"กระจูดพัทลุง"

สานงานหัตถศิลป์ สู่อนาคต
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

สถานีศูนย์วัฒนธรรม ภิญญ์สินี เรื่อง varniwickery ภาพ "กระจูดพัทลุง" สานงานหัตถศิลป์ สู่อนาคต "กระจูด" ชื่อของวัชพืชชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาเป็นวัสดุสำคัญในงานหัตถกรรมจักสานจากแดนใต้ ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน

ปัจจุบันกระจูดได้รับการพัฒนาไปไกลขึ้นกว่าเดิม โดยลูกหลานคนรุ่นใหม่ที่เห็นถึงความสำคัญ แต่เดิมกระจูดถือเป็นวัชพืช พบได้ในพื้นที่ลุ่มน้ำที่เป็นดินโคลนและมีน้ำขังอยู่ตลอด หรือที่เรียกว่า "ป่าพรุ" ลำต้นของกระจูดมีลักษณะกลมกลวง มีข้อปล้อง สูงประมาณ ๑ - ๓ เมตร หัตถกรรมจากกระจูดพบได้เฉพาะในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี นราธิวาส และพัทลุง โดยเฉพาะที่พัทลุงนี้จะพบกระจูดมากในตำบลทะเลน้อย อำเภอควนขนุน

ณัช-มนัทพงศ์ เซ่งฮวด คนรุ่นใหม่ที่ได้รับการยกย่องจากศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) ให้เป็น "ทายาทหัตถศิลป์ ประจำปี ๒๕๕๗" ที่มีอายุน้อยที่สุด ทายาทของครูช่าง วรรณี เซ่งฮวด ผู้รับไม้ต่อในกิจการ "หัตถกรรมกระจูดวรรณี" และเป็นกำลังสำคัญในการออกแบบสินค้ากระจูดให้มีความแตกต่างโดดเด่นไปจากเดิมจนคว้ารางวัล Good Design Award 2014 (G-mark) จากประเทศญี่ปุ่น

"ผมถือเป็นรุ่นที่ ๕ ของครอบครัวแล้วครับ ที่ทำงานกระจูด สมัยก่อนเขาจะสานทำเป็นเสื่อธรรมดามีลวดลายบ้าง แต่ไม่วิจิตรอะไรมาก พอดีคุณแม่ได้ไปเรียนรู้ลวดลายโบราณเพิ่มเติมจากการเป็นสมาชิกโครงการพระราชดำริ ของศูนย์ศิลปาชีพหัวป่าเขียว จังหวัดพัทลุง และสร้างสรรค์คิดลวดลายใหม่ๆขึ้น หลังจากนั้นคุณแม่ได้มาเป็นวิทยากรสอนชาวบ้านต่อ เกิดการรวมเป็นกลุ่มหัตถกรรมกระจูด จากรุ่นคุณแม่ก็มาเป็นรุ่นผมในการรับช่วงพัฒนาสินค้าต่อ"

มนัทพงศ์เรียนจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาโท คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้นำความรู้ทางการออกแบบมาปรับปรุงสินค้ากระจูดให้มีความหลากหลายและร่วมสมัย ทั้งยังสวยงามด้วย

"ผมมองว่าถ้ายังทำแค่ทอเสื่อธรรมดาจะไม่สามารถสร้างแบรนด์ได้ ต้องทำอะไรที่ตอบโจทย์และเข้าถึงลูกค้ามากกว่านี้ ก่อนหน้านี้ส่วนมากเราจะขายแค่ในพื้นที่เท่านั้น แต่ผมอยากให้สินค้ากระจูดได้มีพื้นที่ในตลาดเพิ่มขึ้นจึงจำต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมา พัฒนาให้มีสินค้าใหม่ๆ โดยเริ่มศึกษาเรื่องการใช้สินค้าในวัยรุ่น ในธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และสปา พยายามพัฒนาสินค้าให้เข้ากับกลุ่มลูกค้าที่วางไว้ ตอนนี้สินค้าเรามีอยู่ ๒ หมวด คือ หมวดแฟชั่น จะเป็นพวกกระเป๋ารูปทรงต่างๆ และหมวดของตกแต่งบ้าน เป็นพวกเก้าอี้ โต๊ะ เสื่อ ตะกร้า"

จุดเด่นของหัตถกรรมกระจูดวรรณี นอกจากรูปทรงการออกแบบที่มีความทันสมัย และมีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่มากขึ้นแล้ว ยังมีความสวยงามในด้านการใช้สี โดยจะเป็นการย้อมสีแบบไล่โทนสี ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของที่นี่ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีความพิเศษตรงการใช้ "สีขาว" ซึ่งเป็นสีเดียวที่กระจูดไม่สามารถย้อมติดได้

"เราได้เข้าร่วมโครงการของศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์กรมหาชน) ทำให้มีโอกาสได้ออกบู๊ธจำหน่ายสินค้าทั้งในและนอกประเทศ ตอนนั้นเราได้โจทย์จากทางญี่ปุ่นว่าอยากได้สีขาว ซึ่งเราทำได้ทุกสียกเว้นสีขาว เพราะเป็นสีเดียวที่กระจูดย้อมไม่ติด เลยต้องมองหาวัสดุชนิดอื่นที่สามารถย้อมสีขาวได้ แล้วมาผสมเข้ากับกระจูด เราทดลองกับผ้าบ้าง หนังบ้าง แม้แต่ประเภทพืชก็ลองดู เช่น ผักตบชวา แต่ผักตบชวาก็ย้อมสีขาวไม่ได้เหมือนกัน ผมลองหลายอย่างใช้เวลาเป็นปีกว่าจะสำเร็จ เอาวัสดุต่างๆ มาทดลองสานดู จนมาเจอ 'ใบลาน' ซึ่งเป็นพืชที่สามารถย้อมสีขาวติดและสานเข้ากับกระจูดได้อย่างลงตัว

ผลตอบรับที่ได้จากลูกค้าค่อนข้างดีมาก เหมือนเราสามารถเปลี่ยนงานธรรมดาให้ดูเป็นงานดีไซน์มากขึ้น เพราะมีสีที่เป็นคู่ตรงข้าม อย่างสีขาวกับสีดำ และสีขาวยังมาทำเป็นสีพาสเทลได้ด้วย แต่สีขาวกับสีดำจะขายดีที่สุด"

แม้จะพัฒนาสินค้าให้มีความร่วมสมัยมากขึ้นเพียงใด แต่มนัทพงศ์ก็ยังคงอนุรักษ์กรรมวิธีการสานกระจูดแบบดั้งเดิมเอาไว้ "สินค้าเรายังใช้วิธีการผลิตแบบดั้งเดิม คือเริ่มจากชาวบ้านไปตัดกระจูดที่ป่าพรุก่อน แล้วมาตัดให้ได้ขนาดความสั้นยาวตามที่ต้องการ จากนั้นนำมาคลุกน้ำโคลนสีขาวเพื่อช่วยปรับผิวกระจูดไม่ให้โดนแดดไหม้ ไม่แห้งกรอบ พูดอีกอย่างคือเป็นตัวเคลือบผิว จากนั้นนำกระจูดไปตากแดดประมาณ ๑ อาทิตย์ แล้วนำมารีดให้แบน โดยใช้เครื่องรีดแบบดั้งเดิมคือใช้แท่นปูน วางเส้นกระจูดกับพื้น ตัวคนทำจะไปยืนอยู่บนแท่นปูน ซึ่งค่อนข้างหนักมาก แล้วเดินกลิ้งแท่นปูนไปมา ตรงนี้ไม่ง่ายเลยต้องใช้การทรงตัว แต่ชาวบ้านสามารถทำได้ เพราะเขาทำจนชิน

