โอปปาติกะ "แม่นาคพระโขนง" (1)

ประสบการณ์ลี้ลับ

ในสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่นั้น ตามต่างจังหวัดบ้านเกิดของผู้เขียนมักจะมีหนังเร่ขายยาที่เขาเรียกว่า "หนังกลางแปลง" มาปิดวิกแถวๆบ้านให้ดูฟรีๆ สมัยนั้นรายการทีวียังไม่มีการเรียกเรตติ้งหรือแข่งขันกันผลิตละครและรายการที่น่าสนใจจนดูไม่หวาดไม่ไหวแบบในปัจจุบัน ดังนั้น เมื่อมีหนังกลางแปลงมาให้ดูอยู่ข้างบ้านจึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับลูกเด็กเล็กแดง สตรี และคนชรา ที่พร้อมใจกันชักชวนหอบหิ้วเสื่อหรือหนังสือพิมพ์ เดินไปเป็นหมู่คณะเพื่อจับจองพื้นที่หน้าจอ ละแวกบ้านผู้เขียนเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนยังเป็นท้องทุ่งนาโล่งกว้าง ไม่มีตึกรามบ้านช่องหรือบ้านเรือนผู้คนดังทุกวันนี้ เมื่อหนังกลางแปลงมาฉายแต่ละครั้งเสียงจากลำโพงจึงดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทุ่งเลยทีเดียว

หนังกลางแปลงเรื่องที่ยังอยู่ในความทรงจำของผู้เขียนเห็นจะไม่พ้นเรื่อง "แม่นาคพระโขนง" ที่นำแสดงโดย คุณปรียา รุ่งเรือง เรื่องนี้จำได้แม่นเพราะดูไปขนลุกไป กลับมาบ้านถึงกับนอนไม่หลับ ภาพผีแม่นาคติดตาตลอดทั้งคืน เรื่องแม่นาคฯนี้ ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนนำกลับมาสร้างใหม่ก็ยังชวนติดตามไม่เลิก จึงกลายเป็นตำนานของผีไทยไปแล้ว เรื่องราวความรักและความเฮี้ยนของ "แม่นาค" นั้นมีอยู่ว่า

ณ ท้องทุ่งพระโขนง เคยปรากฏเรื่องเล่าของสามีภรรยาคู่หนึ่งที่รักกันมาก ทั้งสองอาศัยอยู่ริมคลองมหาบุศย์ ภรรยาชื่อ นาค สามีชื่อ ทิดมาก ทั้งคู่ปลูกเรือนหลังเล็กๆอยู่ห่างไกลจากบ้านผู้คนพอสมควร เมื่ออยู่กันได้ไม่นานแม่นาคก็ตั้งท้อง ขณะที่บ้านเมืองกำลังเกิดศึกสงคราม ทิดมากถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นทหารยังต่างเมือง ไม่นานแม่นาคก็เจ็บท้องคลอดลูกกับหมอตำแยโดยที่ทิดมากไม่ได้อยู่ดูแล โชคร้ายที่แม่นาคสิ้นใจตายพร้อมกับลูกในท้อง ซึ่งเรียกว่า "ตายทั้งกลม" ด้วยความรักที่มีต่อทิดมากทำให้ผีแม่นาคไม่ยอมไปผุดไปเกิด นางยังคงรอสามีอยู่ที่บ้าน เล่ากันว่าระหว่างนั้นนางก็ได้แสดงความเฮี้ยนเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านจนหวาดกลัวไปทั่วคุ้งพระโขนง

