บ้านพิลึก (ว.วินิจฉัยกุล)

"ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรเหมือนคนอื่น แปลว่าเราเป็นคนพิลึก... แย่แล้ว...วันนี้หนูนับได้กว่าสิบอย่างแล้ว ที่บ้านเราไม่เหมือนคนอื่นเขา..."
ชวนอ่านวรรณกรรม

"แม่คะ...ทำไมเราไม่มีสนามหน้าบ้าน"

"เพราะเรามีสนามหลังบ้านอยู่แล้วไงจ๊ะ" แม่บอกโดยไม่หันมา

จริงของแม่ หลังบ้านเราเป็นสนามหญ้าเล็กๆ แต่ว่ากว้างพอจะให้พี่แก้วและหนูวิ่งเล่นกันได้ พ่อตัดหญ้าจนเรียบ และแม่ปลูกดอกไม้สวยๆเอาไว้หลายอย่าง

"แต่บ้านอื่นเขาไม่มีสนามหลังบ้านนะคะแม่ เขามีแต่สนามหน้าบ้านกันทั้งนั้นเลย"

"เกี้ยว" แม่ถอนใจ หันมามองหนู "คนอื่นมีสนามหน้าบ้านอยู่แล้ว เขาก็เลยไม่มีสนามหลังบ้าน ส่วนเรามีสนามหลังบ้านแล้ว เราก็เลยไม่ต้องมีสนามหน้าบ้าน เข้าใจแล้วหรือยังลูก"

ฟังแม่อธิบายแล้ว ก็เป็นเหตุผลถูกต้องดีอยู่หรอก แต่หนูยังรู้สึกว่ายังข้องใจอยู่นั่นเอง!

แน่นอนว่าหากใครเป็น "เกี้ยว" กับ "แก้ว" ก็อาจยังข้องใจอยู่เช่นนี้ เพราะพวกเขาถูกมองจากคนรอบข้างว่า พวกเขาเป็น "เด็กพิลึก" ที่อยู่ใน "บ้านพิลึก"

เพราะบ้านของพวกเขา "พวกบ้านพิลึก" นี้ทำสวนผักไว้หน้าบ้านจนเกือบเต็มพื้นที่ แต่มีสนามหลังบ้านที่เป็นสนามหญ้าเล็กๆ มีดอกไม้น่ารักสวยงามปลูกไว้ให้ชื่นชมยามนั่งพักผ่อนแบบสงบๆ บ้านพิลึกไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีคนรับใช้ ไม่มีคนทำสวน พ่อยังถีบจักรยานไปทำงานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้าน เด็กสองคนยังใช้จักรยาน ทุกคนยังใช้ผ้าฝ้าย ผ้าไทย แม่ยังนุ่งโจงกระเบนอยู่กับบ้าน ทำให้คล่องตัวเวลาทำงาน และที่สำคัญจนดูเหมือนยิ่งประหลาดยิ่งพิลึกกว่าใครทั้งหมดก็คือ...

"แม่คะ ทำไมบ้านเราไม่มีทีวีสักทีล่ะคะ"

"ไม่จำเป็นนี่จ๊ะ..."

"แต่ทุกบ้านเขามีกันหมดเลยนะคะ แม่..."

"คงเป็นเพราะเขาไม่มีอะไรอย่างอื่นจะทำ นอกจากดูทีวีละมังลูก..."

"แล้วเรามีอะไรต้องทำล่ะคะ แม่"

"เยอะแยะเชียวจ้ะ...ก่อนอื่น หนูควรไปทำการบ้าน แทนที่จะมาถามแม่ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องนะจ๊ะ" แม่วางตะกร้าผ้าไว้บนโต๊ะ "แล้วก็มาช่วยแม่รีดผ้า พับผ้า เพราะวันนี้แก้วกลับบ้านเย็น แล้วหนูค่อยไปรดน้ำต้นไม้ วันนี้แม่จะถอนหญ้าที่แปลงผัก แก้วคงจะกลับมาช่วยแม่ทัน แล้วคืนนี้เราจะท่องสุภาษิตสอนหญิงของสุนทรภู่ แล้วพ่อจะเล่าเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอมตอนจบ...แล้วก็เรื่องดนตรีอีก เห็นไหมว่าเรามีอะไรต้องทำเยอะแยะ..."

จริงของแม่...ถึงพ่อซื้อโทรทัศน์มา เราก็คงไม่มีเวลาพอจะดูอยู่นั่นเอง

"ว.วินิจฉัยกุล" ได้เขียนคำนำสำหรับ "บ้านพิลึก" ไว้ว่า ? "อยากจะเขียนเรื่องสำหรับเด็กมานานแล้ว แต่ก็ยังหาเนื้อเรื่องที่ถูกใจไม่ได้" จนกระทั่งพบหนังสือสำหรับเด็ก ชื่อ "Mc. And The Wierdas" ของ Jane Sutton จึงทำให้เกิดแรงบันดาลใจผนวกกับจินตนาการที่จะนำความเป็นไทย "...ให้เข้าใจถึงความมีน้ำใจแบบไทยๆ ตลอดจนความสันโดษและการใช้ของไทย ซึ่งคนรุ่นปู่รุ่นย่าของเราเป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย..."

วรรณกรรมสำหรับเยาวชน (และสำหรับทุกคนในครอบครัว) เรื่อง "บ้านพิลึก" จึงมีคุณค่านอกเหนือจากความเพลิดเพลินนั่นคือทำให้เราได้ทบทวนตัวตนของเราถึงความหมายของคำว่า "ครอบครัว" ที่มีความรักความเข้าใจกันและสามารถเผื่อแผ่ความรักนี้ไปยังสังคมภายนอกได้ด้วยน้ำใจไมตรี

ครอบครัวของบ้านพิลึกสร้างภูมิคุ้มกันให้สมาชิกของตนได้อย่างสมบูรณ์แบบและเชื่อว่าทุกครอบครัวสามารถทำได้หากมีความรักและความเข้าใจ แม้ว่าประเทศของเราจะพัฒนามาไกลจนทุกวันนี้ เทคโนโลยีมิได้มีเพียงโทรทัศน์อย่างเดียวอีกต่อไปแล้วก็ตาม

"บ้านพิลึก" ได้รับรางวัลชมเชยประเภทบันเทิงคดีสำหรับเด็กก่อนวัยรุ่น ประจำปี ๒๕๒๘ ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๒๙

ป่านฉะนี้ เกี้ยวกับแก้วอาจเติบโตมีครอบครัวของตนเอง ผู้อ่านหวังว่าพี่-น้องสองคนคงใช้ภูมิรู้ภูมิหลังของตนเองดูแลสมาชิกในบ้านให้มีภูมิคุ้มกันที่ดีสำหรับการดำรงอยู่ใน "สังคมพิลึก" ของวันนี้อย่างภาคภูมิ