ปูมหลังเหมาเจ๋อตุง

บันทึกวันวาร

เหมาเจ๋อตุง เกิดวันที่ ๒๖ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๙๓ อ่อนกว่าเจียงไคเช็ค ๗ ปี เขาเกิดที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งห่างจากเมืองเชียงคาน ในมณฑลฮุนนาน ๒๘ ไมล์ พ่อเป็นชาวนาที่ยากจน แต่ก็เก็บหอมรอมริบจนมีฐานะดีขึ้น เป็นชาวนาระดับชั้นกลางๆ

บิดาของเหมาเจ๋อตุงเป็นคนขี้เหนียว เข้มงวดกับลูกๆ พยายามให้เหมาเจ๋อตุงเรียนหนังสือ ก็เพื่อจะได้มาทำบัญชีกับพวกชาวนาที่มายืมเงินของตน จึงทำให้เหมาเจ๋อตุงอ่านหนังสือได้ตั้งแต่อายุ ๖-๗ ขวบ เนื่องจากเหมาเจ๋อตุงเป็นเด็กชอบอ่านหนังสือประเภทวรรณคดีพื้นบ้านที่แพร่หลายของจีนสมัยนั้น เช่น สามก๊ก ซ้องกัง ฯลฯ เหมาเจ๋อตุงจึงอ่านได้ขึ้นใจตั้งแต่เด็กๆ ทั้งๆที่ถูกพ่อห้าม

เมื่ออายุได้ ๑๒ ขวบ เหมาเจ๋อตุงก็ออกไปทำนาตามรอยพ่อ จากชีวิตชาวนา ทำให้ได้รู้จักความเหนื่อยยากของชาวนา จนกระทั่งเกิดสงสัยว่าในหนังสือต่างๆที่ตนอ่าน บรรดาตัวสำคัญๆ (พระเอก) ล้วนแล้วแต่เป็นทหารบ้าง เป็นเจ้าชายบ้าง ไม่เห็นมีชาวนาเลย ความสงสัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้เหมาเจ๋อตุงฝักใฝ่ในวงจรชีวิตชาวนา จนกระทั่งรู้จักและเข้าใจดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไปในภายหน้า

พ่อของเหมาเจ๋อตุงยิ่งประหยัด รัดเข็มขัด อดออม ก็ยิ่งร่ำรวย และยิ่งขี้เหนียว ยิ่งปกครองลูกๆอย่างกดขี่

เหมาเจ๋อตุงเคยเล่าให้ เอดการ์ สโนว์ หนังสือพิมพ์อเมริกันฟังว่า

"ครั้งหนึ่ง ถูกพ่อดุด่าต่อหน้าแขกเหรื่อจนทนไม่ได้ จึงโต้เถียง ครั้นพ่อจะมาทำร้าย ผมก็ออกวิ่งหนีไปถึงบ่อน้ำ แล้วยื่นคำขาดกับพ่อว่า ถ้าพ่อคิดจะลงโทษ ผมก็จะกระโดดบ่อน้ำตาย"

ผลที่สุดมีการประนีประนอม "หย่าศึก" โดยเหมาเจ๋อตุงยอมคุกเข่าขอโทษพ่อ และพ่อก็รับรองว่าจะไม่ทำโทษเหมาเจ๋อตุง การแข็งข้อครั้งนี้ เหมาเจ๋อตุงเปิดเผยว่า เป็นบทเรียนครั้งสำคัญแสดงให้เห็นว่า

ถ้ามีการกดขี่ ก็จะต้องมีการต่อสู้ มิฉะนั้น ผู้ถูกกดขี่ก็จะต้องถูกกดขี่ตลอดไป

เหมาเจ๋อตุงเริ่มเข้าโรงเรียนประถมศึกษาเมื่ออายุได้ ๑๖-๑๗ ปี ที่โรงเรียนตุงซาน ในเซียงเซียง ต่อมาอีก ๑ ปี จึงไปเข้าเรียนชั้นมัธยมเซียงเซียงในฉางซา ค.ศ.๑๙๑๑ ปีนั้นเกิดปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์แมนจู เหมาเจ๋อตุงเกิดความตื่นเต้น สนใจที่อยากจะเข้าร่วมในการปฏิวัติบ้าง จึงสมัครเข้ากองทัพฝ่ายปฏิวัติเป็นพลทหาร แต่เป็นได้ไม่กี่เดือนก็ออกจากประจำการ เนื่องจากไม่มีอะไรจะทำ นอกจากตักน้ำและรับเขียนหนังสือให้พวกทหารที่ไม่รู้หนังสือ ไปถึงญาติพี่น้องของตน

