ผ้าซิ่นตีนจก

ลมหายใจของชาวแม่แจ่ม
สถานีศูนย์วัฒนธรรม

"แม่แจ่ม" อำเภอเล็กๆที่ตั้งอยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา สวยงามด้วยธรรมชาติและวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาสัมผัส ไม่เพียงแค่นั้น แม่แจ่มยังมีชื่อเสียงในด้านศิลปหัตถกรรม ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษจนกลายเป็นเอกลักษณ์อันสำคัญของอำเภอนี้ นั่นก็คือ "ผ้าซิ่นตีนจก" ศิลปะอันภาคภูมิใจของลูกหลานชาวแม่แจ่ม ที่ทำให้ใครหลายคนยอมดั้นด้นฝ่าเส้นทางคดเคี้ยวขึ้นมาเพื่อยลโฉม

ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณ หาได้มีใครทราบถึงที่มาที่ชัดเจน แต่มีข้อสันนิษฐานกล่าวไว้ว่า ช่างตีนจกลายโบราณของแม่แจ่มสืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลสมัยพญาเขื่อนแก้ว - พญาไจย ย้ายถิ่นฐานมาตั้งรกรากที่อำเภอแม่แจ่ม โดยตั้งบ้านเรือนที่บ้านอาฮาม ตำบลท่าผา และเป็นผู้ปกครองในสมัยที่ล้านนาปกครองโดยระบบ "พญา" ในอดีตผ้าตีนจกแม่แจ่มทอด้วยดิ้นเงินดิ้นทองผสมไหม ซึ่งทางคุ้มเจ้าเชียงใหม่เป็นผู้ส่งมาให้ทอเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการ และห้ามไม่ให้ชาวบ้านทอตีนจกด้วยดิ้นเงินดิ้นทองนุ่งเอง ให้ใช้ได้เพียงฝ้ายเท่านั้น

ผู้หญิงแม่แจ่มจะถูกสอนให้ทอผ้าตั้งแต่วัยเด็ก โดยวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนหมดลมหายใจมีความผูกพันกับผ้าทอตีนจกอย่างแนบแน่น ฝอยทอง สมบัติ ผู้ผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่ม "กลุ่มทอผ้าบ้านไร่" ได้เล่าว่า

"ในสมัยก่อนจะเป็นการทอเพื่อสวมใส่ ไม่ใช่เพื่อขาย ผู้หญิงแม่แจ่มมักจะทอซิ่นตีนจกไว้พอใช้คนละผืนสองผืน เมื่อขาดก็จะทอใหม่ ผู้หญิงจะมีเสื้อหรือผ้าซิ่นใหม่เก็บไว้ใช้คนละชุด เพื่อไว้สำหรับนุ่งในงานมงคลสำคัญๆ เช่น งานปอย หรือไปวัด พอถึงวัยออกเรือนลูกสะใภ้จะทอไว้ไหว้แม่สามี ส่วนผู้หญิงอายุห้าสิบปีขึ้นไปจะเก็บไว้เพื่อนุ่งในเวลาที่ตนเองตายไป และยังเตรียมตีนจกอีกจำนวนหนึ่งไว้ให้ลูกหลานถวายเป็นทานแก่ภิกษุสงฆ์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ตนเอง เป็นความเชื่อที่ว่าจะได้มีตีนจกไว้นุ่งในชาติภพหน้า"

ผ้าตีนจกแม่แจ่มใช้เทคนิคการทอแบบพิเศษที่เรียกว่าการ "จก" ซึ่งเป็นการทอแบบคว่ำลายลงทำให้เก็บเงื่อนฝ้ายได้เรียบร้อย และมีลวดลายสวยงามไม่แพ้ด้านนอก ผู้เฒ่าผู้แก่ชาวแม่แจ่มจึงนุ่งตีนจกเอาด้านในออกเพื่อเก็บรักษาลวดลายให้มีสีสดใสไม่เก่าหรือซีด วิธีการจกใช้ขนเม่น หรือเหล็กแหลม ช่วยในการจกหรือควักเส้นด้ายขึ้นมาบนเนื้อผ้าที่ทออยู่ เกิดเป็นลวดลายตามแม่แบบดั้งเดิม เรื่องสีสันในการใช้ฝ้ายจกนั้นแล้วแต่ความชอบหรือเทคนิคของช่างทอแต่ละคนซึ่งไม่เหมือนกัน ตรงนี้เองคือเสน่ห์ของผ้าตีนจกแม่แจ่ม

