ละครชีวิตของพระยาทรงสุรเดช ยอดเสนาธิการ

เสนาธิการผู้เฉียบแหลมในผู้ก่อการยุคแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕
ห้องสมุดสกุลไทย

ย้อนหลังไปในอดีต ในเช้าตรู่ของวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ได้มีเหตุการณ์ครั้งใหญ่หลวงเกิดขึ้น เหตุการณ์นั้น ทำให้มีการพลิกโฉมและเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในการปกครองของประวัติศาสตร์ชาติไทย โดยมีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่ง ประกอบด้วยทหารและพลเรือน ซึ่งเรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร" ได้ก่อการยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย เลียนแบบกระแสประชาธิปไตยที่กำลังเบ่งบานในซีกโลกตะวันตก

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ครั้งนี้มีเบื้องหลังซับซ้อนที่ควรศึกษาเป็นอย่างมาก ผู้เขียนจึงขอนำเหตุการณ์เฉพาะบางส่วนมาเสนอให้ผู้อ่านทราบต่อไป

กระแสประชาธิปไตย ก่อน พ.ศ.๒๔๗๕

ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประเทศสยาม หลังจากกอบกู้เอกราชจากพม่าแล้ว ความเจริญเป็นปึกแผ่นของบ้านเมืองและความมั่นคงก็เกิดขึ้นมาโดยลำดับ ทั้งนี้เนื่องจากพระปรีชาสามารถแห่งองค์ปฐมกษัตริย์และพระบรมราชวงศ์ ในเวลาต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หรือล้นเกล้า รัชกาลที่ ๒ พระองค์ท่านมีพระโอรสแก้วพระองค์หนึ่ง คือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ หรือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชกาลถัดมา ทรงมีพระปรีชาสามารถในการค้าขายและติดต่อกับต่างชาติเป็นอย่างมาก ทำให้เศรษฐกิจของสยามรุ่งเรืองอย่างยิ่ง จากการค้าขายทางทะเลกับจีน ชาติตะวันตกอื่นก็เริ่มทยอยเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและค้าขายกับกรุงสยาม ซึ่งเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากร หรือที่เรียกว่า ทรัพย์ในดินสินในน้ำมีมากมาย

ดังนั้น ความร่ำรวยก็เข้ามาสู่สยามอย่างมาก อย่างไรก็ตามสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ ความเจริญและวัฒนธรรมจากชาติตะวันตกได้แผ่ขยายเข้ามา ทำให้ประชาราษฎร์รู้ถึงความศิวิไลซ์ของชาติตะวันตกในเวลาต่อๆมา

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ ส่ง นายฉุน ไปศึกษาต่อวิชาเดินเรือที่ประเทศอังกฤษเป็นเวลา ๒ ปี "เมื่อกลับมาก็ได้รับราชการในกรมคลอง โดยมียศและบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้าย คือ พระยาชลธารวินิจฉัย" นับเป็นนักเรียนนอกคนแรกของสยาม

หลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ได้มีการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระแสการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก คือ อังกฤษและฝรั่งเศส เข้าคุกคามสยาม สิ่งที่สามารถดำเนินการในการแก้ปัญหาได้อย่างหนึ่งก็คือ การปรับระบบการศึกษา เพื่อนำบุคลากรเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทันอารยประเทศต่อไป ในรัชสมัยพระองค์ท่าน จึงได้ทรงส่งพระราชโอรสและสามัญชนไปศึกษาโดยทุนเล่าเรียนหลวงต่อเนื่องมาจนถึงในรัชกาลต่อๆมา

นอกจากความรู้ความสามารถของบุคคลที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่นำติดตัวมา คือความเจริญและยังนำแบบอย่างฝรั่งชาติต่างๆที่ตนเองได้พบเห็นมา เป็นผลต่อเนื่องทำให้เกิดการปฏิวัติและก่อการขึ้นในเวลาต่อมา นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์ที่สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งนับเป็นสิ่งบอกเหตุในการก่อการก็คือ กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มทหารหนุ่มนำโดย ร.อ.เหล็ง ศรีจันทร์ วางแผนที่จะยึดอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ถูกจับได้เสียก่อน และถูกพิพากษาให้จำคุกตามโทษานุโทษ

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

แผนการก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการเตรียมการในกรุงปารีสราว ๗ ปีก่อนเกิดเหตุการณ์ ผู้เตรียมการก็คือนักเรียนไทยกลุ่มแรกที่ไปศึกษาในฝรั่งเศส โดยผู้นำประกอบด้วย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเมื่อกลับมารับราชการในกรมร่างกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๐ ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงประดิษฐ์มนูธรรม เรียกกันในคณะว่า "อาจารย์" ผู้นำคนสำคัญอีกคนหนึ่งก็คือ นายร้อยเอก หลวงพิบูลสงคราม เรียกกันในคณะว่า "กัปตัน"

เมื่อกลับมาเมืองไทยแล้ว ทั้งสองคนก็เริ่มตระเตรียมการโดยจัดตั้งสายลับ ในที่สุด ทางฝ่ายทหารมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้ก่อการอยู่ในสายต่างๆ รวมทั้งหมด ๒๗ คน หลวงประดิษฐ์ฯ หรือนายปรีดี เป็นหัวหน้าสายฝ่ายพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างพวกนักกฎหมาย ทางฝ่ายทหารสามารถเชิญ นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) จเรทหารปืนใหญ่ นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช (เทพ พันธุมเสน) ให้เข้าร่วมด้วย ทั้ง ๒ คนนี้ จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกเยอรมัน ที่สำคัญก็คือ พระยาทรงฯเป็นอาจารย์สอนวิชาทหารอยู่ในกรมยุทธศึกษาทหารบก จึงมีอิทธิพลเหนือโรงเรียนนายร้อยทหารบก มีนายทหารที่เป็นลูกศิษย์มากและบรรดานายทหารและผู้บังคับบัญชาทหารเหล่านั้นเคารพ นับถือและมีความเชื่อถือมาก ส่วนหลวงพิบูลฯมียศต่ำกว่าและอายุน้อยกว่าจึงดำเนินการอยู่หลังฉาก

ฝ่ายพลเรือน นายปรีดีเป็นคนสำคัญที่สุด เป็นผู้มีหน้าที่ร่างข้อความที่ออกแถลงแก่ประชาชนและคณะทูตต่างประเทศ กับการร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในบรรดาพลเรือนที่ดำเนินการอย่างเข้มแข็ง อีกคนหนึ่งก็คือ หลวงโกวิทอภัยวงศ์ (ควง อภัยวงศ์) ซึ่งเคยเป็นนักเรียนฝรั่งเศสด้วย โดยขณะนั้นรับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข จึงมีหน้าที่จัดการตัดสายโทรเลขโทรศัพท์เมื่อจำเป็น และแนะนำฝ่ายทหารไปยึดที่สำคัญๆ เช่น สถานีวิทยุโทรเลข สถานีวิทยุกระจายเสียง และที่ทำการไปรษณีย์กลาง

ในการวางแผนก่อการนั้นได้มีการประชุมหลายครั้งหลายหนอย่างต่อเนื่อง บางครั้งก็มีความเห็นขัดแย้งกันบ้าง ประเด็นสำคัญก็คือควรจะลงมือในช่วงเวลาใด พระยาทรงฯมีความเห็นว่าแม้จะลงมือในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประทับในพระนครก็สามารถทำได้ เพราะได้วางแผนโดยใช้วิธีจู่โจมไม่ให้ฝ่ายป้องกันรู้ตัว แต่แผนนี้ พันเอก พระยาฤทธิ์อัคเนย์ ผู้บังคับการกรมทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ ซึ่งมีทหารปืนใหญ่อยู่ในมือหนึ่งกรมไม่เห็นด้วย เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดปะทะกับทหารราบที่จงรักภักดีและกล้าเอาชีวิตเข้าแลก

มีผู้เห็นด้วยกับพระยาฤทธิอัคเนย์หลายคน เนื่องจากแม้ว่าจะพยายามเกลี้ยกล่อมทหารราบ ซึ่งนับเป็นกำลังที่น่าเกรงขามอยู่หลายปีก็ไม่สำเร็จ เพราะบรรดานายทหารที่คุมกำลังทหารราบล้วนแต่เป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกสรรมาอย่างดี และมีความจงรักภักดีต่อพระราชวงศ์อย่างที่สุด หลวงพิบูลฯเคยแจ้งต่อที่ประชุมว่า คงไม่สามารถนำทหารราบมาร่วมก่อการได้

ในการวางแผนเปลี่ยนแปลงการปกครองจนเป็นผลสำเร็จในครั้งนั้นต้องยกให้เป็นความสามารถของพระยาทรงฯ ที่ใช้ความกล้าหาญ ไหวพริบและเล่ห์เหลี่ยมอย่างหาตัวจับยาก ทั้งๆที่ไม่มีกำลังทหารราบในมือแม้แต่หมวดเดียว ทั้งนี้ สภาพหลังจากเดือนเมษายน ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ผู้ก่อการชั้นหัวหน้าแทบจะไม่มีความสุข ที่ไม่สามารถล่วงรู้ความในใจของพระยาทรงฯ ว่าจะนำกำลังที่ไหนมาปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากกำลังที่อยู่ในมือมีเพียงทหารปืนใหญ่ของพระยาฤทธิ์ฯ ๑ กรม แต่ก็มีเพียง ๒ กองพัน กองพันหนึ่งในเวลานั้นมีกำลังเพียง ๒ กองร้อย และมีกำลังทหารเรือจากกองพันพาหนะและจากเรือรบบางลำมาสมทบด้วย ซึ่งรวมความแล้วมีกำลังไม่มากนัก เมื่อนำกำลังของฝ่ายผู้ก่อการไปเปรียบเทียบกับทหารฝ่ายรัฐบาลแล้วไม่สามารถเทียบได้

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของคณะผู้ก่อการก็อยู่ในสายตาของตำรวจอย่างใกล้ชิด เมื่อตำรวจมีหลักฐานเพียงพอที่จะลงมือจับกุมได้แล้ว พลตำรวจโท พระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจและพันตำรวจเอก พระยาธรณีนฤเมศรจึงเข้าเฝ้า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือทูลกระหม่อมบริพัตร เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย นายตำรวจทั้งสองได้กราบทูลถึงผลการสืบสวนโดยละเอียดว่า ได้มีข้าราชการทหารและพลเรือนกลุ่มหนึ่งคิดกบฏจะล้มล้างราชบัลลังก์อย่างแน่ชัด มีการมั่วสุมประชุมกันในสถานที่ต่างๆ หลายครั้งแม้จะยังไม่มีเอกสารหลักฐานยืนยันชัดเจนแต่ก็เป็นที่เชื่อได้ว่าได้มีการวางแผนที่จะก่อการแล้ว

จึงขออนุมัติจับกุมบุคคล ๕ คน คือ อำมาตย์ตรี หลวงประดิษฐ์มนูธรรม พันตรี หลวงพิบูลสงคราม นาวาตรี หลวงสินธุสงครามชัย ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี และตั้ว ลพานุกรม

ด้วยน้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตากรุณา จึงรับสั่งให้อธิบดีกรมตำรวจเก็บเรื่องนี้ไว้ก่อน ต่อมาอีกไม่นานนักตำรวจ ซึ่งได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องและใกล้ชิด ก็กราบทูลผลการสืบสวนอีกว่า ขบวนการกบฏยังดำเนินต่อไป คราวนี้ตำรวจเสนอชื่อ พันเอก พระยาทรงสุรเดช เพิ่มขึ้นอีก ๑ คน ซึ่งทรงไม่เชื่อในรายงานของตำรวจเนื่องจากนายทหารหนุ่มๆในยุคนั้น ทูลกระหม่อมได้ทรงชุบเลี้ยงมาทั้งสิ้น ตั้งแต่ในสมัยที่ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกลาโหมและพระองค์เองก็ทรงเป็น "นักเรียนทหารเยอรมันอาวุโส" ทรงเรียกชื่อเดิมของนายทหารที่มีบรรดาศักดิ์เป็นการแสดงความคุ้นเคยและเป็นกันเองเช่นเรียกพระยาทรงฯ ว่า "ตาเทพ" เรียกพระประศาสน์ฯ ว่า "ตาวัน" และเรียกพระยาพหลฯว่า "ตาพจน์" เป็นต้น

ทรงมีความบริสุทธิ์ใจและมองคนอื่นในแง่ดีเสมอมา ทรงคิดว่าคนอื่นก็คงจะเหมือนพระองค์ โดยเฉพาะความเป็นสุภาพบุรุษ และความมีเมตตา หลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นแล้ว ทูลกระหม่อมบริพัตรฯได้รับสั่งกับผู้ใกล้ชิดถึงเหตุการณ์ที่ไม่ทรงเชื่อว่า พระยาทรงสุรเดชคิดก่อการ ก็เนื่องจากพระองค์ได้ทรงชุบเลี้ยงสนับสนุน จนได้รับทุนไปเรียนวิชาทหารที่เยอรมนี และยังทรงไว้วางพระทัยให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพบก นอกจากนั้น ก่อนจะเกิดปฏิวัติไม่นานนัก ทรงพบพระยาทรงสุรเดชโดยบังเอิญ ขณะที่พระยาทรงสุรเดชทำความเคารพได้ทรงสังเกตแววตาฉายแววซื่อสัตย์จึงทรงเชื่อว่า พระยาทรงสุรเดชยังมีความจงรักภักดีอยู่

สรุปขั้นตอนและแผนการดำเนินการของพระยาทรงสุรเดช

ในการวางแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในขั้นสุดท้ายนั้น คณะราษฎรได้ประชุมกัน ๒ ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย และครั้งที่ ๒ ที่บ้านพักของ ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชได้เสนอแผนการว่า จะใช้กำลังทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาพระองค์ท่านในฐานะองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขั้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้ว่า จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจนเกินควร โดยตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับที่พระราชวังไกลกังวลหัวหิน

ทั้งนี้ได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕
ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีในการลงมือยึดอำนาจการปกครอง เนื่องจากในห้วงเวลาดังกล่าว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองยิงปืนใหญ่ โดยมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการทดสอบอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก

อย่างไรก็ตาม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ ดังนั้นคณะราษฎรพิจารณาเห็นว่าการที่จะควบคุม สมเด็จเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการพระนคร อภิรัฐมนตรี และเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ที่มีอำนาจมากที่สุดในยุคนั้น เนื่องจากพระองค์เคยดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบก เสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงกลาโหม มีลูกน้องและผู้จงรักภักดีมาก ทรงเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของสยาม รองจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงจำเป็นต้องยึดพระองค์ไว้เป็นองค์ประกัน

คณะผู้ก่อการได้สืบทราบมาว่า ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ มักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวันเสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ หากดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้เลื่อนการลงมือไปเป็นวันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน

ต่อมาที่ประชุมได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มิถุนายน แต่เนื่องจากมีเหตุขัดข้องบางประการ จึงเลื่อนวันปฏิบัติไปในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ซึ่งเป็นวันศุกร์แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร

บทบาทของพระยาทรงสุรเดชในวันเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน บางหน่วยเช่นทหารราบถูกหลอกให้มา เมื่อมาถึงแล้วก็จำเป็นต้องร่วมอย่างตกกระไดพลอยโจน

ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย โดยแจ้งให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาวุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ ๒๔ มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบอีก ๒ คน เพื่อให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับกองพันทหารช่างที่บางซื่อ ให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ในเวลาตีห้า ผู้ก่อการส่วนหนึ่งก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ ๑ รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของ พันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ผู้นำการก่อการ ๓ คน คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิทยายุทธ ได้แจ้งผู้บังคับกองรักษาการณ์ ว่าเกิดกบฏกลางเมือง แล้วสั่งการให้เอารถเกราะ รถรบ และทหารออกไปช่วย

เพียงชั่วอึดใจ ทหารม้าก็พร้อมและออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะกันไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว ๑๕ คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารเรือ พลเรือนและหน่วยอื่นๆที่นัดหมายไว้

เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ทหารกำลังฝึกในสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็เรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับกองพันทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย

จึงเป็นอันว่า นักเรียนนายร้อย ทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง ได้ถูกพระยาทรงสุรเดชหลอกมาร่วมกับทหารปืนใหญ่ที่มีการเตรียมการไว้ โดยนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะมีการปฏิวัติและไม่สงสัยเลยว่าถูกหลอกมา เนื่องจากทหารเหล่านั้นถูกฝึกมาให้ปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระยาทรงสุรเดช บุคคลที่หลอกเขาเหล่านั้นก็เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่พระยาทรงสุรเดชเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงใจผสมกันไป

หลังจากนั้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี มิได้มีการเสียเลือดเนื้อของคนในชาติ แต่อย่างไรก็ตามความแตกแยกทางแนวความคิดของแต่ละกลุ่มไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทหารด้วยกันเองและกลุ่มทหารกับกลุ่มพลเรือน รวมทั้งยุทธการแย่งชิงอำนาจ รอวันระเบิดต่อไป ซึ่งผลที่ตามมาทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในเวลาต่อมา

บั้นปลายชีวิต

ต่อมาได้เกิดความขัดแย้งกับบุคคลระดับสูงในคณะราษฎรด้วยกันเอง พระยาทรงสุรเดช จึงได้เดินทางไปพักอาศัยที่ศรีลังกาเป็นระยะเวลา ๒ ปี จนกระทั่ง พ.ศ.๒๔๘๑ เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เหมาะสมแล้วจึงเดินทางกลับประเทศ และเสนอต่อกระทรวงกลาโหมขอตั้งโรงเรียนรบขึ้นที่เชียงใหม่ ซึ่งสภากลาโหมอนุมัติตามเสนอ พระยาทรงฯ จึงนำนายทหารระดับหัวกะทิทั้งหมด ๒๙ นายขึ้นไปเรียนที่นั่น แต่ทางฝ่ายหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งกลายเป็นผู้มีอำนาจและคุมกำลังทหารได้แล้วในยุคนั้นเกรงว่าจะเป็นการซ่องสุมผู้คนเพื่อก่อการกบฏ จึงส่งคนไปสืบข่าวและติดตามความเคลื่อนไหวเป็นระยะๆ อย่างใกล้ชิด

เมื่อนักเรียนรุ่นแรกจบการศึกษาแล้ว พระยาทรงสุรเดชได้นำลูกศิษย์ตระเวนดูงานทหารตามกรม กองต่างๆ แต่เมื่อถึงกรมทหารช่างที่ราชบุรี ได้มีหนังสือแจ้งให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ พร้อมกับบีบบังคับให้เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของกบฏพระยาทรงสุรเดชในที่สุด

พระยาทรงสุรเดชเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงต้องเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับ ร้อยเอกสำรวจ กาญจนกิจ นายทหารคนสนิท โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อำเภออรัญประเทศ แล้วเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชาซึ่งในขณะนั้นเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส หลังจากที่ลี้ภัยอยู่ที่กัมพูชาได้ไม่นาน ทางการกัมพูชาก็ไม่อนุญาตให้อยู่ต่อไป จึงจำเป็นต้องเดินทางไปพักอาศัยอยู่ที่เมืองไซ่ง่อน โดยมีภริยาติดตามไปด้วย จากนั้นจึงได้รับอนุญาตให้กลับมาที่พนมเปญอีกครั้งหนึ่ง

ชีวิตพระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์สินเงินทองเหลืออยู่มากนัก จึงมีความเป็นอยู่อย่างลำบาก ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการค้าขายเล็กๆน้อยๆ และในท้ายสุดก็เสียชีวิตลงในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๗ ที่บ้านร้างในกรุงพนมเปญ ด้วยวัยเพียง ๕๒ ปี ทั้งนี้แพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ ทั้งที่เป็นบุคคลที่มีสุขภาพดีมาโดยตลอด จึงมีข้อสงสัยกันว่าอาจถูกลอบวางยาพิษก็เป็นได้

ละครชีวิตของพระยาทรงสุรเดช เสนาธิการผู้เฉียบแหลมในผู้ก่อการยุคแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ซึ่งเกรียงไกรและเรืองอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งในแผ่นดินได้ปิดฉากลงแล้วเหลือแต่อุทาหรณ์และความทรงจำที่ฝากไว้ในแผ่นดินสยาม

 

หมายเหตุของผู้เขียน

หากมีข้อเสนอแนะ ติชม กรุณาส่ง E-Mail : tawewuth.p@hotmail.com

เอกสารอ้างอิง

๑. เจ้าฟ้าประชาธิปก ราชันผู้นิราศ วิทยานิพนธ์แห่งชีวิต นายหนหวย, กรุงเทพฯ ป.สัมพันธ์พาณิชย์ ๒๕๓๐

๒. เจ้าชีวิต : สยามก่อนยุคประชาธิปไตย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ,พ.ศ. ๒๕๐๕

๓. แถมสุข นุ่มนนท์, ยังเติร์กรุ่นแรก : กบฏ ร.ศ.๑๓๐ ,พฤษภาคม ๒๕๒๒

๔. นักเรียนนอก ข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์สังคมไทย, ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ; ๒๕๓๗