เมื่อออกจากทหารแล้ว ก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมัธยมฮุนนาน ในปี ๑๙๑๓ เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี จึงได้สอบเข้าโรงเรียนฝึกหัดครู ศึกษาอยู่ ๔ ปี จึงจบหลักสูตร ในปี ๑๙๑๘ โดยสอบได้ที่ ๑ และได้รับเลือกเป็นนักเรียนตัวอย่าง ทั้งๆที่ระหว่างเรียนหนังสือ เหมาเจ๋อตุงเคยมีบทบาทคัดค้านการที่โรงเรียนจะเก็บค่าเล่าเรียนพิเศษ ซึ่งนักเรียนทั้งหลายไม่ยินยอม และเหมาเจ๋อตุงก็ออกโรงต่อสู้กับบรรดาครูจนประสบผลสำเร็จ

ปีเดียวกันนั้น เหมาเจ๋อตุงก็เดินทางมาปักกิ่ง ได้มาทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์ของห้องสมุดมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ณ ที่นี้เอง ที่ความรู้ ความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะลัทธิคอมมิวนิสต์กำลังเผยแพร่กว้างขวางภายใต้การนำของหลีต้าเจาและเฉินตู๋ซิ่ว อาจารย์ในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เหมาเจ๋อตุงจึงได้เริ่มศึกษาและมีการสนใจอย่างลึกซึ้ง

ลัทธิคอมมิวนิสต์เผยแพร่ในเมืองจีนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการปฏิวัติจากรัสเซียในปี ๑๙๑๗ เหมาเจ๋อตุงจึงฝักใฝ่ลัทธินี้นับตั้งแต่มาอยู่ปักกิ่ง

วันที่ ๔ พฤษภาคม ๑๙๑๙ ได้มีการเคลื่อนไหวเดินขบวนของนักศึกษา ในการที่รัฐบาลจีนตกลงยอมเซ็นสัญญาสงบศึกแวร์ซายส์ ซึ่งจีนในฐานะพันธมิตรที่เข้าร่วมสงครามต่อต้านเยอรมนี กลับไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆในการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับมหาอำนาจตะวันตก มิหนำซ้ำยังถูกญี่ปุ่นบีบบังคับให้เซ็นสัญญาที่เสียเปรียบอีกมากมาย

การเคลื่อนไหวในวันที่ ๔ พฤษภาคมนี้ เป็นการรวมเอานักศึกษาและปัญญาชนทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน และก็ได้บทเรียนในการต่อสู้เป็นปฏิปักษ์ต่อมหาอำนาจตะวันตกครั้งสำคัญอีกด้วย

ต่อมา ค.ศ.๑๙๒๑ เหมาเจ๋อตุงได้เข้าร่วมกับผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้น ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์อย่างเป็นทางการขึ้นที่เซี่ยงไฮ้ เฉินตู๋ซิ่วเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทในเรื่องลัทธิ แต่เหมาเจ๋อตุงได้เป็นผู้นำ และต่อมาก็ปรากฏว่า นโยบายของเฉินตู๋ซิ่วกับเหมาเจ๋อตุงโต้แย้งคัดค้านอย่างรุนแรงตลอดมา

ระยะนั้นพรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของดร.ซุนยัดเซ็น ดำเนินนโยบายรับความช่วยเหลือจากโซเวียตรัสเซีย และผูกมิตรกับคอมมิวนิสต์ เหมาเจ๋อตุงก็ได้เข้าร่วมมือด้วย ปี ๑๙๒๔ เขาได้รับเลือกเข้าเป็นสมาชิกสำรองของคณะกรรมการกลางของก๊กมินตั๋ง และต่อมาในปี ๑๙๒๖ ก็ได้รับเลือกตั้งในตำแหน่งเดิมอีกครั้งหนึ่ง