ส่วนของซิ่นที่นิยมทอด้วยเทคนิคการจก คือส่วนที่เรียกว่า ตีนซิ่น อันเป็นส่วนที่อยู่ล่างสุดของซิ่น โดยซิ่นผืนหนึ่งนั้นแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน คือ เอวซิ่นสีขาวคือส่วนบนสุด เอวสีแดงต่อจากสีขาว ตัวซิ่นคือส่วนกลาง และตีนซิ่นคือส่วนล่างสุด ซึ่งคนล้านนาจะเรียกตรงนี้ว่า "ตีนซิ่น" ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของชื่อ "ซิ่นตีนจก"

สำหรับลวดลายโบราณของอำเภอแม่แจ่มนั้น ฝอยทอง สมบัติ ได้สอบถามจากช่างทอทั้งหลายจนรวบรวมไว้ได้ทั้งหมด ๑๖ ลาย

"ดิฉันสอบถามจากช่างทอรุ่นแม่อุ๊ยแม่หม่อนทั้งหลาย เขาบอกมีประมาณ ๑๕ - ๑๖ ลาย ไม่เกินนั้น ซึ่งลายเหล่านี้เรียกว่าลายหลัก ส่วนลายอื่นนอกเหนือจากนี้ เราเอามาประยุกต์ เอาลายหลักอันนี้ไปแต่งอันนั้น กลายเป็นลายใหม่หลายสิบลาย ส่วนลายหลักทั้ง ๑๖ ได้มาจากการสืบทอดรุ่นสู่รุ่น

ลายหลักที่ดิฉันรวบรวมไว้ ได้แก่ ลายหละกอนหน้อย ลายหละกอนกล๋าง ลายหละกอนหลวง ลายเจียงแสนหลวง ลายเจียงแสนหน้อย ลายขันสามแอว ลายขันเสี้ยนสำ ลายขันแอวอู ลายหงส์บี้ ลายหงส์ปล่อย ลายกุดขอเบ็ด ลายโกมหัวหมอน ลายโกมฮูปนก ลายนาคกุม ลายนกนอนกุม และลายนกกุม รวมเป็น ๑๖ ลาย ถามว่าลายไหนทอยากที่สุด ได้คำตอบว่า ลายขันเสี้ยนสำ เพราะเป็นลวดลายที่ใช้ฝ้ายหลายสีซ้อนในรายละเอียด ต้องใช้ความประณีตมากเป็นพิเศษ ทำให้ราคาแพงขึ้นตามไปด้วย แต่ก็สวยงามกว่าตีนจกธรรมดาทั่วไป"

ความสวยงามอันเป็นเอกลักษณ์ของซิ่นตีนจกแม่แจ่ม นอกจากความละเอียดของเส้นฝ้ายที่ใช้ทอ และความแน่นของเนื้อผ้าในโคมรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนแล้ว ยังดูการใช้สีฝ้ายในการจก และขนาดของผ้าตีนจก ความกว้าง ความยาว ให้ได้มาตรฐานที่กำหนดโดยช่างทอแต่โบราณ และโดยคณะกรรมการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์

"ช่างทอเก่งๆ เขาจะทอไม่ให้มีช่องว่างในลวดลาย ลายจึงละเอียดจนไม่เห็นสีพื้น เขาจะเพิ่มลายเข้าไปให้เต็ม พอเพิ่มตรงนั้นตรงนี้ก็เกิดเป็นลายใหม่ ยิ่งถ้าเป็นตีนจกโบราณอายุเกิน ๗๐-๘๐ ปี จะมีลวดลายสีสันที่ซับซ้อนมาก"

