ผ้าไหมยกดอก

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

หริภุญไชย ชื่อเรียกดั้งเดิมของจังหวัดลำพูนที่ครั้งหนึ่งเคยเจริญรุ่งเรือง ทั้งในด้านศาสนา สังคม และวัฒนธรรม จนได้ชื่อว่าเป็น แผ่นดินทองของล้านนา ด้วยความที่เป็นจังหวัดซึ่งผ่านประวัติศาสตร์มายาวนาน ทำให้ลำพูนเป็นอีกพื้นที่ที่มีศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และหนึ่งในนั้นก็คือ "ผ้าไหมยกดอก" ผ้าทอจากบรรพชนที่ชาวลำพูนภาคภูมิใจ

...หลังจากที่พญากาวิละเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ต่อสู้ขับไล่พม่าซึ่งปกครองลำพูนมานานกว่า ๒ ศตวรรษ (พ.ศ.๒๑๐๑ -๒๓๔๘) จนชนะ และได้กวาดต้อนชาว "ไตเมิงยอง" หรือไทลื้อ จากเมืองยอง อยู่ในเขตแดนพม่าในปัจจุบัน มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองลำพูน ในยุคนี้เรียกกันว่า "ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" การอพยพเข้ามาของชนชาวยองในครั้งนี้ หัวใจหลักคือการทำนุบำรุงพระศาสนา ดังนั้นจึงมีการนำวิชาการแขนงต่างๆ มาสู่เมืองลำพูน โดยเฉพาะ "การทอผ้า" อันเป็นเอกลักษณ์ของชนชาวยอง ที่มักจะทอใช้เองภายในครัวเรือน โดยวัสดุที่ใช้ทอทำมาจากฝ้ายที่ปลูกภายในบริเวณบ้าน เนื่องจากในยุคแรกชาวยองไม่นิยมทำเส้นไหมเอง ทั้งนี้การทอผ้าถือเป็นการแสดงความสามารถและความพยายามของผู้หญิงชาวยอง ฉะนั้นผู้หญิงทุกคนจึงต้องทอผ้าเป็น และมีลวดลายที่สืบทอดกันมาในแต่ละครอบครัว

สำหรับการทอผ้ายกดอกนั้น แต่เดิมมีการทอด้วยเส้นฝ้ายเป็นลวดลายธรรมดา ทำกันภายในคุ้มเจ้า จนมาถึงสมัยของ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี พระธิดาในพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ ผู้ทรงเป็นพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้เรียนรู้การทอผ้าไหมยกดอกที่มีลวดลายสวยงามแปลกตาและวิจิตรบรรจงจากราชสำนักส่วนกลางเมื่อครั้งที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ โดยเลียนแบบผ้ายกทองในราชสำนักที่รวบรวมงานจากช่างฝีมือทั่วทุกหัวเมือง จากนั้นได้ทรงนำความรู้นี้มาถ่ายทอดต่อให้ เจ้าหญิงส่วนบุญ ชายาของเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย รวมถึง เจ้าหญิงลำเจียก ธิดาในเจ้าผู้ครองนครลำพูน ซึ่งในเวลาต่อมาความรู้การทอไหมยกดอกนี้ได้ถูกถ่ายทอดลงมาสู่ชาวบ้านทั่วไป จนทำให้จังหวัดแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการทอผ้าไหมยกดอกแหล่งสำคัญของประเทศไทย

ทันตแพทย์หญิงพรระวี ภู่เจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันผ้าทอมือหริภุญไชย จังหวัดลำพูน ให้ความรู้ว่า

"การยกดอก" ในชื่อเรียกผ้าไหมยกดอกนั้นมาจากเทคนิคการทำลวดลายในการทอ โดยเกิดจากวิธีการยก และข่มเส้นไหมหรือที่เรียกว่า "ด้ายเส้นยืน" และมีการเพิ่มเส้นไหมเป็นลายยกด้วย "ด้ายเส้นพุ่ง" จำนวน ๒ เส้นหรือมากกว่านั้นเข้าไป รวมทั้งการเพิ่ม "ดิ้นเงินดิ้นทอง" เข้าไปในการทอด้วย เพื่อให้ได้ลวดลายและสีสันที่งดงาม เทคนิคการยกดอกนี้ทำได้ทั้งการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม แต่สำหรับจังหวัดลำพูนผู้คนจากที่อื่นมักรู้จักและนิยมผ้ายกดอกที่เป็นผ้าไหมมากกว่า