เนื่องจากเหมาเจ๋อตุงปฏิบัติงานส่วนใหญ่อยู่ในฮุนนาน จึงมีความสัมพันธ์และเข้าใจปัญหาของชาวนาเป็นอย่างดี และมีความเห็นขัดแย้งกับผู้นำคอมมิวนิสต์ในครั้งนั้น ต่างก็ยึดถือแบบฉบับคอมมิวนิสต์รัสเซีย โดยยึดเอาคนงาน กรรมกรในเมืองใหญ่เป็นหลัก เหมาเจ๋อตุงเห็นว่าชาวนาเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของประเทศ และก็ถูกกดขี่มาหลายขั้นตอน ทั้งจากเจ้าหน้าที่ที่ดิน และขุนศึกจากที่ประจำท้องถิ่นใหญ่ๆ ยิ่งกว่านั้น ชาวนาจีนในอดีตก็เคยแข็งข้อเป็นขบถ แข็งข้อต่อรัฐบาลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน นับตั้งแต่จิ๋นซีฮ่องเต้รวบรวมจีนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เมื่อสร้างกำแพงเมืองจีนได้เกณฑ์ราษฎรของตนนับหลายแสนคนมาทำการก่อสร้าง ทำให้เกิดความเดือดร้อน เล่าปั๋งกี้ก็ได้ก่อตั้งกองทัพชาวนาขึ้น และสู้รบจนสามารถสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ ซึ่งมีนามชื่อพระเจ้าฮั่นโกโจ จากนั้นขบถชาวนาก็ได้มีต่อเนื่องกันมา

ข้อสรุปของเหมาเจ๋อตุงที่ยึดเอาชาวนาเป็นกำลังสำคัญ ผู้นำคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในยุคสมัยนั้นไม่เห็นด้วย ดังนั้น เหมาเจ๋อตุงจึงถูกลดตำแหน่ง แล้วถูกทอดทิ้งจากกรรมการการเมืองของพรรค เพราะข้อขัดแย้งนี้มีหลายครั้ง

ต่อมา เมื่อดร.ซุนยัดเซ็นเสียชีวิตลง และเจียงไคเช็คทำรัฐประหารยึดอำนาจ เข่นฆ่าคอมมิวนิสต์ขนานใหญ่ ในปี ๑๙๒๗ ตัวเหมาเจ๋อตุงออกปลุกปั่นชาวนาอยู่ในฮุนนาน มีเสียงกล่าวกันว่า เหมาเจ๋อตุงถูกพวกนักเลงรับจ้าง พวกเจ้าของที่ดินในถิ่นจับกุมตัว แต่หลบหนีออกมาได้ แล้วซ่องสุมผู้คนไปยึดที่มั่นอยู่ที่เทือกเขากังซาน ทำการก่อตั้งฐานทัพแดงพร้อมด้วยกองทัพขึ้น ยังผลให้คนสำคัญๆของคอมมิวนิสต์ยกทัพเข้ามาร่วมด้วย เช่น จูเต้ โจวเอินไหล

ฐานทัพแดงเติบโตใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและรวดเร็ว จนเจียงไคเช็คเห็นว่าจะเป็นภัย จึงส่งกองทัพมาปราม มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ปรากฏว่าฝ่ายเจียงไคเช็คปราชัยถึง ๔ ครั้ง ทำให้ฐานทัพของเหมาเจ๋อตุงเติบใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดปี ๑๙๓๓ เจียงไคเช็คต้องว่าจ้างนายพลเยอรมันมาเป็นเสนาธิการให้ และเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่ ไม่เคลื่อนกำลังเข้ารุกรบอย่างธรรมดา หากใช้วิธีโอบล้อมฐานทัพโซเวียตทั้งหมด แล้วค่อยๆบีบวงแหวนกระชับเข้ามาทีละน้อยๆ การใช้ยุทธวิธีแบบนี้สิ้นเปลืองผู้คน และอาวุธยุทโธปกรณ์มหาศาล