ปัจจุบันเรามีเครื่องจักรมาช่วยรีด ทว่าชาวบ้านยังคงนิยมวิธีรีดดั้งเดิมอยู่ เขาบอกเป็นการออกกำลังกายตอนเช้า จากนั้นนำมาย้อมสี ตากแดดให้แห้ง และนำมารีดใหม่อีกครั้งจึงจะนำมาสาน สินค้าจากกระจูดมีอายุการใช้งานนาน ๔-๕ ปี โดยมีคุณสมบัติโดดเด่นคือสามารถพับได้ บิดได้ ไม่แตกหัก มีความยืดหยุ่นพอสมควร และยังสามารถโดนน้ำได้ ถ้าสกปรกก็นำผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาด"

ถึงจะคลุกคลีกับการสานกระจูดมาตั้งแต่เด็ก แต่มนัทพงศ์กลับไม่เคยรู้สึกเบื่อกับการทำงานนี้เลย ทั้งยังสนุกที่ได้สร้างสรรค์สินค้าและพบปะลูกค้า โดยไม่เคยคิดที่จะประกอบอาชีพอื่น เป้าหมายของเขาคือการนำงานหัตถกรรมท้องถิ่นต่อยอดสู่การเป็นกิจการเพื่อสังคม สร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน "ผมจบปริญญาโทแล้วก็จริง แต่ไม่เคยอยากจะไปเป็นอาจารย์หรือรับราชการทำงานที่อื่นเลย ผมอยากกลับมาช่วยชุมชนมากกว่า เพราะเราโตมาจากที่นี่ อยากพัฒนาบ้านเรา สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ ตอนนี้ผลิตภัณฑ์จากกระจูดถือว่าติดตลาด เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้ว เรากำลังจะวางขายในโฮมโปรด้วย ซึ่งการนำสินค้าไปขายที่กรุงเทพฯ ไปนำเสนอให้ลูกค้านอกพื้นที่ได้เห็น เพื่อที่สุดแล้วจะดึงดูดให้เขามาหาเราที่พัทลุง

โดยเราเปิดศูนย์การเรียนรู้วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี นักเรียนและนักท่องเที่ยวสามารถมาชมการทำกระจูดแบบดั้งเดิม ทดลองสานด้วยตัวเอง ตลอดจนได้ซื้อสินค้ากลับบ้าน ที่สำคัญพอนักท่องเที่ยวมาจะไม่ได้มาซื้อแค่สินค้าชิ้นเดียวแล้วกลับ แต่จะจับจ่ายของกิน ที่พัก ล่องเรือ แหล่งท่องเที่ยว กระจายรายได้ให้ชุมชนต่อไปอีก"

ในฐานะทายาทหัตถศิลป์ มนัทพงศ์มองว่า ถ้าวัยรุ่นคิดว่างานหัตถศิลป์ไทยนั้นเชย ไม่เท่ไม่เก๋ ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่อย่างเราที่จะช่วยพัฒนาให้งานหัตถกรรมไทยสวยงามและก้าวไปได้ไกลขึ้น

"เดิมผมเคยมองว่างานหัตถกรรมไม่สามารถพัฒนาเป็นงานดีไซน์ได้ แต่เราเป็นคนรุ่นใหม่ เรามีความคิดใหม่ๆ ที่สามารถใส่ลงไปในงาน เอาความรู้ที่มีมาพัฒนาให้สินค้านั้นเจ๋ง ถ้ามองว่างานนั้นเชย ขาดความเป็นวัยรุ่น วัยรุ่นก็ต้องเข้าไปช่วย เอาความคิดใหม่ๆผสมรวมกับแนวคิดดั้งเดิม เราก็จะได้สินค้าที่ทันสมัยและมีความแตกต่าง"

ทายาทหัตถศิลป์เลือดใหม่คนนี้กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเขาทุกวันนี้มีความสุขที่ได้ทำงานที่มีคุณค่า มีเวลาใกล้ชิดครอบครัว และยังได้รับกำลังใจมากมายจากลูกค้า สิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญต่อการสืบสานและนำพาหัตถกรรมจากกระจูดให้เดินหน้าต่อไป