัฒนาวิทยาลัย จึงมาพิจารณาถึงอสังหาริมทรัพย์ที่ครอบครองอยู่ ซึ่งหากมอบโอนที่ดินเรือกสวนเหล่านี้ให้แก่หลานรุ่นเด็กที่เป็นญาติก็เกรงว่าจะเก็บรักษาไว้ไม่อยู่ อาจถูกขายต่อเพื่อแลกเป็นตัวเงิน จึงตัดสินใจนำทรัพย์สินทั้งหมดที่มีขึ้นทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิชัยพัฒนาฯ ด้วยเห็นว่าพระองค์ท่านจะทรงเป็นผู้นำในการเสริมสร้างคุณค่าที่จักเกิดคุณประโยชน์ต่อชุมชนที่กำลังเสื่อมถอย

โดยตัวคุณประยงค์ขอพระราชทานพระราชานุญาตพำนักอาศัยอยู่ในบ้านจนวาระสุดท้ายของชีวิต ซึ่งทุกวันนี้ ในยามสูงวัย ๘๖ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับคุณประยงค์ไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาเป็นผู้รับผิดชอบค่าดูแลในชีวิตประจำวันโดยมีพนักงานดูแล ๒ คน (คนหนึ่งอยู่เฝ้าประจำตัวอย่างใกล้ชิด อีกคนหนึ่งคอยรับใช้ทั่วไป รวมทั้งขับรถพาไปธุระหรือพักผ่อน) และเมื่อเจ็บป่วยต้องเข้ารักษาตัว ทางมูลนิธิฯก็ดูแลการรักษาพยาบาล นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณและเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคุณประยงค์เป็นที่ยิ่ง

๓. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราโชบายในการพัฒนา พื้นที่เรือนแถวริมคลองอัมพวาของคุณประยงค์และอาณาบริเวณเรือกสวน โดยให้คำนึงถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวชุมชนอัมพวา โดยนำหลักการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว "ภูมิสังคม" และแนวพระราชดำริ "เศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นแนวทางและหลักการดำเนินงาน ซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การมีส่วนร่วมมือร่วมใจกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนากับชาวอัมพวาทุกคน ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีทางดำรงชีวิตของชุมชนอัมพวา ที่จักสามารถอยู่ได้อย่างเข้มแข็ง เรียบง่าย รู้รักสามัคคี อันจะเป็นแบบอย่างให้คนภายนอกได้เข้าใจและเห็นภาพชุมชนที่อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขตามวิถีไทยที่เกื้อกูลกันอย่างแท้จริง โดยในชั้นต้น ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๕ ล้านบาทเป็นทุนในการศึกษาวิจัย วางแผนและปรับปรุงสถานที่โดยรวม ด้วยความร่วมมือจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย เพื่อสืบสานตำนานอัมพวา "จากอดีตสู่ปัจจุบัน กับวิถีสายน้ำที่ไม่เคยหยุดนิ่ง"

โดยในระยะแรกเพียงปีเศษ ในวันที่ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ได้เสด็จฯไปทรงเยี่ยมชมการดำเนินโครงการฯ ปรากฏเป็นข่าวที่สาธารณชนทั่วไปต่างสนใจ ชาวอัมพวาปลื้มปีติ และพร้อมใจที่จะร่วมกันอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่เคยมีมาในอดีตให้กลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ ที่มีชีวิตชีวา ที่ผู้มาเยือนได้เรียนรู้และสัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายแบบชนบทไทย

ในปลายปี ๒๕๕๑ หลังจากมูลนิธชัยพัฒนาฯ ได้จัดสรรงบประมาณนับสิบล้านบาท ปรับปรุง ตกแต่งสถานที่เสร็จสมบูรณ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้เสด็จฯไปทรงเปิด "โครงการอัมพวา - ชัยพัฒนานุรักษ์" ณ บริเวณลานวัฒนธรรมที่ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่คุณประยงค์ว่า "ลานวัฒนธรรมนาคะวะรังค์" เพื่อส่งเสริมกิจกรรมวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งด้านการเรียนรู้เรื่องอาหารการกิน การขายผลิตภัณฑ์พื้นเมือง การละเล่น การแสดงนาฏศิลป์ และศิลปะการวาดภาพ ฯลฯ เสมือนหนึ่งเป็นตลาดนัดกลายๆของชุมชนที่เปิดในช่วงบ่ายวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ทุกสัปดาห์ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลไปชมอย่างไม่ขาดสาย ที่ห้องแถวเรือนริมน้ำ นอกจากมีสินค้าพื้นเมืองน่ารักขาย ยังมีนิทรรศการท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์ครูเอื้อ สุนทรสนาน แห่งวงดนตรีสุนทราภรณ์

ในปี ๒๕๕๑ นี้เอง องค์การยูเนสโกโดยสำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ประกาศมอบรางวัลชมเชยให้แก่โครงการอัมพวา-ชัยพัฒนานุรักษ์ ในด้านการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม นับเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศักดิ์ศรีและปรากฏชื่อเสียงให้กระจายไปทั่วสากลอีกด้วย

รายละเอียดของบริเวณโครงการยังน่าเรียนรู้และน่าชมอีกมาก ท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยไปเยือน โปรดอย่ารีรอ หาเวลาว่างไปเดินชม แล้วจะรู้สึกว่า "อัมพวา" แห่งลำน้ำแม่กลองที่เคยซบเซา ได้กลับฟื้นคืนชีพ ด้วยพระบารมีล้นเกล้าฯ แต่โดยแท้ และจากการทดแทนบุญคุณแผ่นดินของ คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ที่ทำให้เมืองไทยมีสถานที่ที่บ่งบอกถึงความเป็นดินแดนที่แสดงถึงความเป็นบ้านเมืองอันอุดมสมบูรณ์และผู้คนมีความสุขที่สุดตามวิถีพุทธที่พอเพียงและแบ่งปันให้แก่กัน สมดังที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กสำรวจว่า สังคมไทยเป็นที่ที่มีความสุขที่สุดในโลก

 

ขอบคุณภาพจาก คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ และมูลนิธิชัยพัฒนา