"ฮูปแต้ม สิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม"

ศรัทธาสัญจร

ในการเดินทางแต่ละครั้งเรามักจะได้พบเรื่องราวแปลกๆใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ อย่างวัดเล็กๆแห่งนี้ไม่มีชื่อปรากฏในโปรแกรมท่องเที่ยวใดๆ และไม่เคยอยู่ในกำหนดการเดินทางของเรา แต่เมื่อเราดั้นด้นเข้าไปพบ ก็กลายเป็นวัดสำคัญ ซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้เรียบร้อยแล้ว เราพบวัดแห่งนี้ด้วยความบังเอิญ บอกไปคงไม่มีใครเชื่อ แต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะแค่ตัวอักษรบนป้ายบอกชื่อมีคำในวงเล็บสีขาวจางๆว่า(จิตรกรรมฝาผนัง) อธิบายความสำคัญของสถานที่นั้น สะดุดตาแวบเดียวเมื่อเราขับรถผ่าน เราก็ลองเลี้ยวรถลงไหล่ทางถนนลูกรัง และขับไปตามเส้นทางเรื่อยๆจนถึงบ้านหัวหนอง ตำบลหัวหนอง อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ที่ตั้งของ "วัดสนวนวารีพัฒนาราม"

แค่ทางเข้าวัด ก็น่าชมแล้วค่ะ เพราะซุ้มประตูสร้างขึ้นใหม่ ในปี 2522 มีลวดลายปูนปั้นต่างๆ อาทิ พระแม่ธรณีบีบมวยผม พุทธเจ้า พญามาร และรูปเมขลาล่อแก้วรามสูรขว้างขวานตกแต่งเหนือกรอบประตู แม้ไม่งดงามมากนัก แต่น่ารักในแบบฉบับพื้นบ้าน แท่นใหญ่หน้าประตูนั้นมีสิงโตคู่ตัวใหญ่ แยกเขี้ยวคำรามในลักษณะเตรียมเผ่นโผนขย้ำเหยื่อ หากมองต่ำลงไปกลับพบรูปยักษ์ทวารบาลสีสดใสยืนถือกระบอง แสยะยิ้มอย่างน่าเอ็นดูมากกว่าน่ากลัวค่ะ วัดนี้เดิมชื่อ วัดขนวน เพราะมีต้นขนวนอยู่ภายในวัด เมื่อเวลาผ่านไปจึงเพี้ยนจาก "ขนวน" มาเป็น "สนวน" ชาวบ้านบริจาคตามกำลังศรัทธารวบรวมเงินได้สองร้อยบาทสร้างวัดนี้ขึ้น ในปี 2465 หลังจากสร้างวัดแล้วจึงได้สร้าง "สิม" หรือ "อุโบสถ" (เรียกเพี้ยนมาจากคำว่า "สีมา หรือ เสมา" อันหมายถึง หลักแสดงเขตของสงฆ์) จากนั้นจึงมีการเขียนเส้นสายลวดลายต่างๆ ตกแต่งฝาผนังสิม อันเป็นที่มาของเรื่องราวและภาพใหม่ๆแปลกตานี้ละค่ะ

ลักษณะโดยทั่วไปของสิม แบ่งเป็นสองประเภทหลักตามสภาพของแหล่งที่ตั้ง คือสิมน้ำตั้งอยู่กลางน้ำ เช่น สระ หนอง บึง ส่วนใหญ่เป็นอาคารที่สร้างอย่างชั่วคราว สำหรับวัดที่ยังไม่มีวิสุงคามสีมา ส่วนใหญ่ และสิมบกเป็นสิมที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีลักษณะเป็นอาคารถาวร นอกจากนี้ สิมยังแบ่งตามลำดับอายุก่อนหลัง และลักษณะ ร่วมในรูปแบบได้เป็น 4 ประเภท คือสิมก่อผนังแบบดั้งเดิม สิมโถง สิมก่อผนังรุ่นหลัง และสิมแบบผสม ส่วนคำว่า "สิมมา" หมายถึง "พัทธสีมา" ที่ปรากฏในคำจารึกบนแผ่นหินที่ประกาศเจตนาอุทิศของผู้สร้างปักไว้ด้านหลังสิม มีปรากฏอยู่ทั่วไป ความหมายของคำเหล่านี้ หมายถึงเขตแดนที่กำหนดในการประชุมทำสังฆกรรมอันเป็นกิจของสงฆ์ โดยมีแผ่นสีมาหินเป็นเครื่องหมายแสดงขอบเขตรอบบริเวณตัวสิม

ด้วยความที่รู้มาบ้างว่า สิมทางภาคอีสานมีขนาดและรูปลักษณ์แตกต่างจากโบสถ์ภาคกลางอย่างเด่นชัด สะท้อนให้เห็นถึงคติการดำรงชีวิตที่สงบ เรียบง่าย พึ่งพิงธรรมชาติ ดังนั้น เมื่อเราเลี้ยวเข้าไปจอดยังลานกว้างของวัด แล้วพบภาพอาคารขนาดเล็กก่อด้วยอิฐ หลังคามุงด้วยสังกะสี ที่เรียกว่า "สิมวัดสนวนวารีพัฒนาราม" เราจึงไม่แปลกใจเท่าไรนัก เพราะคนโบราณสร้างสิมขึ้นมาเพียงเพื่อให้พระสงฆ์ประกอบสังฆกรรม จึงสร้างเป็นอาคารขนาดเล็ก ก่อด้วยอิฐบ้าง สร้างด้วยไม้บ้าง หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด บ้างก็มุงด้วยหญ้าตามแต่จะหาได้ ยิ่งมีอุโบสถสร้างใหม่ทรงสูงที่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ เป็นเครื่องประกอบหลังคาอย่างที่เห็นชินตาอยู่ข้างๆ ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าความเจริญทางด้านวัตถุพัฒนาไปเร็วกว่าจิตใจ