แต่ก็ได้ผล เพราะกองทัพจีนชาติ เจียงไคเช็คมีถึงหนึ่งล้านคน ฝ่ายเหมาเจ๋อตุงมีเพียงหนึ่งแสนคน ไม่มีทางสู้รบแบบประจันหน้า นอกจากจะถอยหนี เหมาเจ๋อตุงจึงต้องนำพลเจาะช่องวงล้อม อพยพผู้คนทั้งหมดออกเดินทางไกลขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ระหว่างทางก็ถูกกองทัพก๊กมินตั๋งตามบดขยี้ไปตลอดทาง

การเดินทางไกลครั้งนี้ คอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะต้องบุกป่า ขึ้นเขา ลงแม่น้ำ อดอยาก ขาดแคลนอาหาร บางแห่งยังต้องพบกับพวกมนุษย์กินคน (สีขาง) ถึงขนาดแม่ทัพคอมมิวนิสต์ต้องไปสาบานตัวเป็นญาติพี่น้องกับพวกคนป่าเหล่านี้ จึงรอดชีวิตมาได้ การเดินทางไกลนี้คิดเป็นระยะทาง ๓,๐๐๐ ไมล์ ด้วยเวลาปีเศษ จึงสามารถไปตั้งที่มั่นเมืองเยนอานได้ในปลาย ค.ศ.๑๙๓๕

ในปีเดียวกันนั่นเอง เหมาเจ๋อตุงก็ได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการการเมืองของพรรค หมายความว่า ได้เป็นผู้นำคนก่อนๆที่เคยไม่เห็นด้วยกับนโยบายเหมาเจ๋อตุงมาก่อน

ปรากฏว่าทหารและผู้คนของเหมาเจ๋อตุง หลังจากเดินทางไกลแล้ว มีคนเหลือเพียง ๔๐,๐๐๐-๕๐,๐๐๐ คนเท่านั้น ต่อมาในปี ๑๙๔๖ เมื่อญี่ปุ่นรุกบีบจีนเข้ามาเรื่อย จอมพลจางโซเหลียงจับกุมตัวเจียงไคเช็ค เพื่อยื่นคำขาดให้สู้รบกับญี่ปุ่น แทนที่จะทำสงครามกลางเมืองกับคอมมิวนิสต์ โจวเอินไหลก็ได้ไปเจรจาขอให้จางโซเหลียงไว้ชีวิตเจียงไคเช็ค โดยตกลงกันว่าจะร่วมมือกันต่อต้านญี่ปุ่น เลิกความขัดแย้งบาดหมางใดๆทั้งสิ้น ดังนั้น สงครามญี่ปุ่น-จีนจึงดำเนินต่อไป โดยยุติสงครามกลางเมืองชั่วคราว

เหมาเจ๋อตุงก่อตั้งทัพแดงของตนขึ้นมาอีก เนื่องจากชาวนาจีนต้องถูกเจ้าของที่ดิน และขุนศึกประจำท้องถิ่นต่างๆ กดขี่ บีบบังคับ เก็บภาษีอย่างทารุณยิ่ง

การแก้ปัญหาด้วยวิธีลงโทษเจ้าของที่ดินที่โหดร้าย ทารุณ และปฏิรูปที่ดินให้ชาวนา ยังผลให้ฐานที่มั่นของเหมาเจ๋อตุงได้รับความสนับสนุนจากชาวนาตลอดมา ซึ่งความสนับสนุนดังกล่าวเจียงไคเช็คนึกไม่ถึงและไม่ได้คาดคิดมาก่อนด้วย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สงบลง เหมาเจ๋อตุงได้ออกเดินทางไปจุงกิง เพื่อพบปะกับเจียงไคเช็คเมื่อสิงหาคม ปี ๑๙๔๕ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่สองผู้นำซึ่งเคยห้ำหั่นกันมานับครั้งไม่ถ้วน ได้มาเจรจาหาทางยุติสงคราม ทั้งสองฝ่ายลงนามในข้อตกลงกันได้ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๑๙๔๕ โดยมีการประชุมสันนิบาตแห่งชาติ โดยมีทูตอเมริกัน นายเฮอร์ลีย์ เป็นคนกลางไกล่เกลี่ย

