คู่ชีวิตไอน์สไตน์ที่ไม่มีคนรู้จัก

สำรับโลก

โลกรู้จักอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก แต่แทบไม่รู้จักภรรยาของเขาเลย ทั้งๆที่ผลงานทฤษฎีฟิสิกส์ของเขานั้น ภรรยามีส่วนร่วมด้วยอย่างสำคัญ ชีวิตคู่ของทั้งสอง เริ่มต้นด้วยความหวานชื่น และจบลงด้วยความขมขื่นอย่างไม่น่าเชื่อ

มิเลวาเป็นลูกสาวหน้าตาดีของครอบครัวชาวเซอร์เบีย ที่พ่อแม่เป็นห่วงว่าจะหาชายแต่งงานด้วยไม่ได้ เนื่องจากเธอมีปัญหาเกี่ยวกับข้อสะโพกทำให้ขาสองข้างยาวไม่เท่ากันจนเดินกะเผลก และเธอมีสมองเป็นเยี่ยม

พ่อของเธอมองการณ์ไกล พยายามสนับสนุนให้เธอเรียนชั้นมัธยมปลายซึ่งมีแต่ในโรงเรียนชาย โดยต้องไปขออนุญาตเป็นกรณีพิเศษ

เธอเรียนเก่งมาก ได้คะแนนฟิสิกส์สูงสุดในโรงเรียนเท่าที่เคยมีการสอบกันมา เธอฝันจะเรียนมหาวิทยาลัยและเป็นนักฟิสิกส์ แต่ในปี ๑๘๙๔ ที่เธอเรียนจบนั้น อาณาจักร Austro-Hungarian (เป็นประเทศ Serbia ในปัจจุบัน) ห้ามผู้หญิงเรียนมหาวิทยาลัย แต่พ่อเธอก็เอาชนะด้วยการส่งเธอไปเรียนที่ Switzerland ที่ Zurich Polytechnic ซึ่งเปรียบเสมือน MIT ของยุโรปในสมัยนั้น

มิเลวาเป็นผู้หญิงคนที่ ๕ ที่เข้าเรียนที่สถาบันแห่งนี้ และ ณ ที่นี้ ในวัย ๒๒ ปี เธอก็ได้พบหนุ่มเยอรมันยิว อายุ ๑๗ ปี มีนามว่า อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ความรักของทั้งสองมิใช่รักแรกพบ หากเป็นความรักที่เกิดจากการมีรสนิยมทางวิชาการเหมือนกัน คือความบ้าคลั่งวิชาฟิสิกส์

เธอรู้สึกประทับใจหนุ่มคนนี้ที่ไม่รู้สึกหวาดหวั่นความเก่งของเธอที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้จากการสอบเพียงครั้งเดียวในขณะที่เขาต้องสอบถึงสองครั้ง

หลังจากรู้จักกันได้ ๑ ปี ทั้งสองก็ตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เขาเรียกเธอในจดหมายอย่างรักใคร่ว่า Doxerl (little doll) ส่วนเธอเรียกเขาว่า Johonzel (Johnnie) ทั้งสองคลั่งไคล้ดนตรีและคณิตศาสตร์เหมือนกัน ว่ากันว่าภาษารักของทั้งสองปนเปด้วยภาษาคณิตศาสตร์และดนตรีคลาสสิค

เมื่อไอน์สไตน์ให้แม่ดูรูปแฟนของเขา แม่ก็ร้องไห้ฟูมฟายเพราะหมายตาเด็กหญิงที่บ้านเกิดไว้แล้ว และที่ยิ่งตกใจมากขึ้นก็เพราะเธอเป็นคน Serbia ซึ่งคนเยอรมันค่อนข้างเหยียดหยาม ยิ่งกว่านั้นเธอแก่กว่าเขา เดินกะเผลก และเหนืออื่นใด ไม่ใช่ยิว

ไอน์สไตน์ไม่ฟังแม่ เขามุ่งมั่นในความรักที่มีต่อเธอเช่นเดียวกับความพยายามที่จะอธิบายปรากฏการณ์ของโลกด้วยฟิสิกส์อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เมื่อเรียนจบ เขาก็ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิบัตรในเมืองเบิร์น และหลังจากนั้นไม่นาน มิเลวาก็เกิดท้องขึ้นมา สิ่งที่เธอเสียใจมากก็คือเมื่อเธอบอกเขา เขาตกใจและแสดงทีท่าไม่พร้อมที่จะเป็นพ่อ เธอจึงเดินทางกลับบ้านพร้อม ไลเซิร์ล ลูกสาวคลอดใหม่ อย่างไรก็ดีหลังจากเขาเขียนจดหมายถึงเธอแสดงความห่วงใยลูกสาวแล้ว ไลเซิร์ล ก็หายไปจากโลกนี้ ไม่มีการพูดถึงเธออีกเลย ไม่ว่าในจดหมายหรือเอกสารเกี่ยวกับชีวิตของทั้งสอง มีคนเข้าใจว่าเธอคงเสียชีวิตหรือไม่ก็มอบให้คนอื่นไปเป็นลูกบุญธรรม

ในปีต่อมาเมื่อพ่อของ ไอน์สไตน์ ใกล้ตาย จึงยอมให้ทั้งสองแต่งงานกัน เธอรับเขาเป็นสามีทั้งน้ำตา เพราะการท้องทำให้เธอต้องเลิกเรียน และกลายเป็นขี้ปากในสถาบันที่แทบไม่มีนักศึกษาหญิงเลย

ชีวิตของมิเลวาดีขึ้นมาก เธอมีความสุข เพราะในปี ๑๙๐๔ ลูกชายคนโต คือฮันส์ อัลเบิร์ต ก็เกิด ซึ่งช่วยลดความเศร้าในการสูญเสียลูกสาวคนโต ในช่วงเวลานี้ทั้งสองช่วยกันทำงานค้นคว้า ถกเถียง ร่วมกันเขียนบทความวิชาการจนดึกดื่น พร้อมกับที่เธอต้องเลี้ยงลูกด้วย

ในปี ๑๙๐๕ ก็กลายเป็นปีอัศจรรย์ของไอน์สไตน์ (Annus Mirabilis หรือ Year of Miracles) เพราะ ๕ บทความของเขาได้รับการตีพิมพ์และชื่นชมโดยนักฟิสิกส์ว่าเป็นการเปิดยุคใหม่ของวิทยาศาสตร์

ไอน์สไตน์ได้เขียนในหนังสือต่อมาว่าเขาและภรรยาได้ร่วมกันสร้างผลงานเหล่านี้ อย่างไรก็ดี เธอมิได้ใส่ชื่อในผลงานด้วย มีเพียงชื่อของไอน์สไตน์เพียงคนเดียว ซึ่งต่างจากปิแอร์และมาดามคูรีซึ่งเป็นสามี-ภรรยาที่ได้รางวัลโนเบลคู่กัน

ไอน์สไตน์ได้เปลี่ยนสภาพจากพนักงานจดสิทธิบัตรเป็นศาสตราจารย์ และในปี ๑๙๑๐ ลูกชายคนที่ ๒ คือ เอ็ดวาร์ดซึ่งต่อมาสร้างความปวดร้าวให้ทั้งสองเป็นอย่างมาก ก็เกิดในเมืองซูริค

ในปี ๑๙๑๔ ซึ่งเป็นปีที่สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มต้นไอน์สไตน์ก็รับตำแหน่งศาสตราจารย์ที่ University of Berlin ซึ่งเธอไม่ยินดีอย่างยิ่ง เพราะคนเยอรมันดูถูกชนชาติเธอ และประการสำคัญเธอมีสัญชาตญาณว่าสามีของเธอมีใจให้ลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นหญิงม่าย ชื่อเอลซ่า ยิวตาสีฟ้า และผมบลอนด์

ไอน์สไตน์หลงรักเธอสุดใจพร้อมกับแปรเปลี่ยนมาชิงชังมิเลวา จนถึงกับเขียนกฎเกณฑ์กำหนดการอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีเยื่อใยของความรัก ทั้งสองทนอยู่กันเพื่อให้ลูกชายทั้งสองมีพ่อและแม่ "อย่างสมบูรณ์"

ไอน์สไตน์เสียใจจนสติแตกต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่อรักษาจนหายแล้วเธอก็ตัดสินใจรักษาศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ต้องการอยู่กับคนที่ไม่รักเธอแล้ว ทั้งสองจึงหย่ากันในวันวาเลนไทน์ ของปี ๑๙๑๙ และในปีนั้นเองเขาก็แต่งงานกับ Elsa

ไอน์สไตน์มั่นใจว่างานวิชาการที่ได้ทำด้วยกันจะต้องได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นในอนาคต ดังนั้น เงื่อนไขการหย่าข้อหนึ่งก็คือ การแบ่งปันรายได้ที่ได้รับจากงานวิชาการที่ได้ทำร่วมกัน และสัญชาตญาณของเธอก็ถูกอีก เพราะอีก ๓ ปีต่อมาไอน์สไตน์ก็ได้รับรางวัลโนเบล

นาซีให้ความสนใจในตัวเขา ต้องการตัวเขาไปรับใช้การสร้างอาวุธ ดังนั้น ในปี ๑๙๓๓ เขากับเอลซ่า และลูกติด ๒ คน ก็อพยพไปสหรัฐอเมริกา โดยไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน

อีก ๗ ปีต่อมา ลูกชายคนโตของเขาก็อพยพไปสหรัฐอเมริกา มาเป็นอาจารย์ที่ Berkeley ทั้งสองติดต่อกันน้อยมาก ถึงแม้ว่าเอลซ่าจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ส่วนมิเลวานั้นหายไปจากสังคม จมอยู่กับความเศร้าและความยากจน ชีวิตของเธอที่ซูริค ทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดูเอ็ดวาร์ด ลูกชายคนเล็กซึ่งมีมันสมองเป็นเลิศ แต่ป่วยเป็นโรคจิตเภท มีอาการคลุ้มคลั่งเป็นพักๆ เธอเสียชีวิตในปี ๑๙๔๘ และเอ็ดเวิร์ดต้องรักษาตัวตลอดไปจนเสียชีวิตในโรงพยาบาลในที่สุด

ไอน์สไตน์เขียนในหนังสือว่าเขาไม่ได้พบ Eduard เป็นเวลากว่า ๓๐ ปี และคงจะเป็นการดีกว่าถ้าเขาจะไม่เกิดมาเสียเลย ไม่แปลกใจเลยที่ความคิดเช่นนี้สอดคล้องกับความเชื่อของลูกคนโตของเขาว่าพ่อได้ทอดทิ้งเขาและแม่

ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้นี้จะทิ้งผลงานไว้เป็นบทความวิชาการกว่า ๓๐๐ ชิ้น และข้อเขียนไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อีกกว่า ๑๕๐ ชิ้น มีบทบาทเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมากมาย แต่ก็มิได้มีความสุขจากการมีครอบครัวที่อบอุ่นเลย ทั้งหมดเขาเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นเองทั้งสิ้น?