เบิกโรง "ลิเกกันตรึม" นาฏดนตรีบุรีรัมย์

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

หลังเวที "คณะลิเกกล้วยหอมบรรจงศิลป์" เบียดเสียดไปด้วยนักแสดงชายหญิงกำลังแต่งองค์ทรงเครื่องเป็นเจ้าเป็นโจรตามชุดที่สวมใส่ กระจกใต้ฝากล่องใส่ชุดลิเกดูจะเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดในค่ำคืนนี้ที่จะบอกว่าเขาและเธอหล่อสวยที่สุดแล้วหรือยัง พร้อมกันนั้นยังส่งมุกตลกทักทายเป็นภาษาไทย ลาว เขมร โหมโรงไปยังผู้ชมที่อยู่หน้าเวทีอย่างตลกขบขัน เคล้าเสียงระนาด ฉิ่งฉาบดังกึกก้องไปทั่วงานวัดคืนนี้

ก่อนสิ้นปี ๒๕๕๘ เพียง ๑๐ วัน วัดสว่างอารมณ์ ตำบลอีสาน จังหวัดบุรีรัมย์ ได้สูญเสียเจ้าอาวาสวัดไปอย่างไม่มีวันกลับ เพื่อลดความโศกเศร้าเสียใจของลูกศิษย์ลูกหาและเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า "โลกนี้เป็นเพียงละคร" เจ้าภาพจึงจัด "ลิเกกันตรึม" มาแสดง หลังเสร็จพิธีสวดอภิธรรมศพ ลานวัดก็เต็มไปด้วยผู้คนที่มารอชมการแสดงกันอย่างคับคั่ง

ธนบดี ถนอมเมือง เจ้าของคณะเล่าให้ฟังว่า

"ลิเกมีรากเหง้าการแสดงมาตั้งแต่สมัยปู่ย่า ตายายช่วยสร้างความเพลิดเพลิน ผ่อนคลายอารมณ์ และมีความเป็นกันเองกับผู้ชมจนเกิดเป็นความผูกพัน ต่างจากความบันเทิงสมัยนี้ที่สังเคราะห์ขึ้นมาให้เราแค่รู้สึกเท่านั้น ไร้อรรถรสทางอารมณ์ศิลป์"

"ลิเก" ปรากฏขึ้นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ ๕ จากพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของการ "สวดแขก" ของแขกเจ้าเซ็นเพื่อถวายพระพรแด่พระมหากษัตริย์ สู่ความบันเทิงของประชาชนในที่สุด ด้วยเนื้อหาเป็นการขอพรจากพระผู้เป็นเจ้าช่วยอำนวยให้เจ้าภาพและผู้มาร่วมงานสวัสดีมีชัย ทำให้การสวดนี้แพร่ขยายไปในหมู่เจ้านายนำไปสวดในโอกาสพิเศษต่างๆ ตั้งแต่งานมงคลจนถึงงานศพ และด้วยนิสัยรักสนุกของคนไทยจึงคลี่คลายจากบทสวดในพิธีกรรมสู่ศิลปะการแสดงที่มีเครื่องเสียงบรรเลงเพลงประกอบฉาก และเมื่อเป็นที่นิยมมากขึ้นจึงมีผู้พัฒนาต่อยอด โดย พระยาเพชรปาณี (ตรี) ได้สร้างโรงลิเกถาวรขึ้นเป็นแห่งแรกในบริเวณบ้านของท่านที่ย่านบ้านบาตรใกล้ป้อมมหากาฬ (ซอยพระยาเพชรในปัจจุบัน)

ศูนย์อนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้าน บ้านบุ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นทั้งบ้านพักและสำนักงานของคณะลิเกกล้วยหอมบรรจงศิลป์ เดิมทีเมื่อปี ๒๕๔๔ เป็นเพียงคณะดนตรีพื้นบ้าน (กันตรึม) เท่านั้น แต่รายได้จากงานพิธีกรรมต่างๆไม่พอใช้เลี้ยงคณะ คุณธนบดีจึงมีแนวคิดนำลิเกมาผสมผสานเข้ากับการแสดงกันตรึมหรือลิเกประยุกต์ โดยเชิญครูลิเกจากจังหวัดสุรินทร์มาสอนให้กับนักแสดงพื้นบ้าน ปรากฏว่าลิเกกันตรึมที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาวบุรีรัมย์สร้างกระแสนิยมได้อย่างรวดเร็วและถูกใจเจ้าภาพเป็นจำนวนมาก

"เรามีคิวงานแสดงกว่า ๒๐๐ ครั้งต่อปีในพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนใหญ่เป็นงานวัด งานศพ งานบวช งานงิ้ว และงานกาชาด เราไม่รับเฉพาะงานแต่งงานเท่านั้น เพราะเป็นข้อห้ามของครู และอีกอย่างทางเจ้าภาพเองก็คงไม่อยากให้คู่บ่าวสาวต้องมานั่งดูฉากตบตีกันบนเวทีหรอก" (หัวเราะ)