อย่างไรก็ดี การตกลงดังกล่าว ความจริงแล้วเป็นการยืดเวลาเพื่อทำสัญญาทำสงครามกันเท่านั้น เมื่อประธานาธิบดีทรูแมน ส่งนายพลมาร์แชลเป็นทูตพิเศษมาไกล่เกลี่ย แต่การเจรจาไม่ได้ผลคืบหน้า ต่างฝ่ายก็ตระเตรียมกำลังของตนในระหว่างการเจรจา ผลก็คือประสบความล้มเหลว

ค.ศ.๑๙๔๗ กองทัพเจียงไคเช็คเคลื่อนกำลังรุกเข้ายึดเยนอานที่มั่นของเหมาเจ๋อตุง เหมาเจ๋อตุงต้องถอยหนีร่นไป กองบัญชาการของเจียงไคเช็คออกประกาศสั่งจับเหมาเจ๋อตุง ทั้งๆที่เคยประกาศจับมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อ ๒๐ ปีก่อน พร้อมกับค่านำจับหนึ่งแสนเหรียญ

เจียงไคเช็คระดมพลใหญ่แล้วเคลื่อนทัพเข้าพิชิตแมนจูเรีย ส่วนเหมาเจ๋อตุงถอยไปตั้งมั่นที่ยางเจียภู ในปลายปี ๑๙๔๗ ศึกชิงแมนจูเรียซึ่งกองทหารโซเวียตได้ถอนตัวออกไปแล้ว ฝ่ายคอมมิวนิสต์เป็นฝ่ายชนะ นายพลเฉินอี้ ก็เข้ายึดแคว้นชานตุงได้ทั้งหมดในเดือนกันยายน ค.ศ.๑๙๔๘

นับแต่นั้นมา กองทัพคอมมิวนิสต์ก็รุกไล่กองทัพก๊กมินตั๋งในเดือนมกราคม ค.ศ.๑๙๔๙ ก็ยึดได้ปักกิ่ง เทียนสิน ซูโจวได้ ต่อมาในเดือนเมษายน กองทัพคอมมิวนิสต์ก็ข้ามแม่น้ำแยงซีได้ เดือนพฤษภาคมก็ยึดหวูฮั่น และเซียงไฮ้

วันที่ ๑ ตุลาคม ๑๙๔๙ รัฐบาลภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตุง ก็ได้ประกาศตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น

ขณะนั้น เหมาเจ๋อตุง มีอายุได้ ๕๖ ปี

ด้านชีวิตส่วนตัว เหมาเจ๋อตุง มีภรรยาหลายคน คนแรกพ่อหมั้นให้แบบประเพณีโบราณ และบังคับให้แต่งงานเมื่อตอนที่เหมาเจ๋อตุงมีอายุ ๑๓-๑๔ ปีเท่านั้น มิหนำซ้ำฝ่ายหญิงแก่กว่าเหมาเจ๋อตุงถึง ๔ ปี เหมาเจ๋อตุงจึงไม่ยอมอยู่ด้วย และไม่ถือว่าเป็นภรรยาตน

เมียคนที่สอง คือ ยางไคฮุ่ย ซึ่งเหมาเจ๋อตุงแต่งงานด้วยเมื่ออายุ ๒๕ ปี ถูกพวกก๊กมินตั๋งจับได้ และถูกประหารชีวิตไปพร้อมน้องชายเหมาเจ๋อตุง เมื่อปี ๑๙๓๐ เหมาเจ๋อตุงแต่งงานใหม่กับโอเซเซนแล้วไปเลิก (หย่าร้าง) กันที่เยนอาน หลังจากนั้นจึงได้มาแต่งงานกับเจียงชิง อดีตดาราภาพยนตร์ที่เยนอาน และคงอยู่กินด้วยกัน ตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต