พัชรวรรณ หุตะเศรณี

รองนางสาวไทยหัวใจ "ไทย"
ศิลปบันเทิง

"นางงาม" คือตำแหน่งทรงคุณค่า ที่ผู้หญิงหลายคนใฝ่ฝันถึง นอกจากเป็นการการันตีความงามทั้งภายนอกและภายใน ตำแหน่งนางงามในหลายเวทียังหมายถึงการได้รับบทบาทหน้าที่ "ทูตวัฒนธรรม" แต่สำหรับ พัชรวรรณ หุตะเศรณี หรือออน รองนางสาวไทยอันดับ ๓ ประจำปี ๒๕๕๗ เธอทำหน้าที่นี้ตั้งแต่ก่อนได้รับตำแหน่ง ขณะดำรงตำแหน่ง และแม้จะสิ้นสุดการดำรงตำแหน่งแล้วก็ตาม

"ออนได้ตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับที่ ๓ ประจำปี ๒๕๕๗ ช่วงปีที่ผ่านมาก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ ภารกิจของคณะนางสาวไทย เป็นทูตวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว แล้วก็เรียนไปด้วย ตอนนี้ออนเรียนอยู่ชั้นปีที่ ๕ คณะศิลปศึกษา สาขานาฏศิลป์ไทยศึกษา สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงฝึกสอน ก็ใกล้จบแล้วค่ะ"

ออนมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนางสาวไทยตั้งแต่ยังเด็ก เช่นเดียวกับที่ชื่นชมและชื่นชอบศิลปวัฒนธรรมไทย ทำให้สาวน้อยเลือกและผ่านการคัดเลือกเข้ามาศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาที่โดดเด่น และมีชื่อเสียงด้านศิลปวัฒนธรรม อย่างสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พร้อมๆกับการทำตามฝัน คือมุ่งหน้าสู่การประกวด

"ออนใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนางสาวไทย เวลาอาจารย์ให้เขียนประวัติ เขียนว่าความฝันอยากเป็นอะไร เราก็จะบอกว่าอยากเป็นนางสาวไทย ก่อนหน้านี้ออนก็มีประกวดที่เวทีอื่นมาบ้างค่ะ เคยประกวดนางสงกรานต์แห่งประเทศไทย ที่ช่อง ๓ จัด ตอนนั้นได้รางวัลงามอย่างไทย แล้วก็ได้รองชนะเลิศอันดับที่ ๒ แล้วก็มาประกวดนางสาวไทย ครั้งแรกออนประกวดปี ๒๕๕๖ ติดตัวสำรอง เราก็มีแรงบันดาลใจว่าปีหน้าเราต้องทำให้ได้ ปีหน้าเราต้องเข้ารอบ ก็เลยกลับมาประกวดอีกครั้งหนึ่ง"

"นางสาวไทย" เป็นความฝันของหญิงสาวหลายคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำให้ความฝันเป็นจริง ออนได้ตำแหน่งนี้มาด้วยความมุ่งมั่น ความสามารถ และความเป็นตัวของตัวเอง

"ออนคิดว่าสิ่งที่ทำให้เราได้รับเลือก คือความเป็นตัวของตัวเองค่ะ แล้วออนก็ชอบศิลปวัฒนธรรมไทย ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่ตรงกับแนวคิดของกองประกวดด้วย"

ศิลปะการแสดงที่เป็นศิลปวัฒนธรรมไทย อยู่ในความรักและความฝันของออนมาโดยตลอด และเป็นส่วนหนึ่งที่บ่มเพาะให้เธอเป็นตัวเธออย่างทุกวันนี้

"ออนสนใจนาฏศิลป์ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ ตอนนั้นเห็นรุ่นพี่ใส่ชุดไทย จำไม่ได้ว่า ชั้นประถมอะไร เราอยากใส่บ้าง เพราะมีความรู้สึกว่ามันสวย ก็เริ่มไปเรียนตั้งแต่ประถม แล้วก็ไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป เรียนต่อเนื่องมาจนปริญญาตรี พ่อแม่ก็สนับสนุนเต็มที่ แล้วก็เลือกเรียนศิลปศึกษาจบมาก็จะได้วุฒิครู อีกหนึ่งความฝันของออนก็คืออยากเป็นครูด้วย บั้นปลายชีวิตคืออยากเป็นครู"

ออนไม่ใช่เพียงคนที่รำได้ แต่ความสามารถด้านนี้ของเธออยู่ในระดับดีมาก จนทำให้ได้รับเลือกให้ไปแสดงที่ต่างประเทศหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งรองนางสาวไทยอันดับ ๓ ความสามารถทั้งหมด ได้มาจากการเรียนรู้ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และครูผู้ประสาทหลายท่าน ทั้งจากการเรียนและการทำงาน

"ความสามารถที่เรามี เราได้มาจากการเรียนที่สถาบันทุกอย่างเลยค่ะ เราก็เอามาปรับใช้ แล้วสิ่งที่ได้จากข้างนอกก็คือประสบการณ์ ความคล่องความไวที่ได้รับมาจากที่ต่างๆ ที่ได้ไป ทั้งในและต่างประเทศ อย่างในประเทศออนก็มีโอกาสได้ไปแสดงในหลายๆงาน ได้ไปโชว์ที่งานทำเนียบให้เอกอัครราชทูตจากหลายๆประเทศดู งานต่างประเทศก็ได้ไปกับทั้งสถาบัน และคณะการแสดงอื่นบ้าง ไปอังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย จีน สวีเดน เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เอสโตเนีย นอร์เวย์ค่ะ"

ความโดดเด่นดังกล่าวทำให้เธอมีรางวัลการันตีมากกว่าการเป็นนางสาวไทย นั่นคือการได้รับคัดเลือกให้เป็นเยาวชนดีเด่นประกายเพชร จากกรุงเทพมหานครด้วย

ออนเลือกเรียนและทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ในที่ที่ตัวเองรัก ด้วยเหตุผลที่ให้เกียรติความเป็นไทยในแบบของเธอ

"สำหรับออนแล้ว ต้องเป็นเวทีนางสาวไทย เพราะเวทีนี้เป็นเวทีอันทรงเกียรติ คือเป็นเวทีแรกของประเทศไทย ออนเลยมีความรู้สึกว่าถ้าเราได้ตำแหน่งนี้เราจะมีความภาคภูมิใจจากเวทีนี้มาก เพราะว่าเป็นเวทีที่เหมือนเป็นตำนานของประเทศไทย ในการประกวดออนได้ใช้ความสามารถด้านการแสดงที่เรามี พอได้ตำแหน่งแล้วเราก็ได้ใช้ตรงนี้ในการที่จะช่วยคิด ช่วยสอน เวลาที่คณะนางสาวไทยไปโชว์ตามที่ต่างๆ ช่วยดูช่วยคิดว่าจะเอาโชว์แบบไหนดี"

ออนเป็นนักแสดงนาฏศิลป์ที่มีความสามารถโดดเด่น ขณะเดียวกันก็มีตำแหน่ง "รองนางสาวไทยอันดับ ๓" การันตีความงามอย่างทรงคุณค่า หากสาวน้อยยังเป็น "ออน" คนเดิม ที่ทำทุกบทบาทเต็มที่ในแบบของตนเอง

"พอเราได้ตำแหน่งแล้วก็มีคนรู้จักมากขึ้น ไม่ค่อยมีเวลาว่าง เพราะต้องไปปฏิบัติงานแทบทุกวันเลย แต่เราก็ไม่ทิ้งงานแสดง ถ้าเรามีเวลาเราก็ยังไปแสดงตามงานที่ได้รับมอบหมาย ที่เราได้รับโอกาสมา เวลาไปโชว์สิ่งที่ออนคิดก็คือ ต้องทำความเข้าใจว่า ไปแสดงในนามสถาบันกับไปปฏิบัติหน้าที่มันต่างกัน ไปโชว์คือเราไปเป็นนักแสดง ปฏิบัติหน้าที่เราไปในฐานะนางงาม คนละอย่างกันอยู่แล้ว สำหรับออนแล้ว เราได้ตำแหน่งแต่เราก็ยังอยากไปแสดง อยากทำตรงนี้ เพราะมันเป็นตัวเรา เป็นสิ่งที่เราเรียนมา แล้วก็เป็นสิ่งที่ดีด้วยค่ะ"