เมื่อทิดมากกลับมาในวันหนึ่งก็เห็นแม่นาคร้องเพลงกล่อมลูกอยู่ที่เรือนชาน ด้วยความดีใจจึงวิ่งไปกอดลูกเมียและก็ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้เอะใจเลยว่าเมียและลูกของตัวได้ตายจากไปนานแล้ว ที่เห็นนั้นเป็นเพียงวิญญาณ ต่อมาชาวบ้านที่รู้ข่าวก็แอบบอกทิดมากว่า แม่นาคได้ตายไปนานแล้วและตายทั้งกลมด้วย เมื่อหลายปากที่หวังดีบอกตามๆกันบ่อยๆเข้า ประกอบกับทิดมากเองก็เคยเห็นพฤติกรรมแปลกๆของแม่นาคอยู่บ่อยครั้ง จึงตัดสินใจหนีไปอาศัยอยู่ที่วัดมหาบุศย์ ทำให้วิญญาณแม่นาคต้องออกตามหาพร้อมกับเที่ยวหลอกหลอนชาวบ้านอย่างหนักด้วยความโกรธแค้น จนไม่มีใครกล้าเดินผ่านวัด ซึ่งสร้างความเดือดร้อนกันถ้วนทั่ว ต่อมาชาวบ้านจึงได้ไปตามหมอผีมาปราบโดยจับใส่หม้อถ่วงน้ำ ทำให้วิญญาณสงบไปพักใหญ่ จนกระทั่งตายายคู่หนึ่งเก็บหม้อที่ถ่วงแม่นาคได้ขณะทอดแหหาปลา แม่นาคจึงถูกปลดปล่อยออกมาอีก แต่สุดท้ายเล่ากันว่าผู้ที่มาปราบแม่นาคคือ "สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)" นั่นเอง วิญญาณของแม่นาคจึงสงบมาจนทุกวันนี้

ทุกวันนี้หากใครเคยผ่านไปแถวซอยอ่อนนุช 7 หรือสุขุมวิท 77 ก็จะเห็นวัดมหาบุศย์ ซึ่งตามตำนานมีความเกี่ยวพันกับแม่นาคฯ ภายในวัดจะเห็นผู้คนพากันมากราบไหว้ บนบานที่ศาลแม่นาคหรือ "ศาลย่านาค" กันมากมาย ซึ่งเรื่องที่ถูกบนมากที่สุดหนีไม่พ้นเรื่องความรัก ใครผ่านไปจึงได้เห็นภายในศาลย่านาคเต็มไปด้วยชุดไทยหลากสีสัน ชุดเด็ก ของเล่นเด็กนานาชนิด และยังมีภาพวาดแม่นาคอีกหลายภาพที่ตั้งไว้ในศาล ที่มาของภาพก็ตามแต่ใครจะนิมิต ซึ่งก็จะมีการจ้างให้ช่างวาดตามความเชื่อของตน

ในส่วนของ "วัดมหาบุศย์" นี้ มีประวัติว่าเป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ประมาณ พ.ศ.2305 ก่อนเสียกรุงแก่พม่า 5 ปี เดิมชื่อว่า "วัดสามบุตร" ซึ่งตามประวัติว่ากันว่ามีชายหนุ่ม 3 คนพี่น้องร่วมกันสร้างขึ้น และการก่อสร้างในยุคสมัยนั้นก็นิยมสร้างเสนาสนะเป็นไม้ล้วนๆ ซึ่งไม่คงทนถาวร ในกาลต่อมาจึงถูกปล่อยให้รกร้าง กลายเป็นวัดร้างไปอย่างน่าเสียดาย สมัยต่อมาได้มี "พระมหาบุตร" แห่งสำนักวัดเลียบ กรุงเทพฯ ได้มาเยี่ยมญาติของท่านซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ในริมคลองพระโขนง ในเวลานั้นชาวบ้านพระโขนงจึงได้พร้อมใจกันนิมนต์ให้ท่านอยู่วัดสามบุตรเพื่อเป็นผู้นำในการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใหม่อีกครั้งจนแล้วเสร็จ และชาวบ้านยังพร้อมใจกันเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า "วัดมหาบุตร" ตามนามของ "พระมหาบุตร" มาภายหลังได้เปลี่ยนแปลงชื่อวัดโดยเขียนอย่างเป็นทางการว่า "วัดมหาบุศย์" และใช้ชื่อนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน แต่ก็ยังมีประชาชนจำนวนมากนิยมเรียกวัดนี้ว่า "วัดแม่นาคพระโขนง" เพราะที่ดินบริเวณนี้เดิมมีประวัติว่าเคยเป็นที่ตั้งบ้านของทิดมากและแม่นาคมาก่อน ตำนานความเชื่อเกี่ยวกับความเฮี้ยนของแม่นาคนี้ปรากฏอยู่ทั่วไปตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สมัยก่อนเชื่อว่าชื่อของ "สี่แยกมหานาค" ที่เขตดุสิตในปัจจุบันมาจากการที่แม่นาคเคยมาอาละวาดขยายตัวให้ใหญ่ ว่ากันว่าถึงขนาดล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ยังเคยเสด็จฯมาทอดพระเนตรด้วย และยังเล่ากันมาอีกว่าพระสงฆ์ที่มาปราบแม่นาคได้นั้นก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งท่านยังได้ทำการเจาะกะโหลกที่หน้าผากของแม่นาคมาทำปั้นเหน่ง (หัวเข็มขัดโบราณ) เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาค และปั่นเหน่งแม่นาคนี้ก็ได้ตกทอดไปยังบุคคลอื่นๆอีกหลายมือ (ซึ่งจะเล่าถึงในตอนต่อไป)