หลังจากรวบรวมลายโบราณจนครบ ฝอยทองจึงนำผ้าตีนจกแม่แจ่มที่เป็นแม่แบบทั้ง ๑๖ ลาย ขอขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และได้ผ่านการรับขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผ้าตีนจกแม่แจ่มได้เป็นที่รู้จักทั่วไป และทำให้ช่างทอได้มีงานเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น ฝอยทองยังส่งเสริมอาชีพโดยผลักดันช่างทอผ้าให้เกิดการรวมกลุ่ม จนเกิดขึ้นเป็น "กลุ่มทอผ้าตีนจกบ้านไร่"

"ในแม่แจ่มมีกลุ่มทอผ้าหลายกลุ่ม ตรงบ้านไร่นี้เขามีคนทออยู่แล้ว เพียงแต่กระจัดกระจายบ้านใครบ้านมัน รับทอตามออเดอร์ ที่เราอยากรวมกลุ่ม เพราะช่างทอฝีมือดี แต่ด้อยโอกาส อย่างที่หมู่บ้านอื่นเขามีส่วนราชการ มีเอกชน มาช่วยสนับสนุน แต่ที่บ้านไร่ไม่มีเลย แถมลักษณะนิสัยคนบ้านไร่ใช้ชีวิตสันโดษ เงียบๆ พูดง่ายๆประมาณว่าเป็นศิลปินค่ะ (หัวเราะ) สมมติว่าดิฉันอยากให้ทอลายแบบนี้สีแบบนี้ได้ไหม ถ้าคนที่ไม่ชอบ เขาจะไม่รับทำ ไม่ทอให้เลย พอเราบอกว่าสีนี้ไม่สวย ให้เปลี่ยนตามใจเรา เขาก็บอก ได้ แต่ช้านะ เพราะไม่มีความสุขในการทำ ช่วงหลังพอเราเข้าใจเขาก็ตามใจ ออกมาสวย แต่ถ้าตามใจเราจะออกไม่สวยไม่มีเสน่ห์

คนที่นี่ทอผ้าของเขาอยู่เงียบๆ จะเห็นว่าในบ้านไร่ไม่มีร้านขายผ้าเลย เพราะว่าไม่ได้มุ่งเน้นจะให้ขายได้เยอะๆ สมมติเขามีลูก แล้วต้องจ่ายค่าเทอมลูก เขาก็แค่รับทอผ้าเพื่อให้ได้เงินพอค่าเทอมลูกแค่นั้น เราเลยอยากสนับสนุนให้เขาได้ยึดเป็นอีกอาชีพ มีรายได้เสริม และอนุรักษ์ฝีมือการทอผ้าของคนหมู่บ้านนี้ด้วย"

การรวมกลุ่มทอผ้าบ้านไร่ เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้ช่างทอและผู้บริโภคได้มาเจอกันโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งผู้บริโภคสามารถสั่งผ้าทอที่ประธานกลุ่ม หรือจะสั่งกับช่างทอแต่ละคนโดยตรงผ่านช่องทาง เฟซบุ๊คก็ได้ โดยแต่ละผืนผู้ที่ทอจะได้รับค่าแรงเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่มีการหักค่าใช้จ่ายใดๆ เพราะทางกลุ่มยึดหลักใครทอใครได้ ส่วนลูกค้าก็ได้งานคุณภาพและราคายุติธรรม

"ดิฉันมีความสุขที่เห็นเขาขายได้ ได้เห็นแม่อุ๊ยที่ทอผ้าเหล่านี้มีรายได้ของตัวเอง ไม่ต้องขอลูกขอหลาน รวมไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นของเราได้ถูกอนุรักษ์และถ่ายทอดต่อไป"

ด้วยความรัก ความผูกพัน และความสำนึกในคุณค่าศิลปหัตถกรรมที่บรรพบุรุษมอบให้ จะเป็นพลังแก่ลูกหลานให้สามารถสืบสานผ้าทอตีนจก อันเป็นลมหายใจของชาวแม่แจ่มให้คงอยู่คู่แม่แจ่มสืบต่อไป

 

ข้อมูลอ้างอิง : ผ้าตีนจกแม่แจ่ม : ฝอยทอง สมบัติ

http://www.qsds.go.th/silkcotton/k_21.php