จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) หรือที่เรียกว่า "วิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒" ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบ ๒ ลำ คือ เรือโคแมต และเรือแองคองสตังค์ โดยมีเรือเจ.บี.เซย์ (J.B.Say) เป็นเรือนำร่องฝ่าปากน้ำเจ้าพระยาเข้ามา และใช้พฤติกรรมการข่มขู่ โดยนำเรือโคแมต เรือแองคองสตังค์ และเรือลูแตง มาจอดที่บริเวณสถานทูตฝรั่งเศส นอกจากนั้นยังส่งกระบวนเรือจำนวนมาก นำโดย นายพลมานส์ มาปิดปากอ่าวแม่น้ำเจ้าพระยาอีก เพื่อบีบบังคับลูกแกะสยาม จนทำให้เราเสียค่าปฏิกรรมสงครามไปเป็นจำนวน ๓ ล้านฟรังก์ กับเสียดินแดนให้กับมหาอำนาจฝรั่งเศสเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การใช้เรือรบบุกฝ่าป้อมพระจุลจอมเกล้าเข้ามา และอ้างว่าการที่นำเรือมานั้นเป็นการสื่อสารที่ผิดพลาดระหว่างกงสุลที่ไซ่ง่อนและทางเรือ นับเป็นเหตุผลที่ยกมากล่าวอ้าง อันที่จริงฝรั่งเศสได้วางแผนเพื่อที่จะยึดดินแดนสยามมาก่อนหน้า และมีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เพื่อเป็นข้ออ้างให้ฝรั่งเศสนำเรือเข้ามาข่มขู่สยาม เหตุการณ์นี้เป็นคำสั่งลับจากรัฐบาลฝรั่งเศสที่จะหาเหตุในการยึดครองสยามดั่งคำสั่งลับของนายเดอแวล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝรั่งเศส ดังนี้

คำสั่งลับ เดอแวล ให้เรือรบปิดอ่าวไทย

ราชทูตและกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ เมอซีเออ ออกุสต์ ปาวี (Auguste Pavie) ได้รับคำสั่งจากเดอแวลเมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๔๓๖ ความว่า

"รัฐบาลอังกฤษดำริส่งเรือรบหลายลำไปยังกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันรักษาชนชาติอังกฤษ ฝ่ายเราจึงเห็นสมควรจักต้องเพิ่มกำลังทางเรือของเราให้ท่านแจ้งให้รัฐบาลสยามล่วงหน้าว่า เรือรบฝรั่งเศสจะไปรวมกำลังกับเรือลุแต็ง ให้ชี้ให้เห็นโดยชัดว่า เราดำเนินการครั้งนี้อย่างเดียวกับที่ประเทศอังกฤษและประเทศอื่นได้ทำก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง จงให้เป็นที่เข้าใจว่า ฝ่ายเราจะไม่ทำการรุกรบอย่างใดๆ โดยไม่รายงานให้ทางปารีสทราบก่อน เว้นไว้แต่ในกรณีเรือของเราถูกโจมตีและถูกบังคับ จึงจะยิงโต้ตอบกับฝ่ายข้าศึกได้"

ในวันเดียวกันนั้น เมอซีเออ เลอเฟียร์ เดอวิเลร์ อดีตข้าหลวงฝรั่งเศสประจำโคชินไชนา ได้รับมอบหมายภารกิจพิเศษจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเดอแวลเดินทางมาเจรจากับรัฐบาลสยาม โดยมีคำสั่งลับพิเศษความว่า

"เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำโขง และอาการกิริยาที่ประเทศสยามได้แสดงแก่เรานั้น รัฐบาลฝรั่งเศสคิดว่าจะถือโอกาสในการที่ท่านจะเดินทางไปไซ่ง่อน มอบให้ท่านเอาธุระรับหน้าที่เจรจาปัญหาที่ยังคาราคาซังกันอยู่ให้เสร็จสิ้นไป ถ้าสามารถทำได้ เพราะได้ปรึกษาหารือกับท่านแล้ว จึงส่งท่านไปกรุงเทพฯ เพื่อการนี้เป็นราชการพิเศษ ในจดหมายฉบับนี้ ได้สอดหนังสือสำคัญให้อำนวยแก่ท่านอย่างกว้างขวาง เพื่อแสดงต่อพระเจ้าแผ่นดินสยาม จะได้ส่งเรือให้เรือรบลำหนึ่ง มาคอยรับท่านที่สิงคโปร์ และนำท่านไปส่งยังกรุงเทพฯ ทันที

