พระราชกรณียกิจด้านการศึกษา “สัญญาณเบิกฟ้าใหม่แก่ประชาชน”

๗๐ ปี แห่งพระบารมีปกเกล้าฯ

ในช่วงแรกของการขึ้นครองราชย์ นอกจากพระราชภารกิจด้านการพัฒนาแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความสนพระทัยด้านการศึกษาของประชาชนอย่างมาก โดยทรงก่อตั้งทุนภูมิพลขึ้นเมื่อ พ.. ๒๔๙๕ เพื่อสนับสนุนการศึกษาของชาติ

เริ่มดำเนินการเป็นกองทุนครั้งแรกจากรายได้ในการจัดฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์เป็นเงินจำนวนสองแสนบาท พระราชทานให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งละหนึ่งแสนบาท เพื่อเก็บดอกผลให้เป็นทุนการศึกษาแก่นิสิตนักศึกษา ซึ่งต่อมาได้พระราชทานทุนนี้แก่สถาบันการศึกษาหลายแห่งทั่วประเทศ

วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งทุนอานันทมหิดลเพื่อให้โอกาสนักศึกษาที่มีความสามารถยอดเยี่ยมไปศึกษาวิชาชั้นสูงในต่างประเทศ โดยเมื่อแรกเริ่มให้ทุนเฉพาะนักศึกษาแผนกวิชาแพทยศาสตร์ แต่เนื่องจากทรงตระหนักว่า การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและการพัฒนาประเทศ จำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญวิชาชั้นสูงสาขาวิชาการต่างๆ จึงทรงพระราชดำริที่จะส่งเสริมและสนับสนุนให้นักศึกษาผู้แสดงความสามารถยอดเยี่ยมได้มีโอกาสไปศึกษาหาความรู้ให้ถึงขั้นสูงสุดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยทรงพระราชดำริว่า เมื่อได้ศึกษาถึงขั้นสูงสุดแล้วจะเห็นว่าศาสตร์ต่างๆ มีความสัมพันธ์กัน และสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์และประเทศชาติได้ จึงได้ขยายการพระราชทานทุนอานันทมหิดลให้แก่นักศึกษาแผนกวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ อักษรศาสตร์ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และโบราณคดี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กองทุนอานันทมหิดลเป็นมูลนิธิอานันทมหิดล เมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๒ เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ในสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานสัมภาษณ์แก่นิตยสาร National Geographic ฉบับเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ในบทความเรื่อง Thailand’s Working Monarch ความตอนหนึ่งว่า

... “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระเชษฐาของข้าพเจ้ายังทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ไม่มากนัก ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามเป็นช่วงเวลาที่ลำบากยากเข็ญ แต่พระองค์ก็ได้ทรงวางมาตรฐานของความเป็นพระมหากษัตริย์ในยุคใหม่โดยไม่รู้พระองค์เสียด้วยซ้ำ มวลพสกนิกรต่างเฝ้ารอคอยพระประมุข เมื่อเสด็จสวรรคตพระชนมพรรษาเพียง ๒๐ พรรษา ยังทรงพระเยาว์และมีพระอนาคตอันสดใส ที่ว่า ‘ยุคใหม่’ ก็เพราะว่าในสมัยก่อนๆ นั้น พระมหากษัตริย์มิได้ทรงเปิดเผยพระองค์มากนัก พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลจึงเสมือนหนึ่งได้พระราชทานสัญญาณเบิกฟ้าใหม่แก่ประชาชน แต่พระองค์ก็เสด็จจากไปเสียอีก”

ทุนอานันทมหิดลไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการเรียน แต่ให้ผู้ได้รับทุนเรียนต่อถึงขั้นสูงสุดตามกำลังความสามารถโดยไม่มีข้อผูกพัน ผู้ที่ได้รับทุนจึงไม่ต้องกลับมาทำงานชดใช้หนี้เหมือนกับทุนอื่นๆ จึงเป็นที่น่ายินดีว่า ผู้ที่ได้รับทุนล้วนสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ตั้งใจเล่าเรียนแสวงหาความรู้อย่างเต็มที่และส่วนใหญ่ได้กลับมาทำประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง

(ข้อมูลจากหนังสือ “เอกกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ)