Postcard Cube นำความเป็นไทยใส่หุ่นกระดาษ

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

เป็นเพราะอยากได้ของฝากรูปแบบแปลกใหม่ให้แก่เพื่อนชาวต่างชาติ สามหนุ่มตระกูล "เกตุประภากร" จึงเกิดไอเดียจับโปสการ์ดหน้าตาธรรมดาๆมาแปลงโฉมให้กลายเป็นโปสการ์ดหุ่นกระดาษ ๓ มิติ ที่ไม่ใช่เพียงแค่จับต้องเล่นได้ แต่ยังตั้งใจสื่อความเป็นไทยออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนด้วย

"Postcard Cube" เป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือกันของสามพี่น้อง พงศกร-ธฤต-ณัฐสรณ์ เกตุประภากร ตั้งแต่ที่พวกเขายังเรียนหนังสือกันอยู่ ก่อนจะขยับขยายกลายเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดภายในเวลาไม่กี่ปี พร้อมกันนั้นยังได้รับรางวัลการันตีอีกมากมาย อาทิ รางวัลนวัตกรรมดีเด่น โดย คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รางวัล DEmark Award กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รางวัลโครงการ I2P Contest 2013 นวัตกรรมความคิดสู่ผลิตภัณฑ์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับสำนักบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรางวัล SME Thailand in Award สาขาพาณิชยศิลป์

"จุดเริ่มต้นมาจากตอนที่น้องชาย (เก็ต-ธฤต) ได้ทุนไปเรียนต่อด้านการออกแบบที่ประเทศแคนาดา เขาได้ไปเจอเพื่อนชาวต่างชาติซึ่งอยากรู้จักว่าประเทศไทยเป็นอย่างไรก็เลยพยายามอธิบายและหาของฝากจากเมืองไทยไปให้ เช่น เครื่องเบญจรงค์ ตุ๊กตา แต่มันหนักและแตกหักง่ายจึงเปลี่ยนมาเป็นโปสการ์ด ซึ่งช่วงแรกเขาแฮปปี้นะครับกับสิ่งที่เราให้ แต่พอได้ไปแล้ว เขาก็เอาไปเก็บไว้ในลิ้นชัก เราเลยมาช่วยกันคิดสร้างนวัตกรรมใหม่ว่า ทำอย่างไรให้โปสการ์ดสามารถนำมาตัดและพับประกอบเป็นหุ่นกระดาษเอามาวางตั้งบนโต๊ะได้" ก๊อต-พงศกร พี่ชายคนโต ผู้รับผิดชอบด้านการตลาด กล่าวเปิดประเด็น ก่อนให้น้องชายคนที่สองซึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์นี้มาตั้งแต่ต้นจนปัจจุบันรับช่วงต่อ

"ผมเป็นคนชอบสะสมโปสการ์ดอยู่แล้ว เพราะมีน้ำหนักเบาและผู้ส่งกับผู้รับสามารถส่งข้อความถึงกันได้เลยคิดว่า ถ้าจะหาของที่ระลึกสักชิ้นให้เพื่อนชาวต่างชาติอยากได้เป็นพวกงานออกแบบที่ในเมืองไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน เริ่มแรกผมทำเป็นงานวาดมือทีละใบและเลือกใช้เป็นรูปตัวละครในเรื่องรามเกียรติ์ เพราะว่ามีโอกาสไปดูงานแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ รู้สึกว่านี่คือความเป็นไทยและเราอยากจะมีส่วนช่วยเผยแพร่ ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก พอเขาได้ไปแล้วจะเอามาตัดประกอบโชว์ให้เราดูด้วย จึงเอาเรื่องนี้มาคุยกับพี่ชายว่าเราน่าจะต่อยอดทำอะไรต่อไปได้อีก"

ก๊อตเล่าว่าในตอนนั้นทุกคนต่างยังมีภาระเรื่องเรียนอยู่ แถมอยู่คนละประเทศกันเสียด้วย แต่ด้วยความน่าสนใจของแนวคิดจึงได้ให้ นัท-ณัฐสรณ์ น้องชายคนเล็กซึ่งศึกษาด้านการเงินที่มหาวิทยาลัยมหิดล และปัจจุบันก็รับผิดชอบงานด้านนี้อยู่ลองทำแผนธุรกิจขึ้นมาจนได้รูปแบบการบริหารงานที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอายุยังน้อย และความคิดที่แปลกใหม่เสียจนคนรอบข้างยังนึกภาพตามไม่ออก การเริ่มต้นทำธุรกิจของสามหนุ่มจึงไม่ค่อยได้รับเสียงสนับสนุนมากนัก แต่พวกเขาก็ไม่ท้อ

"โชคดีที่เรามีกันสามพี่น้อง เราพยายามเข้มแข็งและกระจายงานจนสร้างทีมขึ้นมาได้ เฉพาะงานชุดรามเกียรติ์ เราใช้เวลาศึกษาวิจัยจากภาพจิตรกรรมฝาผนังและทดลองทำอยู่ประมาณ ๑ ปี โดยความตั้งใจออกแบบชิ้นงานให้ง่ายสำหรับทุกคนในการตัดพับจึงพยายามทำให้มีส่วนประกอบน้อยที่สุด มีความร่วมสมัย แต่ยังคงความสวยงาม มีลักษณะที่ถูกต้องตรงตามวรรณคดี และมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวหุ่นทั้งภาษาไทยและอังกฤษให้อ่านด้วยเพื่อที่อย่างน้อยอยากให้โปสการ์ดนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนสนใจอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของไทยมากขึ้น แต่ตอนนั้นเรายังเป็นแค่นักศึกษา การจะหาทุนเป็นแสนเป็นล้านทำไม่ได้แน่นอนแต่ก็ไม่อยากรบกวนพ่อแม่จึงคิดหาผู้สนับสนุน เราเริ่มต้นกันที่เงิน ๖ บาทกับกระดาษ ๕ แผ่นในการเขียนโครงการขอทุนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ให้เงินทุนก้อนแรกมา ๕๐,๐๐๐ หลังจากนั้นก็ค่อยๆขยายโครงการเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันเราบริหารงานที่เงินจำนวน ๘ หลัก ถือเป็นอัตราการขยายตัวที่เราพึงพอใจ และคาดหวังจะเติบโตไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รับทราบถึงวัฒนธรรมไทยมากขึ้น" ก๊อตกล่าว

โปสการ์ดหุ่นกระดาษแต่ละตัวถูกออกแบบมาอย่างดีและพิถีพิถันมาก โดยนอกจากเรื่องของข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครที่ต้องถูกต้องที่สุดแล้ว คนออกแบบยังเลือกใช้วัสดุเป็นกระดาษอาร์ตพิเศษซึ่งมีความทนทานกว่ากระดาษทั่วไป ที่สำคัญเวลาพับจะไม่มีรอยแตก ทั้งยังมีการเคลือบลามิเนตกันน้ำ และเพิ่มมิติให้ตัวหุ่น เช่น ทำดวงตาให้ดูแวววาวด้วยการพิมพ์สปอตยูวี

ปัจจุบันมีโปสการ์ดหุ่นกระดาษออกมาแล้ว ๒ ชุด ได้แก่ ชุดรามเกียรติ์ ประกอบด้วย ทศกัณฐ์ หนุมาน พระราม นางสีดา และ ชุดหิมพานต์ นำเสนอในรูปหมู่ช้างตามวรรณคดี ประกอบด้วย มงคลหัตถี บัณฑรหัตถี ฉันทะหัตถี เหมะหัตถี โดยทั้งหมดมีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปกว่า ๕๐๐ สาขาทั่วประเทศ รวมถึงทางออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊คและอินสตาแกรมในราคาใบละ ๑๒๙ บาท หรือ ๔.๔๙ ดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้แล้วยังมีผลงานที่จัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะให้แก่หน่วยงานต่างๆ อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม จำนวน ๘ แบบ จำหน่ายที่พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ ชุดช้าง ให้แก่องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เพื่อหาทุนช่วยเหลือในโครงการอนุรักษ์ช้าง เป็นต้น

"ครั้งหนึ่งเราเคยทำหุ่นกระดาษทศกัณฐ์และหนุมานขนาดเท่าตัวจริงไปโชว์ในงานโขนเฉลิมพระเกียรติ ทุกคนชอบมาก แห่กันมาถ่ายรูป เด็กๆกระโดดกอด มุดเข้าไปเล่นข้างใน พอจบงานทศกัณฐ์ดูเหมือนโดนรุมทำร้ายมาเลย (หัวเราะ) และในงานเดียวกันเรายังได้ทำโปสการ์ดชุดรามเกียรติ์คอลเลคชั่นพิเศษซึ่งจะต่างจากชุดปกติ เช่น ตัวพระรามที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ และยังมีการเพิ่มตัวละครใหม่ๆทุกปีด้วย" ก๊อตเล่าด้วยความภาคภูมิใจว่าหลังจากงานนั้นทำให้มีอีกหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสนใจติดต่อขอให้นำหุ่นไปร่วมทำกิจกรรมด้วย ล่าสุดคือได้รับเกียรติให้นำหุ่นทศกัณฐ์ไปตั้งยืนต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ที่ด้านหน้าอาคารไทยพาวิลเลี่ยนในงานเวิลด์เอ็กซโปที่มิลาน

"เราเคยมีความฝันว่าภายใน ๑๐ ปี อยากจะมีหุ่นทศกัณฐ์ไปตั้งที่งานเวิลด์เอ็กซโป โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเขาจะไปจัดที่ไหน แต่กลายเป็นว่าตอนนี้ความฝันเราเป็นจริงเร็วขึ้นจาก ๑๐ เป็นแค่ ๒ ปีกว่าเท่านั้นเองก็ได้ไปวางที่อิตาลีแล้ว"

ก๊อตบอกว่าเขากับน้องๆ ได้คิดแผนงานล่วงหน้าเอาไว้ ๒-๓ ปีแล้ว โดยมีความตั้งใจหลักคืออยากให้โปสการ์ดหุ่นกระดาษนี้ทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรมที่สื่อความเป็นไทยออกไปให้คนทั้งโลกได้เห็น

"สมัยเรียนผมเคยเป็นประธานโครงการของสมาคม YMCA ดูแลในระดับภูมิภาคเอเชียทั้งหมด ทำให้เราได้เห็นว่า เรื่องของวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญ และถ้าประเทศไหนไม่มี ประเทศนั้นก็จะขาดเสน่ห์ไป ดังนั้น ถึงจะเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆตัวหนึ่ง แต่เราพยายามผลักดันเรื่องนี้มาตลอด โชคดีที่น้องๆ ขยันมากในการทำงานและขยายงานกันไม่หยุด ตัวผลงานเองก็ได้รับรางวัลเยอะมากทำให้สัมผัสได้ว่าสิ่งที่เราสร้างขึ้นมายังมีคนที่เห็นคุณค่าอยู่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องทำสิ่งที่ทำอยู่ให้ดีที่สุดเพื่อให้คนที่เขาเห็นคุณค่าและให้เกียรติเราได้เกิดมีความภูมิใจไปด้วย"

หาไม่ได้ง่ายๆ เลยกับเป็นโปสการ์ดที่ส่งถึงกันได้ทั้งความรัก ความคิดถึง และ ความเป็น "ไทย" ในใบเดียว