เท่าที่ท่านทราบอยู่แล้ว การเรียกร้องของเราต่อประเทศสยามในครั้งนี้มีอยู่ ๒ ข้อ คือ

๑. เราได้ทำการให้ประเทศสยามถอนกองทหารที่ตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เพราะเป็นการเหยียบย่ำสิทธิของญวนและของเขมร

๒. เราได้เรียกค่าปรับไหมในการที่สยามสบประมาทธงฝรั่งเศสที่ทุ่งเชียงคำ ในการขับไล่บุคคลที่ร่วมชาติเรา ๒ คน คือ ม.เอสดีโลต์ และ ม.ชัมเปนัวส์ ให้ได้รับทุกข์ที่ท่าอุเทนเมื่อปีกลาย ในการข่มขี่ชาวฝรั่งเศสชื่อ บาโรตอง ในการจับกุมนายร้อยเอกโทเรอส์โดยไม่รู้ตัว และในการที่ข้าหลวงสยามประจำคำมวน ทำการฆาตกรรมผู้ตรวจการโกรสกูแรง

ปัญหาเหล่านี้ ผู้แทนของเราที่กรุงเทพฯได้เรียกร้องไปแล้วแต่ไร้ผล เราได้รับคำตอบชนิดชักความยาวสาวความยืด จากรัฐบาลสยาม เพราะฉะนั้นที่จะให้เรียกร้องต่อรัฐบาลสยามนั้น มีหัวข้อดังนี้

๑. ให้รัฐบาลสยามรับรองข้อเรียกร้องดินแดนของเราบนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

๒. ให้ใช้ค่าเสียหายตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น กับให้เสียค่าปรับไหมด้วย

ในกรณีที่รัฐบาลสยามไม่ยอมให้ความยุติธรรมเท่าที่เรียกร้องไปตามหัวข้อต่างๆนี้แล้ว ถ้าถึงเวลาที่ท่านจะต้องกำหนดให้ ให้ท่านนำธงชาติฝรั่งเศสออกจากกรุงเทพฯ พร้อมกับเจ้าหน้าที่ในสถานกงสุลเยเนราล และบรรดาเรือรบฝรั่งเศสที่จอดอยู่ในท่านั้น แล้วให้ท่านแจ้งแก่ผู้บัญชาการกองเรือให้ประกาศปิดอ่าวอย่าได้ช้า

อนึ่ง ขอกล่าวซ้ำอีกด้วย คือรัฐบาลฝรั่งเศสหวังอยู่ว่า คงจะไม่จำเป็นถึงกับต้องใช้อำนาจบังคับข่มขี่ และเชื่อมั่นในไหวพริบ และความหนักแน่นของท่านในอันที่จะโน้มรัฐบาลสยามให้ยอมทำตามความพอใจของเราเท่าที่เราได้เรียกร้องโดยชอบธรรม

ท่านย่อมทราบอยู่แล้วว่า เราไม่ได้ตั้งปรารถนาที่จะกระทบกระทั่งย่ำยีอิสรภาพของสยาม ถ้าเห็นว่าควร ก็ให้อธิบายความข้อนี้ให้ราชสำนักกรุงเทพฯทราบโดยชัดแจ้ง และให้พยายามขจัดความหวาดเกรง อันจะพึงมีแก่รัฐบาลสยามที่จะคำนึงถึงความปรารถนาอย่างนั้นของเรา อีกประการหนึ่ง ให้ท่านรู้ระลึกถึงประโยชน์อันเราจะได้รับในการเจรจากันที่กรุงเทพฯ ท่านจะต้องแสดงให้ชัดออกไปว่า เราไม่ยอมเจรจากับบุคคลทั้งหลายอื่น นอกจากพระเจ้าแผ่นดิน และคณะเสนาบดี และให้พยายามเสือกไสพวกที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ อย่าให้มาเกี่ยวข้องในวงการค้าขาย

ข้าพเจ้าจะขอบคุณท่าน ถ้าให้ข้าพเจ้าทราบเหตุการณ์อันแน่ชัดแห่งการเจรจาที่ดำเนินการกันครั้งนี้โดยทางโทรเลข"

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงในเดือนก่อนหน้าวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ นั่นก็คือชนวนเหตุหรือมูลเหตุให้ฝรั่งเศสถือโอกาสใช้กำลังทางเรือบีบคั้นสยามในวิกฤตการณ์ ร.ศ.๑๑๒ เหตุการณ์นี้คือ กรณีพระยอดเมืองขวาง

พระยอดเมืองขวาง คือใคร

พระยอดเมืองขวาง เดิมชื่อ ขำ เป็นบุตรชายของพระยาไกรเพชร์ เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ ที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เพราะบิดาของท่านรับราชการอยู่ที่นั่น พระยอดเมืองขวาง (ขำ) จึงรับราชการเป็นฝ่ายปกครองในสังกัดมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มรับราชการเป็นข้าหลวงผู้ช่วยในกองข้าหลวงใหญ่นครจำปาศักดิ์ รับราชการกองข้าหลวงเมืองลาวกาว ได้เลื่อนตำแหน่งโดยลำดับ จนกระทั่งได้เป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง มีบรรดาศักดิ์เป็น พระยอดเมืองขวาง ต่อมาย้ายไปเป็นเจ้าเมืองคำเกิดคำมวน กองข้าหลวงเมืองลาวพวน ในบังคับบัญชาพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่าน ถือว่าเป็นพระราชอาณาเขตของสยามติดต่อกับชายแดนเวียดนาม เพราะลาวเป็นประเทศราชของสยามมานานช้า รวมทั้งเขมรด้วย ซึ่งบรรดาประเทศราชเหล่านี้ สยามให้มีเจ้านายปกครองกันเอง แต่ต้องส่งดอกไม้เงินทองปีละครั้งและเมื่อมีศึกเกิดขึ้นกับพระราชอาณาจักรสยาม ประเทศราชต้องช่วยรบ หากเกิดศึกกับประเทศราชสยามก็เข้าช่วยคุ้มครอง

เมืองคำเกิดคำมวนเป็นเมืองแฝด ส่วนมากมักเรียกแต่ว่า คำมวน ถือว่าเป็นพระราชอาณาเขตสยามเพราะเราส่งข้าราชการไปปกครองมาช้านานแล้ว ไม่ได้ให้เจ้าประเทศราชปกครอง ด้วยเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญชิดพรมแดนญวนที่จะพุ่งเข้าสู่นครพนมอาจตัดอีสานตอนบนได้หากถูกรุกล้ำ และราษฎรเมืองคำเกิดคำมวนนั้นเป็นชาวผู้ไทยแทบทั้งหมด พระยอดเมืองขวางเวลานั้นอายุ ๔๐ ปี เป็นข้าหลวงคำเกิดคำมวนอยู่ ๘ ปีแล้ว

ครั้นเมื่อฝรั่งเศสได้ญวนเป็นอาณานิคมแล้ว นายปาวีที่เรียกกันต่อมาว่า เมอซีเออ ออกุสต์ ปาวี ได้อ้างว่าเมื่อ ๕ ปีก่อน (พ.ศ.๒๔๓๑) เขาได้สำรวจว่าดินแดนตรงนี้เคยเป็นของญวนมาแต่หลายร้อยปีแล้ว ดังนั้น ในปี ๒๔๓๖ กองทหารนำโดย เมอซีเออลูซ (Luce) จึงยกเข้ามาจะยึดเมืองคำมวนให้พระยอดเมืองขวางยกเมืองให้ และบังคับให้พระยอดเมืองขวางออกจากเมืองคำมวน เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๓๖ แต่พระยอดเมืองขวางไม่ยินยอม จึงเกิดการสู้รบกัน

ฝรั่งเศสซึ่งมีกองทหารญวนเป็นกำลัง จึงล้อมที่ทำการเอาไว้ จนพากันอดข้าวอดน้ำ แล้วเข้าจับตัวพระยอดเมืองขวางกับข้าราชการทั้งปวง และยึดทรัพย์สมบัติไว้หมด ทหารฝรั่งเศสที่เป็นผู้คุมตัวพระยอดเมืองขวาง และพรรคพวกนั้นชื่อนายกรอสกุรัง เมื่อจับพระยอดเมืองขวางมาถึงปลายด่านเมืองคำมวน นายกรอสกุรังให้คุมตัวพระยอดเมืองขวางกับพรรคพวกไว้ที่ด่าน นำตัวหลวงอนุรักษ์ผู้ช่วยพระยอดเมืองขวางไปขังไว้ที่แก่งเจ๊กที่พักของตนอันมีทหารฝรั่งเศสกับทหารญวนเป็นกำลัง

ฝ่ายพระยอดเมืองขวางรู้ข่าวว่านายกรอสกุรังจะมาจับตนไปด้วย จึงพากันลอบหนีลงเรือมาตามลำแม่น้ำโขงถึงเวียงกระแส พบกับทหารไทยประมาณ ๑๐๐ คน ซึ่งหลวงวิชิตสรสาตร์ข้าหลวงเมืองลาวพวนส่งมาช่วย มีนายร้อยโททุ้ย และนายร้อยโทแปลก คุมมา จึงพากันมาช่วยหลวงอนุรักษ์ก่อน เมื่อมาถึงก็ขอตัวหลวงอนุรักษ์จากนายกรอสกุรัง โดยพระยอดเมืองขวางและพวกทหารประมาณ ๑๘ คน ยืนอยู่ห่างจากเรือนที่ขังหลวงอนุรักษ์ประมาณ ๘ วา

ขณะนายกรอสกุรังยืนจับแขนหลวงอนุรักษ์อยู่บนเรือนพัก หลวงอนุรักษ์ก็สะบัดหลุดโดดหนีวิ่งลงมาหาพระยอดเมืองขวาง ก็มีคนยิงปืนลงมาจากบนเรือนถูกทหารไทยตาย ๑ ล้มลงอีกหลายคน นายร้อยโททุ้ย นายร้อยโทแปลกจึงร้องว่า ต้องยิงต่อสู้บ้าง พระยอดเมืองขวางจึงร้องสั่งให้ต่อสู้ ทหารญวนก็พากันเข้าแถวยืนอยู่หน้าเรือนกับหลังเรือนยิงต่อสู้กับทหารไทย

เมื่อสิ้นเสียงปืนแล้ว พระยอดเมืองขวางกับทหารไทยทั้งหมดก็ลงเรือล่องมาถึงเวียงกระแส ปรากฏว่าทหารไทยตาย ๖ คน บาดเจ็บ ๔ คน และขุนวังซึ่งเป็นข้าราชการเมืองคำเกิดคำมวนก็ถูกกระสุนปืนตายด้วย ส่วนทหารญวนตาย ๑๑ คน ฝรั่งเศสเจ็บ ๓ คน

จากเหตุการณ์นี้ ออกุสต์ ปาวี ไม่พอใจ กล่าวหาว่าพระยอดเมืองขวางเป็นฆาตกร บุกเข้าไปทำร้าย นายกรอสกุรังขณะนอนป่วยอยู่ในที่พัก และนำเรื่องขึ้นพิจารณาคดีในศาลรับสั่งพิเศษ รัชกาลที่ ๕ โปรดฯให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร แม่ทัพใหญ่อีสานใต้เป็นประธานคณะผู้พิพากษา ซึ่งประกอบด้วย พระยาสีหราชเดโชชัย พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์ พระยาธรรมสารนิติ์ พระยาฤทธิรงค์ พระยาธรรมสารเนตติ์ มีหลวงสุนทรโกษา และนายหัสบำเรอ อัยการเป็นทนายฝ่ายโจทย์ มีนายตีเลกี (William Alfred Tilleke ต่อมารับราชการเป็น พระยาอรรถการประสิทธิ์ ต้นสกุล คุณะดิลก) และ เวอร์นอน เพจ (Vernon Page ชาวอังกฤษ) เป็นทนายจำเลย

การพิจารณาคดีพระยอดเมืองขวาง ใช้เวลา ๒๒ วัน ตั้งแต่วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๗ ศาลมีคำพิพากษาว่า พระยอดเมืองขวางไม่มีความผิดตามฟ้อง และให้ปล่อยตัวเป็นอิสระ สร้างความไม่พอใจให้กับนายลาเนสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน และขอให้จัดตั้งศาลผสมไทย-ฝรั่งเศส ประกอบด้วยผู้พิพากษาฝรั่งเศส ๓ คน เดินทางมาจากไซ่ง่อน สยาม ๒ คน พิจารณาคดีเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๗ ในเมื่อเสียงข้างมากเป็นของผู้พิพากษาฝรั่งเศส พระยอดเมืองขวางจึงแพ้คดีฝรั่งเศส และตัดสินให้จำคุกพระยอดเมืองขวาง ๒๐ ปี ด้วยเสียงข้างมาก ๓ เสียงของฝ่ายฝรั่งเศส

ระหว่างที่พระยอดเมืองขวางถูกจองจำในคุก ก็ถูกจำตรวนเช่นเดียวกับนักโทษทั่วไป คือจองจำทั้งที่คอและขา ที่คอมีเหล็กวงกลม มีโซ่ล่าม ส่วนที่ข้อเท้าก็มีห่วงและโซ่ล่าม ทั้งนี้เมอซีเออปาวี ราชทูตฝรั่งเศส มักจะเข้ามาดูการจองจำและพูดจาเยาะเย้ยถากถางให้พระยอดเมืองขวางเจ็บแค้น พระยอดเมืองขวางตระหนักดีว่า การติดคุกครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมืองหากตนหลบหนี ก็จะก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ ถึงแม้ตนจะไม่ทำผิดตามข้อกล่าวหา

ผ่านไป ๒ ปี ฝ่ายฝรั่งเศสก็หาได้พอใจที่พระยอดเมืองขวางติดคุกของสยาม โดยฝรั่งเศสต้องการนำตัวไปลงโทษเองให้รุนแรงกว่าโดยการเนรเทศไปหัวเมืองใกล้ๆ แต่ทางฝ่ายสยามไม่ยอมให้ ต่อมาวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปล่อยตัวพระยอดเมืองขวางออกจากเรือนจำกองมหันตโทษอย่างเงียบๆ พร้อมกับจัดรถรับส่งพระยอดเมืองขวางกลับไปบ้าน ซึ่งกรณีนี้อาจจะเกี่ยวพันทั้งการที่พระองค์ท่านได้เสด็จประพาสยุโรปในปี ๒๔๔๐ และได้รับการต้อนรับจากพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ในฐานะพระสหายสนิทเป็นอย่างดี จนเป็นแรงกดดันให้ฝรั่งเศสยินยอมปล่อยพระยอดเมืองขวางก็เป็นได้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่าพระยอดเมืองขวางเป็นบุคคลที่เสียสละให้แก่ชาติบ้านเมือง ศาสนา พระมหากษัตริย์เป็นอันมาก การต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลผสม ซึ่งเป็นการเรียกร้องของฝรั่งเศสนับว่าเกินกว่าความจำเป็น ดังนั้น เพื่อตอบแทนคุณความดีของพระยอดเมืองขวาง จึงพระราชทานบำเหน็จบำนาญเป็นกรณีพิเศษเดือนละ ๕๐๐ บาท นับตั้งแต่วันพ้นโทษตลอดไปด้วย