เสน่ห์ของสาวงามคือความงามและความดี ส่วนเสน่ห์ของศิลปวัฒนธรรมไทยที่ทำให้สาวงามอย่างออนหลงรัก คือความดีและความงาม

"เสน่ห์ของนาฏศิลป์ไทยก็คือความเป็นไทย ความเป็นไทยที่น่าค้นหา บางคนอาจจะมองว่าน่าเบื่อ แต่ถ้าลองมาศึกษาเรียนรู้จริงๆ จะทำให้รู้สึกอยากรู้ว่ามันคืออะไร นาฏศิลป์ไทยมันมีเยอะมาก อย่างสถาบันที่ออนเรียน นอกจากเรียนรำ เรียนโขน มีร้องเพลงไทย เพลงสากล ดนตรีไทย ดนตรีสากล ว่าง่ายๆคือรวมทุกแขนงของศิลปะ สำหรับออนศิลปะเป็นสิ่งที่สวยงามอยู่แล้ว และยิ่งเป็นศิลปะการแสดงของไทย อยากให้ทุกคนมองว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของประเทศเรา อยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของความงาม ความมีคุณค่า ปัจจุบันมีศิลปวัฒนธรรมจากต่างประเทศเข้ามาเยอะ คนไทยเองก็สนใจมากขึ้น ก็ไม่อยากให้ลืมว่ารากเหง้าของเราคืออะไร เวลาออนไปแสดงต่างประเทศ สิ่งที่เห็นได้คือต่างชาติเขาชอบการแสดงของไทย สนใจประเทศไทย รู้สึกภูมิใจ ดีใจที่เขาให้ความสำคัญ"

เวทีนางงาม และตำแน่งนางงามในสายตาหลายคน คือใบเบิกทางเข้าสู่วงการบันเทิง แต่สำหรับออน สิ่งที่จะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นนั้นล้วนเป็นโอกาส แต่สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นแล้วคือการได้รับการยอมรับให้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหญิงไทยซึ่งจะเผยแพร่ความงามทั้งภายนอกและภายในให้คนรู้

"คุณค่าความงามในแบบไทยของออนคือความสวย สวยที่หน้าตาแล้วก็ต้องสวยที่จิตใจด้วย ส่วนคุณค่าของเวทีการประกวดคือเป็นการเติมเต็มความฝัน ออนไม่ได้มองว่าการมาประกวดคือการมาเป็นดารา คือเราอยากมาประกวด เราอยากได้ตำแหน่ง ส่วนโอกาสต่างๆมันเป็นผลพลอยได้ ถ้าเกิดอยากมาประกวดจริงๆก็มาเถอะ ไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้รางวัล ต้องถามตัวเองว่าอยากมาประกวด หรืออยากเป็นดารา ถ้าอยากเป็นดาราก็ไปเป็นดารา ถ้าอยากประกวดมีตำแหน่งก็ให้มา อย่างออนเองอยากเป็นนางงามออนก็มา ส่วนการเป็นดารามันคือโอกาสที่อาจจะได้หรือไม่ได้ก็ได้ค่ะ"

พัชรวรรณ หุตะเศรณี ยิ้มหวานตอบถึงคำถามเกี่ยวกับเป้าหมายในวงการบันเทิงของเธอในอนาคต บทบาท "ดารา" เป็นเรื่องของโอกาส แต่บทบาทของความงามและความสามารถ การทำหน้าที่ของเธอทั้งในฐานะ "คณะนางสาวไทย" และ "นักแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย" ยืนยันความดีงามเหล่านั้นได้ดีแล้ว