นายแพทย์อัศวิน ชมจิตต์-นายแพทย์อรรควิชญ์ หาญนวโชค หมอๆตะลุยโลก

เหตุผลเพราะความอยาก "เที่ยว" นี่เองที่พาให้สองหนุ่มซึ่งต่างขั้วกันสุดฤทธิ์ตกลงร่วมหัวจมท้ายออกเดินทางสู่ดินแดนในฝันไปด้วยกัน
สุขที่ใจรัก
ช่างภาพ: 

เหตุผลเพราะความอยาก "เที่ยว" นี่เองที่พาให้สองหนุ่มซึ่งต่างขั้วกันสุดฤทธิ์ตกลงร่วมหัวจมท้ายออกเดินทางสู่ดินแดนในฝันไปด้วยกัน ก่อนจะกลายมาเป็นเพื่อนซี้ที่มีงานเขียนถ่ายทอดประสบการณ์การตะลุยโลกออกมาเป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายๆคนลองทำตามอย่างบ้าง

"เราเริ่มทำเพจกันตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว เพราะคุยกันว่าเราอยากเป็นแรงบันดาลใจให้รุ่นน้องได้มองอะไรที่กว้างกว่าเดิม นอกเหนือจากญี่ปุ่น อเมริกาที่เขามักจะชอบไปกัน อยากให้เขาได้เห็นว่ามีเส้นทางนี้อยู่ และมันไม่ยากนะ เพราะขนาดเราสองคนซึ่งไม่น่าจะไปกันได้ยังไปมาแล้วเลย"

"เส้นทางนี้" ที่ หมอวิน-นายแพทย์อัศวิน ชมจิตต์ แพทย์ประจำบ้าน ศึกษาต่อเฉพาะทางด้านประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ หมอโจ้-นายแพทย์อรรควิชญ์ หาญนวโชค แพทย์ประจำบ้าน ศึกษาต่อเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว (Travel Medicine) โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊คแฟนเพจ "หมอๆตะลุยโลก" เลือกเดินทางไปด้วยกันตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์คือทางรถไฟสายทรานส์ไซเบียเรีย ใช้เวลาทั้งสิ้น ๔๑ วัน

"ผมเป็นคนจุดประกายว่าอยากนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ ไปเที่ยวกรุงโรม แต่ไม่อยากไปคนเดียว เพราะเคยทำแล้วรู้สึกว่าชีวิตลำบากจังเลย อยากหาอีกคนไปด้วยกัน ก็เริ่มชวนจากเพื่อนที่ใกล้ชิดก่อน แล้วขยายวงจนไปถึงโจ้ ซึ่งสมัยเรียนที่คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลไม่เคยคุยกันเลย แต่ช่วงนั้นเฟซบุ๊คเริ่มเข้ามาทำให้เราสามารถเข้าไปดูข้อมูลของเพื่อนได้ว่า เขาเป็นคนยังไง น่าชวนหรือเปล่า"

"โห...ทำขนาดนี้เลยเหรอ นี่ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย" หมอโจ้ตกใจไม่น้อยเมื่อเพื่อนเพิ่งมาเฉลยความลับหลังจากท่องเที่ยวไปด้วยกันมาหลายทริปแล้ว ทว่าข้อมูลที่หมอวินได้มาก็ช่วยได้มาก ด้วยว่าในขณะที่เขาทำตัวเป็นพวกเด็กเรียน วันๆเอาแต่อ่านหนังสือ หมอโจ้กลับเลือกใช้ชีวิตอิสระกว่านั้นเยอะ มีทั้งเรียนและเที่ยวเล่นสลับกันไปตลอด จนกล่าวได้ว่าทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มีนิสัยแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

"แต่ก่อนผมเป็นพวกไม่เที่ยว อ่านหนังสืออย่างเดียว จนกระทั่งรู้สึกชีวิตใกล้ระเบิดแล้ว แบบว่าเก็บกดมากจนเกิดคำถามว่าทำไมชีวิตเราแย่จัง ไม่เคยไปเที่ยวไหนเลย พอดีเห็นช่วงว่าที่ใกล้จะจบเราจะมีเวลาว่างประมาณสองเดือนก่อนไปใช้ทุน เลยไปชวนโจ้ แล้วมาช่วยกันวางแผนว่าจะไปไหนดี เพราะสมัยก่อนข้อมูลเรื่องการท่องเที่ยวยังมีน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ผมก็ต้องหยุดเรียนหมายถึงจากคนที่ตั้งใจอ่านหนังสือก็ทิ้งหมดทุกอย่างมาทุ่มให้กับการหาข้อมูลเที่ยว ผลปรากฏว่าสอบใบประกอบโรคศิลปะตกทั้งคู่ (หัวเราะ) เลยต้องย่นระยะทางด้วยการนั่งเครื่องบินไปลงที่ปักกิ่งแทน เพื่อจะได้มีเวลามาอ่านหนังสือสอบใหม่ พอสอบเสร็จวันสุดท้าย ตกเย็นวันนั้นเราก็ออกเดินทางกันเลย"