"ผืนที่ทอสวยเลยต้องใช้เวลาทอประมาณ ๒ อาทิตย์ แต่ถ้าแบบสวยมาก ที่เรียกกันว่า "ผ้ายกสังเวียน" ที่ทำยากๆ บางผืนจะใช้เวลาทอนานเป็นปี เพราะว่าไหมยกดอกลำพูนใช้คนทอคนเดียว ในขณะที่ผ้ายกที่ลวดลายละเอียดแบบนี้ของที่อื่นจะใช้คนทอมากว่าหนึ่งคน ตรงนี้จึงถือเป็นเอกลักษณ์ของผ้าทอจังหวัดเรา

ผ้าไหมยกดอกที่ทอด้วยมือจะมีลักษณะเด่นคือ ลวดลายสัมผัสแล้วจะเป็นลายนูนขึ้นมา แต่ถ้ามาจากโรงงาน เวลาสัมผัสแล้วจะเรียบเสมอกัน ลายนูนตรงนี้มาจากการพุ่งด้วยมือ เส้นไหมจะไม่โดนดึงรั้งจากเครื่องจักร ทำให้ลวดลายนูนตามแรงพุ่ง หลังจากนั้นใช้ฟันหวีกระแทกเส้นไหมย้ำให้เข้าที่ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ใช่คนทอคนเดียว น้ำหนักของการทอจะไม่สม่ำเสมอกัน ลายดอกที่เห็นเดี๋ยวจะกลมบ้างเบี้ยวบ้าง ดังนั้นถ้าคนไหนทอผืนใดก็ต้องทอผืนนั้นจนเสร็จสิ้น เพื่อความสม่ำเสมอของเนื้อผ้า"

สำหรับลวดลายบนผ้าไหมยกดอกลำพูนนั้น เรียกว่าเป็นวิวัฒนาการของผ้าซิ่นทางภาคเหนือ ที่เป็นการผสมผสานของลวดลายตรงส่วนตีนซิ่นและการเพิ่มความกว้างของกี่ทอผ้า พัฒนาสู่การทอเต็มผืน

"ถ้าลายอนุรักษ์ดั้งเดิมที่เป็นของลำพูนโดยเฉพาะ คือลายดอกพิกุลค่ะ แต่ที่ทอกันอยู่ก็ไม่ได้มีลวดลายเฉพาะตายตัว แล้วแต่วิวัฒนาการมาเรื่อย บางทีลูกค้าจะเป็นคนบอกเราว่าอยากได้ลายประมาณไหน ทำให้เกิดลายใหม่อยู่ตลอด ส่วนลวดลายที่มีลักษณะหายากเป็นพิเศษ คือ ประเภทที่เกสรกับตัวดอกคนละสีกัน ลวดลายแบบนี้จะต้องทอมากกว่าปกติ ช่างที่รับทำจึงมีจำนวนไม่มาก"

ปัญหาสำหรับผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหมยกดอกต้องพบในบางครั้ง คือ การขาดผ้า เพราะผ้าไหมยกดอกเป็นสินค้าที่มีลักษณะเป็นฤดูกาล กล่าวคือ การทอผ้ายังคงเป็นอาชีพเสริมที่ทำหลังจากเสร็จสิ้นจากการทำไร่ทำนา ดังนั้น ฤดูทำนา ฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะหยุดทอผ้า ในช่วงดังกล่าวจึงมีผ้าออกมาน้อย และสินค้าจะออกมาเยอะในช่วงที่ฤดูทำนาผ่านพ้นไปแล้ว ทางสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัยซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและอนุรักษ์ผ้าไหมยกดอกจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนให้เกิดการทอที่เพิ่มขึ้น แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเองก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ทั้งตลาดรองรับสินค้า รวมถึงราคาวัตถุดิบด้วย