คณะลิเกของคุณธนบดีมุ่งการแสดงไปที่ "ภาพชีวิต" ของชาวอีสานชายขอบอย่างกลมกลืนกับวัฒนธรรมสมัยนิยมมากกว่าลิเกแบบดั้งเดิม ความพร้อมของเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านช่วยให้ก้าวกระโดดจากการ "รับจ้าง" สู่การมี "วิกถาวร" และต่อยอดเป็นศูนย์อนุรักษ์ดนตรีพื้นบ้านในที่สุด ด้วยความหวังให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมดนตรีพื้นบ้าน และใช้ฝึกนักแสดงลิเกหน้าใหม่ที่หลงใหลลีลาการร่ายรำ โดยมีค่าตัวเป็นแรงจูงใจและเพิ่มมากขึ้นหากถูกใจแม่ยก แต่การจะเป็นศิลปินทรงเครื่องที่ชำนาญทั้งการร้องรำทำเพลงและด้นสดได้นั้น ไม่ง่ายนัก แต่ว่าก็ไม่ยากจนเกินไป

"การถ่ายทอดการแสดงต้องเริ่มจากฝึกดัดตัว ดัดมือ ก่อน จากนั้นจึงมาเรียนร้อง ฟ้อนรำ และเล่นเครื่องดนตรีไทย เพื่อดูว่าเขามีคุณสมบัติเหมาะที่จะเล่นบทอะไร หรือควรจะไปเล่นดนตรี ทั้งนี้ก็เพื่อให้เล่นได้ทุกบทบาท ในช่วงระยะเวลา ๑ ปี เขาจะได้แสดงจริงเพื่อหาประสบการณ์ด้วย จากนั้นเราจะประเมินว่าคนคนนั้นควรจะอยู่หรือควรไปทำอาชีพอื่น"

โดยภาพรวมแล้ว "แม่บทลิเก" จะเน้นเครื่องทรงสวย ท่ารำงามเป็นหลัก แต่นานวันเข้าเหลี่ยมเข่าและปลายมือก็ผิดท่าผิดทางไปบ้าง ดังนั้น เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษาจึงมีพิธีไหว้ครู โดยครูลิเกจะช่วยปรับมือ ตีแขนศิษย์ให้ยังอยู่ในกรอบแม่บทลิเกโบราณอันเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่กระนั้น คณะลิเกกล้วยหอมบรรจงศิลป์กลับไม่เน้นความเป็นเลิศในทางรำมากนัก แต่เน้นที่ความโอ่อ่าของเครื่องแต่งกาย ความตลก รวดเร็ว และปฏิภาณในเชิงกลอน โดยเฉพาะการด้นสดละครพื้นบ้านผสมผสานกับเพลงฮิต เช่น เพลง "ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน" เรียกได้ว่า ถนัดแสดงลิเกลูกบท หรือลิเกภูธรที่มีลูกเล่นมากกว่าท่ารำ

เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการแสดงลิเกก็คือ ชุดลิเกที่โดดเด่นอลังการ พระเอกจะใส่ชุดอย่างเจ้าชายสวมมงกุฎมีคาดหน้า ปักขนนก ติดทับทรวง และปิ่นปักผมดูโอ่อ่าสมฐานะแห่งเจ้า นางเอกจะรำกรีดกรายสวมใส่หัวมอญ สร้อย และกำไลรัดแขน ส่วนนางร้ายและตัวโกงก็จะใส่ชุดให้ดูร้ายตั้งแต่ย่างกรายออกมาหน้าเวที

แต่ปัจจุบันการแต่งกายได้ผสมผสานเข้ากับการแสดงที่ขยับขยายมากขึ้น ดูหรูหรา และแตกต่างไปจากเดิม เช่น ตัวโจ๊กไม่นำถุงเท้ามาผูกเป็นเน็คไท หรือเอาผ้าขาวม้ามาคลุมเป็นผีอีกแล้ว แต่จะแต่งองค์ทรงเครื่องทาคิ้วเขียนปากเหมือนตัวตลกอินเดียหรือรัสเซียเลยทีเดียว แต่ก็ยังคงด้นสดด้วยการนำวัสดุใกล้มือขณะนั้นมาทำเป็นดาบหรือเป็นพัดเช่นเคย ราคาชุดลิเกชายขั้นต่ำอยู่ที่ชุดละหมื่นกว่าบาท และถูกลงสำหรับชุดลิเกหญิง ถึงจะดูไม่สมดุลนักกับค่าจ้าง แต่มีข้อดีที่ใช้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้ บางคนเลือกที่จะตัดชุดใหม่ แต่ยังใช้เครื่องเพชรจากชุดเดิม ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มากสำหรับอาชีพที่ยังต้องรอการจ้างงาน

"ค่าจ้างคณะลิเกในภาคอีสานอยู่ที่หกหมื่นถึงเจ็ดหมื่นบาทต่องาน เป็นค่าจุนเจือคณะ ถ้าเกิดมีฝนตกลงมาหรือวัยรุ่นทะเลาะกันจนไม่สามารถแสดงต่อได้เจ้าภาพก็ยังต้องจ่ายเต็มอยู่ดี ทุกวันนี้คณะลิเกแต่ละแห่งมีแนวทางที่แตกต่างกัน ซึ่งก็ถือว่าดีสำหรับเจ้าภาพจะได้มีตัวเลือกมากขึ้น เราจึงต้องพัฒนาตัวเองให้มากขึ้นทั้งมิติการแสดงบนเวทีและเอาใจคนดู" โต้โผคณะกล่าวแล้วไหว้ครู จากนั้นจึงไป "ออกแขก" หน้าเวที

หน้าเวทีลิเกภายในวัดสว่างอารมณ์ ผู้คนต่างปูเสื่อจับจองที่นั่งรอชมการแสดงอยู่ บางคนใช้หนังสือพิมพ์ปูนั่ง หรือง่ายกว่านั้นก็ใช้รองเท้าแตะ ไฟสปอร์ตไลท์ส่องเวทีที่วิจิตรงดงามด้วยภาพวาดเขาพนมรุ้งเป็นฉากหลัง มีบัลลังก์อยู่ด้านหน้า บอกเล่าเรื่องราวละครพันทางไทยจักรๆวงศ์ๆได้เป็นอย่างดี นักแสดงแต่งกายสีสันฉูดฉาดรำเบิกโรงอย่างอ่อนช้อย ก่อนจะมาถึงฉากสู้รบ บทตลกขบขัน รวมถึงตีชิงกันอย่างถึงพริกถึงขิง สร้างความสนุกเร้าใจแก่ผู้ชมจนส่งเสียงหัวเราะและโห่แซวอย่างครื้นเครง

"เราออกโรงแสดงตั้งแต่สามทุ่มไปจนถึงตีสี่ครับ แม้จะเหลือคนดูไม่มากเราก็ยังแสดง เรื่องที่แสดงมีทั้งเรื่องทางวรรณคดีและเรื่องที่แต่งขึ้นเองตามยุคสมัย โดยเจ้าภาพเป็นผู้เลือก" คุณธนบดีกล่าว

ชายสูงวัยคนหนึ่งสวมชุดตำรวจเก่าๆ นั่งชมการแสดงอยู่คนเดียวอย่างไม่สนสายตาใคร อาจเป็นเพราะภาพตรงหน้ามีอิทธิพลต่อสำนึกอดีตของเขาในยุคที่ลิเกกำลังเฟื่องฟูก็เป็นได้ ในขณะที่นักแสดงหลายคนเป็นสาวประเภทสอง ซึ่งไม่ว่าจะแต่งตัวสวย เล่นเรื่องดี มีความสามารถเพียงใดก็ตาม ก็ยังดูแปลกตาอยู่ดี แต่นี่คือลักษณะพิเศษที่ผู้ชมได้มองผ่านการแสดงหน้าเวทีเข้าไปถึง "การแสดงของชีวิต" ที่อยู่เบื้องหลัง กล่าวคือ ผู้ชมไม่ได้มองแค่บทบาทการแสดงเท่านั้น หากแต่มองไปถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในชีวิตจริงของลูกหลานที่กำลังแสดงบทบาทนั้นอยู่ และด้วยเหตุนี้เอง ลิเกกันตรึมจึงยังครองใจผู้ชมในท้องถิ่นได้อย่างเหนียวแน่น

ปัจจุบันแม้การแสดงลิเกจะกลายเป็นเส้นคั่นระหว่าง "ความทันสมัย ความเป็นไทย และสัญลักษณ์ของอดีต" กระนั้นก็ยังได้รับความนิยมจากกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า แฟนประจำ เนื่องเพราะลิเกได้หยั่งรากความนิยมไปสู่ชาวบ้านร้านตลาดมาเป็นเวลานานแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดจากอัตลักษณ์ของแต่ละคณะนั่นเอง จึงทำให้ลิเกยังพอมีที่ยืนอยู่บ้างในยุคการแข่งขันของโลกบันเทิงในศตวรรษที่ ๒๑ ที่เทคโนโลยีสรรค์สร้างได้ดั่งมีเวทมนตร์ และรอผู้มองเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมของชาติอย่างลิเกให้ได้ออกไปยืนบนเวทีที่เปิดกว้างมากขึ้น