"การไปของเราในแต่ละสถานที่เริ่มจากกางแผนที่ดูก่อน เจอชื่อเมืองอะไรบ้างก็เข้าไปพิมพ์หาในกูเกิ้ล รูปถ่ายที่ไหนสวยคือเมืองที่เราจะไป เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะได้อะไรกลับมามากมาย แค่ให้ชีวิตต่างจากที่เคยเป็นมา ดังนั้น เป้าหมายแรกคือเดินทางตามรูป เพราะเป็นพวกบ้าถ่ายรูปเหมือนกัน ที่ไหนสวยขอให้บอก ไปหมด ตรงนี้แหละคืออย่างแรกที่ทำให้ผมกับวินไปเที่ยวด้วยกันได้" หมอโจ้กล่าวเสริม

เส้นทางเที่ยวครั้งแรกของสองคุณหมอผ่านเข้าไปในทวีปเอเชียและยุโรปหลายประเทศ อาทิ จีน มองโกเลีย รัสเซีย ยูเครน เช็ก โปแลนด์ ออสเตรีย ฮังการี โครเอเชีย อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์

"จุดพีคของการเดินทางมีหลายจุด แต่ที่เหลือเชื่อสำหรับผมคงเป็นตอนที่อยู่ในมองโกเลียช่วงหน้าหนาว เราซื้อทัวร์แบบโฮมสเตย์ไปพักที่ 'เกอ' เป็นกระโจมปลูกอยู่กลางทุ่งเลยแล้วก็ใช้ชีวิตกินอยู่กับคนท้องถิ่น พอตกดึกมีคนมาเคาะประตูชวนให้ไปเข้าร่วมพิธีกรรมเหมือนการไหว้เจ้าเข้าทรงของเขา พวกผมก็แบบเหลือเชื่อเลยที่มีคนไทยสองคนไปนั่งอยู่ในพิธีด้วย สักพักคนทรงยื่นดาบมาให้เราแทงทะลุหัวใจเขา ก็ลองแทงกันไปคนละที ปรากฏว่าเขาไม่เป็นอะไร ไม่รู้เป็นมายากลหรือเปล่านะครับ แต่ตอนนั้นคิดนะว่าถ้าเขาเลือดออกหรือตายไป เราโดนจับเข้าซังเตแน่นอน (หัวเราะ) ผมถ่ายคลิปกลับมาด้วย พอเอามาลงในเพจ มีคนมองโกเลียมาคอมเม้นท์กันใหญ่ ซึ่งจนทุกวันนี้ยังไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกัน แต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เราเอาไปโม้ได้จนตายเลย" หมอโจ้เล่าถึงเหตุการณ์ประทับใจ

ส่วนของหมอวินนั้นยังจำได้แม่นกับเรื่องเกี่ยวกับข้าวของที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยบนรถไฟ

"ตอนนั้นกำลังนั่งรถไฟเข้ามายุโรปแถวประเทศเช็ก ทุกครั้งเราจะระมัดระวังเรื่องทรัพย์สินตลอด ของมีค่าจะต้องเอาใส่กระเป๋าแล้วเอาหัวนอนหนุนทับ แต่คืนนั้นเหนื่อยมากเลยทำแค่ล็อกประตูห้อง ปรากฏตื่นมากระเป๋าใส่กล้องหายไปทั้งใบได้ยังไงไม่รู้ ไปแจ้งความตำรวจก็ไม่ได้ความคืบหน้าอะไร สรุปคือกล้องหายหมดตอนที่มาถึงปร๊าก ซึ่งเป็นเมืองที่สวยที่สุดแล้ว คิดกันอยู่ครึ่งวันว่าจะกลับบ้านดีไหม เพราะเซ็งมากต้องกลับโฮสเทลมานั่งคุยกัน สุดท้ายตกลงซื้อกล้องใหม่ดีกว่า โทรศัพท์กลับมาขอยืมเงินแม่ก่อน แต่ตอนไปตามหาร้านขายกว่าจะเจอก็ยากอีก พอเจอซื้อมาแค่ตัวเดียวก่อน ผลัดกันถ่าย ทำได้สักสี่ห้าวัน ไม่ไหว ต้องไปหาซื้อกล้องอีกตัวที่ฮังการี คือเหตุการณ์นั้นมันอาจจะแย่ แต่ผมว่าก็ดีนะ เพราะทำให้เราได้ไปเห็นเมืองอื่นที่ไม่ได้มีอยู่ในลิสต์ ได้เห็นวิถีชีวิตของคนจริงๆ ไม่ใช่แค่ตามสถานที่ท่องเที่ยว"