นอกจากนี้แม้แต่ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านก็ยังเคยเขียนบันทึกเอาไว้ว่าเมื่อสมัยเด็กๆท่านเคยเห็นสิ่งที่เชื่อว่าเป็นรอยเท้าของแม่นาคบนขื่อเพดานวัดมหาบุศย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว

ในวงการบันเทิงไทยก็มีนักแสดงคนหนึ่งที่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่าตนคือลูกหลานของแม่นาค ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเรื่องราวความเป็นมาของแม่นาคนั้นมีอยู่จริง นักแสดงผู้นั้นคือ คุณพีท ทองเจือ นั่นเอง ซึ่งพีทได้เล่าถึงที่มาโดยอ้างถึงต้นตระกูลของเขานั้นสืบเชื้อสายมาจากตระกูล "เทพหัสดิน ณ อยุธยา" ซึ่ง "แม่นาค" นั้นถือเป็นญาติฝ่ายคุณยาย โดยถ้านับญาติกันแล้วพีทมีศักดิ์เป็นเหลนหรือโหลนของแม่นาคที่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 2 พีทเล่าว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวใหญ่ ซึ่งสมัยก่อนๆจะมีญาติๆ พี่ ป้า น้า อา อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันริมคลองพระโขนง 6-7 ครอบครัว โดยจะมีบ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับวัดมหาบุศย์ บ้านที่เขาอาศัยอยู่ตอนเด็กๆ เป็นบ้านทรงไทยโบราณ ใต้ถุนสูง ละแวกบ้านเป็นป่าไผ่ ซึ่งบรรยากาศค่อนข้างน่ากลัว และทุกวันพระ พีทก็มักจะเจอผู้หญิงแต่งชุดไทยห่มสไบมาหาอยู่เสมอ ซึ่งพีทเชื่อว่านั่นคือวิญญาณของแม่นาค

นอกจากนั้นเมื่อสมัยที่พีทยังเด็ก เขาเคยฟังคำบอกเล่าของคุณตา คุณยายอีกว่า ประมาณหลายสิบปีก่อน ช่วงที่น้าสาวของพีทตั้งครรภ์ คืนหนึ่งมีคนมาเคาะที่หน้าต่าง แล้วบอกขอแลกลูกที่อยู่ในท้อง สุดท้ายน้าสาวต้องทิ้งบ้านไปกระทั่งลูกโตจึงค่อยกลับมา แม้แต่ช่วงที่ภรรยาของพีทตั้งท้องก็ยังมีปัญหาที่เกือบทำให้ลูกในท้องหลุดออกมา จนกระทั่งมีซินแสมาดูฮวงจุ้ยที่บ้านและทักว่าบ้านหลังนี้ไม่เหมาะแก่การตั้งครรภ์ ทำให้พีทและภรรยาต้องตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังนี้เพื่อความปลอดภัยของภรรยาและลูก แต่ถึงอย่างไรพีทก็ยังให้ความเคารพในแม่นาค และเขามักจะขอพรจากแม่นาคทุกครั้งไม่ว่าจะทำสิ่งใด ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วพีทก็ยังเชื่อในสิ่งลี้ลับและเรื่องของยูเอฟโอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นเอง

ฉบับหน้าจะพาไปสัมผัสความเฮี้ยนของ "ปั้นเหน่งแม่นาค" ซึ่งเล่ากันมาว่าเคยไปแสดงฤทธิ์เดชให้บรรดาหม่อมของเสด็จเตี่ย "กรมหลวงชุมพรฯ" ขนหัวลุกตั้ง ถึง "วัดนางเลิ้ง" มาแล้ว

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า