"ตอนหลังมานี้เราเจอปัญหาเส้นไหมเส้นฝ้ายขึ้นราคาเยอะมาก แต่ราคาผ้ายังเท่าเดิม ทางสถาบันฯ เลยพยายามรณรงค์ให้คนเห็นคุณค่า เพื่อให้ราคาผ้าสูงขึ้น เพราะถ้าใช้วิธีไปลดต้นทุน เขาจะไปซื้อไหมจีนมาใช้ ซึ่งราคาถูกกว่าไหมไทย แต่คุณภาพไม่ดีเท่า การพันเกลียวไม่แน่น พอทอเป็นผ้าไหมใช้ไปสักระยะจะขึ้นขน แต่ไหมไทยจะไม่เป็น เลยจำเป็นต้องเพิ่มราคา พอราคาขึ้นเราจึงพยายามจะหาตลาดที่เป็นแบบเฉพาะกลุ่ม เช่น กลุ่มคนที่สะสมที่เขาเห็นคุณค่าของผ้าเหล่านี้ รวมถึงพยายามที่จะตัดพ่อค้าคนกลาง ให้ลูกค้าได้มาเจอกับคนทอโดยตรง"

นอกเหนือจากนั้น สถาบันผ้าทอมือหริภุญไชยยังได้ผลักดันให้ผ้าไหมยกดอกลำพูน ได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ติดเครื่องหมาย GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดลำพูน เป็นอีกทางที่ช่วยประกันคุณภาพสินค้า ส่งเสริมการทอผ้า และสร้างรายได้ให้กับคนทอ ทั้งยังมีการนำเทคโนโลยีมาช่วย เป็นการยกระดับสินค้าผ้าทอของไทยไปอีกก้าว

"การติดเครื่องหมาย GI ผ้าไหมยกดอกลำพูน ช่วยคุ้มครองภูมิปัญญาของจังหวัดเรา สมมติว่าถ้าผลิตที่อื่นจะไม่สามารถมาติดเครื่องหมาย GI ผ้ายกดอกลำพูนได้ เป็นการส่งเสริมรายได้ให้คนในท้องถิ่น แล้วลูกค้าก็มั่นใจได้ว่าได้ของแท้ ของมีคุณภาพ และเรายังนำระบบ QR code มาใช้ ถ้าแสกนบาร์โค้ดจะเห็นข้อมูลว่าผ้าผืนนี้ใช้ไหมยี่ห้ออะไร สีอะไร และเห็นหน้าตาของคนทอด้วย เพื่อลูกค้าสามารถติดต่อกับช่างทอโดยตรงได้ และเป็นการช่วยกระดับคนทอด้วย"

คุณหมอพรระวี ยังแนะวิธีเลือกซื้อผ้าไหมยกดอกว่า ในเบื้องต้นให้เลือกผ้าที่ติดเครื่องหมาย GI เพราะสามารถรับรองคุณภาพได้ ถ้าจะให้ละเอียดกว่านั้นต้องดูความสม่ำเสมอในการทอ ถ้าเป็นผ้าพื้นให้ดูสีว่าเสมอกันไหม ช่างทอที่ชำนาญจะสามารถนำเส้นไหมมาทอผสมให้สีเสมอกันทั้งผืนได้ ส่วนถ้าเป็นผ้าไหมยกดอกลายขวางก็ต้องเลือกให้เชิงผ้าถุงสองข้างเท่ากัน ไม่เขย่งกัน

"บางคนจะรู้สึกว่าทำไมผ้าไหมยกดอกราคาสูงจัง คือถ้าดูถึงกระบวนการทอ ซึ่งต้องใช้การกระแทกมากถึง ๒ ครั้ง ในการทอเส้นไหมแต่ละเส้น อีกทั้งกว่าจะทอจนเสร็จสิ้นแต่ละผืน โดยเฉพาะผ้าไหม คนทอต้องมีความอดทนมาก เพราะการทอ การยกลาย ต้องใช้ความละเอียดและประณีตเป็นอย่างมาก และเกิดขึ้นได้จากการใส่จิตวิญญาณของผู้ทอ จากความสุขของคนทำ ต้อง Work with happy soul ค่ะ"

สองมือที่ใส่จิตวิญญาณ ความรักและความตั้งใจของชาวลำพูน ถักทอเส้นไหมกำเนิดเป็นผ้าทออันทรงคุณค่าสมบัติคู่ประเทศไทย