"หลังจากนั้นความรู้สึกที่มันหายๆไปเริ่มกลับมาแล้ว เราก็เที่ยวสนุกกันต่อจนมาจบวันสุดท้ายที่เมืองอินเตอร์ลาเคน สวิตเซอร์แลนด์ บังเอิญคิดไม่เหมือนกัน วินอยากจะไปกระโดดร่ม เพราะตรงกับวันเกิดเขาพอดี ส่วนผมจะไปขึ้นยอดเขาจุงเฟราเลยเป็นวันแรกตลอดการเดินทางที่เราแยกกันเที่ยว"

เมื่อกลับถึงบ้าน รุ่งขึ้นก็ได้เวลาต้องจับสลากเลือกจังหวัดที่จะไปเป็นแพทย์ใช้ทุนพอดี แต่ด้วยยังมีภารกิจต่อเนื่องคือ การถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยว ทั้งในรูปแบบของบทความและภาพเคลื่อนไหว ทั้งคู่จึงตกลงใจใช้ทุนที่จังหวัดระนองเหมือนกันเพื่อความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูลที่แต่ละคนมี

"เราชอบใช้เพจเป็นช่องทางในการสื่อสารกับคนที่อยากไปท่องเที่ยวจริงๆ เพราะสามารถถามตอบหลังไมค์กันได้ อีกอย่างที่ทำให้ได้ผลตอบรับดีเกินคาดอยู่ตรงสไตล์ที่เราทำ คือใช้ภาษาบ้านๆ เข้าใจง่าย หรือจากที่เคยเห็นใส่กันแต่ข้อมูลอย่างเดียวก็เริ่มใส่ความฮา แต่ว่ามีสาระสามารถเอาไปใช้ได้ และมีการให้แรงบันดาลใจ ซึ่งเราก็ได้ช่วยทำให้คนไปเที่ยวกลับกันมาแล้วหลายคน บางคนกลับมาเขียนรีวิวกลายเป็นแรงบันดาลใจต่อยอดกันไปอีก ซึ่งผมถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ"

การท่องเที่ยวแบบระยะยาวห่างหายไประยะหนึ่ง กระทั่งหมอโจ้กับหมอวินใช้ทุนครบตามกำหนดจึงเกิดมีทริปเส้นทางในฝัน "ทางสายไหม" ที่ใช้เวลาเดินทางยาวนานถึง ๑๑๑ วัน

"คือเราเคยคุยกันไว้คร่าวๆ ว่าพอใช้ทุนครบ ๓ ปีแล้วจะไปเที่ยวทางสายไหมกันก่อนจะเรียนต่อเฉพาะทาง ซึ่งก็คือ ช่วงมกราคม-เมษายนปีที่แล้ว แต่ด้วยความที่โจ้สนใจด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ จึงทำให้ผมได้เปิดโลกในการเดินทางไปที่อื่นๆ แทรกระหว่างนั้นก่อนคือ ทริปตามหาแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์ ๑๗ วัน แล้วก็มีที่ต่างคนต่างไปเที่ยวอีก แต่ที่ไปนานจริงๆ คือ เส้นทางสายไหม เพราะเน้นโจทย์ว่าคราวนี้จะไปประเทศที่เดินทางยาก การสื่อสารยาก โดยเฉพาะการขอวีซ่ากลุ่มประเทศที่ลงท้ายด้วย 'สถาน' เช่น ทาจิกิสถาน คาซัคสถาน เหมือนเป็นการอัพเลเวลความยากในการเดินทางขึ้นน่ะครับ" หมอวินบอก