รวมเวลาที่พระยอดเมืองขวางถูกจำคุกนับแต่มีคำพิพากษาถึงวันปล่อยตัวทั้งสิ้น ๔ ปี ๔ เดือน ๒๔ วัน จึงได้รับอิสรภาพ เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน พระยอดเมืองขวางได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษผู้รักชาติ โดยต่อมาได้ล้มป่วย และเสียชีวิต ใน ร.ศ.๑๑๙ (พ.ศ.๒๔๔๓) อายุได้ ๔๘ ปี เป็นต้นสกุล "ยอดเพชร" และ "กฤษณมิตร" สืบมา

จากคดีพระยอดเมืองขวางนี้ นอกจากความกล้าหาญ ความรักศักดิ์ศรีของพระยอดเมืองขวางแล้ว ยังมีเรื่องที่น่าจดจำถึงคุณธรรม และน้ำใจลูกผู้ชายทั้งของพระยอดเมืองขวาง และทหารหาญอีกสองนาย คือนายร้อยโททุ้ย และนายร้อยโทแปลก ซึ่งขณะที่พระยอดเมืองขวางขึ้นศาลนั้นทหารของพระยอดเมืองขวาง ซักถามว่าในการเกิดยิงกันขึ้นนั้นพระยอดเมืองขวางไม่น่าจะต้องรับผิดชอบเพราะเป็นการกระทำของฝ่ายทหาร แต่เมื่อนายทหารทั้งสองขึ้นให้การต่างก็ยืนยันว่าเขาทั้งสองเป็นผู้สั่งให้ยิง เพราะทหารนั้นอยู่ในบังคับบัญชาของเขา พระยอดเมืองขวางจึงไม่อาจสั่งทหารของเขาได้ เขาจึงต้องเป็นผู้รับผิด แต่พระยอดเมืองขวางไม่ยอมให้นายทหารทั้งสองรับผิด ยอมรับว่าเป็นผู้พิดเอง เพราะมีอำนาจเท่ากับนายร้อยโททั้งสองในฐานะข้าหลวง

ต่อมาเพื่อแสดงถึงความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ความเสียสละ และรำลึกถึงบุญคุญของพระยอดเมืองขวางในการปกป้องประเทศสยาม กองทัพบกจึงได้ขอพระราชทานชื่อค่ายว่า "พระยอดเมืองขวาง" และสร้างอนุสาวรีย์ของพระยอดเมืองขวางไว้ที่จังหวัดนครพนม เพื่อให้สมเกียรติและศักดิ์ศรี รวมทั้งยังเป็นการเผยแพร่คุณงามความดีของพระยอดเมืองขวาง ที่ท่านได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ ให้อนุชนรุ่นหลังได้ใช้เป็นแบบอย่างต่อไป อีกทั้งเพื่อเป็นอนุสรณ์และเทิดเกียรติ แด่พระยอดเมืองขวาง และเป็นการเผยแพร่คุณงามความดีของท่าน ที่ได้มีความกล้าหาญและเสียสละเพื่อประเทศชาติ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของทหารตลอดจนประชาชนทั่วไป ได้ระลึกยึดถือเป็นแบบอย่างของผู้มีคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป

จะเห็นได้ว่า การกระทำและการแสดงออกของพระยอดเมืองขวางเป็นการกระทำที่กล้าหาญ เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม ในการนี้เรียกกันว่า ความรับผิดชอบซึ่งก็หมายความว่า ต้องรับทั้งความชอบและต้องรับทั้งความผิด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ท่านประกอบด้วยคุณธรรมและความกล้าหาญอันใหญ่หลวง สมควรจะยึดถือเป็นแบบอย่างสืบต่อไป

อ้างอิง

๑. ป้อมพระจุลจอมเกล้า กับความเป็นไทยในรัชกาลที่ ๕, ดร.สุรเกียรติ เสถียรไทย, ก.พลพิมพ์ : ตุลาคม ๒๕๔๕

๒. th.wikipedia.org/wiki/พระยอดเมืองขวาง_(ขำ_ยอดเพชร)

๓. http://kanchanapisek.or.th/kp8/nkp/nkp103.html.