สิมวัดสนวนฯ เป็นสถาปัตยกรรมสิมอีสานแบบสิมทึบ มีบานประตูเข้าออกได้ทางเดียว อย่างที่ภาคกลางเรียก โบสถ์มหาอุตม์ ช่างก่อสร้างเป็นชาวเวียดนาม ชื่อ นายแกว ทองผา ขนาดของสิม กว้าง 5 เมตร ยาว 7.30 เมตร มุงหลังคาใหม่ด้วยสังกะสี ต่อหลังคาลงมาเป็นปีกรอบสิม ใต้วงกบมีช่องลมเล็กๆ เพื่อระบายอากาศ ด้านหน้ามีประตู 1 ช่อง หน้าต่าง 2 ช่อง ด้านข้างมีหน้าต่างข้างละ 3 ช่อง ตรงบันใดมีรูปปั้นพญานาค2 ตัว ภายในสิมปรากฏงาน "ฮูปแต้ม" (จิตรกรรม) ล้ำค่าบนฝาผนังทุกด้าน ผู้เขียนภาพฝาผนัง หรือที่เรียกว่า "ช่างแต้ม" นั้น คือนายหยวก และนายแดง เขียนภาพฝาผนัง เมื่อปี 2496 ใช้สีฝุ่นทั้งด้านในและด้านนอก ด้านในเขียนเรื่องพระเวสสันดรชาดก สินไซ ราหูอมจันทร์ นาค ครุฑ สิงห์ ด้านนอกเขียนเรื่องนรกภูมิ และสินไซ (สังข์ศิลป์ไซย) ซึ่ง "วรรณกรรมสินไซ" เป็นวรรณกรรมพื้นบ้านของไทยอีสานและลาวมาช้านาน โดยไทยเขียนว่า "สังข์ศิลป์ชัย" ขณะที่ลาวเขียนว่า "สังสินไซ" รูปแบบหน้าต่างทำเป็นวงโค้งสองชั้นแบบนิยมของญวนแทนการใส่บานหน้าต่าง เขียนลวดลายเครือเถาประดับอย่างสวยงาม และไม่ซ้ำแบบกัน ผนังด้านนอกมีเสาติดผนัง เขียนลายเครือเถา และลวดลายพญานาคเกี่ยวพันกัน

สิมที่มีฮูปแต้มของอีสานเกือบทุกแห่งเป็นอย่างนี้ ช่างเขียนภาพไปบางทีนึกขึ้นได้ว่าลืมตอนสำคัญ ก็มองหาที่ว่างเพื่อแทรกเรื่องที่ตนลืมลงไป ภาพที่ปรากฏบนผนังสิมวัดสนวนวารีฯ นั้นช่างเลือกเขียนบางตอนพอให้จับความได้ว่าเขียนเรื่องอะไรเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนท้ายของเรื่อง ภาพบรรยายมาถึงตอนศิลป์ชัยพบอาที่ผนังด้านหน้า (ภาพมาบรรจบกับภาพเริ่มต้นพอดี) จากนั้นจึงกระโดดไปจบที่ผนังด้านหลัง เป็นภาพการสู้รบระหว่างศิลป์ชัยกับยักษ์ เพื่อแย่งชิงนางสุมุณฑา เท่านี้เป็นจบเรื่อง ดังนั้น ผู้ที่จะดูภาพเข้าใจ ต้องมีพื้นความรู้เกี่ยวกับนิทานพื้นบ้านอีสานไว้บ้าง

แม้ลายเส้นและสีสันเป็นแบบบ้านๆ ไม่วิจิตรงดงามเหมือนจิตรกรรมฝาผนังทั่วไปที่เราเคยพบเห็นมา แต่ "ฮูปแต้ม" ในสิมวัดสนวนฯ เหล่านี้ล้วนบอกเรื่องราวพุทธประวัติ และวรรณกรรมพื้นบ้านได้อย่างใสซื่อ แถมมีตัวอักษรไทยและไทยน้อยบรรยายใต้ภาพเกือบทุกภาพ เหตุที่ช่างแต้มแถบอีสานตอนบนนิยมเขียนฮูปแต้มทั้งด้านในและด้านนอกสิม เพราะสิมมีขนาดเล็กมาก เนื่องจากทำขึ้นเพียงเพื่อให้พระสงฆ์ประกอบสังฆกรรมเท่านั้น ญาติโยมโดยเฉพาะผู้หญิง ต้องนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ด้านนอก ดังนั้น เพื่อให้อุบาสก อุบาสิกา ซึ่งนั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ด้านนอก ได้มีโอกาสชื่นชมกับจิตรกรรมที่แฝงคติธรรมและเรื่องราวสนุกสนานตามประสาชาวบ้านไปด้วย ฮูปแต้มภายนอกจึงนิยมนำนิทานพื้นบ้านที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการชิงรักหักสวาท การผจญภัยของตัวละครเอกมาแสดง โดยสอดแทรกคติธรรม "การทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" และบรรยายภาพการถูกลงโทษในนรกไว้ให้น่ากลัว ดังเช่นที่ปรากฏอยู่บนผืนผนังเกือบทุกตารางนิ้วของ ฮูปแต้มสิม วัดสนวนวารีพัฒนาราม...ทำให้รู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา และจิตวิญญาณของท้องถิ่นอีสานอย่างแท้จริง