"รอบนี้เรากำหนดเส้นทางคือ นั่งเครื่องบินไปลงที่อิสตันบูล ประเทศตุรกี แล้วค่อยๆหาทางกลับบ้าน ใช้เวลา ๑๑๑ วัน เรียกว่าเที่ยวเป็นอาชีพเลย ความรู้สึกก็จะเปลี่ยนไปไม่เร่งรีบเหมือนครั้งแรกแล้ว เช่นมีบางวันที่ไม่ออกไปไหน เริ่มใช้ชีวิตอิสระจากเรื่องเวลามากขึ้น ใช้วิธีด้นสดเอา จะเข้าประเทศไหนก็ไปขอวีซ่าที่นั่น เพราะประสบการณ์ช่วยสอนเราว่า ไม่ต้องไปวางแผนอะไรมาก จนเดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นเที่ยวแบบไม่วางแผนเลย ค่อยๆ ไปหาเอาตอนนั้นว่าจะไปที่ไหนบ้าง"

การเดินทางครั้งนี้แน่นอนว่าทั้งสองยังคงเก็บเรื่องราวและภาพประทับใจกลับมาฝากแฟนๆ เพจ "หมอๆตะลุยโลก" เหมือนเช่นเคย ใครสนใจลองเข้าไปคลิกติดตามกันได้ หรือจะซื้อหนังสืออ่านก็มีแล้ว ๒ เล่ม ได้แก่ ทริปในฝัน ๔๑ วัน ครึ่งซีกโลก โดยเล่มแรกจะเล่าถึงรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย และเล่ม ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเดินทางเข้ายุโรปตั้งแต่ยูเครนไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์

ส่วนทริปต่อไปจะเป็นที่ไหนนั้น หมอโจ้บอกว่ายังไม่มีแผน เนื่องจากยังติดภารกิจเรื่องเรียนอยู่

"ช่วง ๓ ปีนี้เราต้องเรียนครับ จะจบในปี ๒๕๖๑ ถึงตอนนั้นอายุเราก็เปลี่ยนไป ๓๐ กว่าแล้ว วินอาจจะแต่งงาน มีครอบครัวไปแล้วก็ได้" (หัวเราะ)

อย่างไรก็ตาม กับการเดินทางที่ผ่านมา นอกจากสารพัดความรู้สึก ทั้งสนุกสนาน ตื่นเต้น ลุ้นระทึก ไปจนถึงเศร้าปนเซ็ง พวกเขายังต่างได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าของตัวเองด้วย

หมอโจ้ "การเดินทางทำให้ชีวิตผมเป็นคนมากขึ้นเยอะเลย เพราะว่าเราได้เห็นทั้งสิ่งที่ดีกว่า และสิ่งที่แย่กว่า ทำให้เราได้รู้ว่าตัวเราอยู่ที่จุดไหน และยังขาดเหลืออะไรอีกบ้าง มันได้ช่วยหล่อหลอมทำให้ผมมองทุกอย่างอย่างเข้าใจ รู้สึกว่าอยู่ที่ไหนก็มีความสุขได้ เพราะเราเคยไปอยู่ในที่ที่ไม่มีอะไร คนเขาก็ยังมีความสุขกันได้ แล้วนี่ที่บ้านเราเองแสนจะสบาย แล้วเราจะไม่มีความสุขได้ยังไง"

หมอวิน "ของผมจะเป็นเรื่องของความคิดที่ว่า ไม่ว่าเราจะไปเที่ยวกี่วันกี่เดือน เราจะมีกระเป๋าเป้ใบใหญ่แค่ใบเดียวที่ใส่ของทุกอย่างที่จำเป็นกับชีวิต มันก็เหมือนกับการจัดการชีวิตนั่นแหละครับ ที่เราไม่สามารถเอาทุกอย่างแบกขึ้นหลังไปด้วยได้ เราต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นที่สุด เหมาะสมกับเราที่สุดที่พอจะแบกไปไหว เพราะถ้าเอาของหนักไปก็ทับตัวเองเปล่าๆ มันทำให้เราต้องเลือกที่จะคัดสิ่งที่ไม่เหมาะออกไป เหลือแต่สิ่งที่จำเป็นไว้ จากเมื่อก่อนที่เป็นคนรับทุกอย่าง เดี๋ยวนี้ผมไม่ทำแบบนั้นแล้ว"

การเดินทางเรียนรู้โลกภายนอกจะมีค่ามากยิ่งขึ้นเมื่อได้เรียนรู้โลกที่อยู่ภายในจิตใจตัวเราเองไปพร้อมกันด้วย