คติประจำใจ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ชีวิตมอบให้แก่การทำงาน

ชีวิตมอบให้แก่การทำงาน
สัมภาษณ์พิเศษ
ช่างภาพ: 

โดยปกติทั่วไป หากเป็นบุคคลอื่น ในวัย ๗๗ ปี ย่อมจะใช้ชีวิตอย่างสบายๆในบั้นปลาย บ้างอาจจะเดินทางท่องเที่ยวถ้าสุขภาพเอื้ออำนวย หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่กับครอบครัว ชื่นชมความสำเร็จของลูกหลาน เป็นกองหนุนแนวหลังให้แก่ชุมชนสังคม แต่สำหรับ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านมิได้ปฏิบัติตามครรลองแห่งวัยเช่นนั้น เหตุเพราะว่า การงานอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาคนและสังคมยังมากล้นเหลือคณา ท่านจึงเป็นผู้ที่อุทิศตน เสียสละให้แก่การงานเพื่อสังคมและประเทศชาติ อย่างไม่มีวันเกษียณอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับงาน เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา สนองงานเบื้องพระยุคลบาทอันเนื่องมาจากโครงการพระราชดำริต่างๆ และงานอื่นๆอีกมากมาย จึงถือได้ว่าท่านยังเป็นบุคคลทำงานในระดับแนวหน้าของสังคมไทย

"ตลอดชีวิตการทำงานจนถึงทุกวันนี้ ชีวิตผมไม่เคยลาพักร้อน ไม่รู้จัก นี่ขนาดเกษียณมานานแล้ว ก็ยังไม่รู้จักคำว่าเกษียณ ทำงานทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ต้องทำ...ก็ต้องไป ชีวิตไม่รู้จักคำว่าเสาร์อาทิตย์ ไม่รู้จักวันหยุด หรือปีใหม่ คือชีวิตมอบให้แก่การทำงานจริงๆ"

'อะไร' ที่หล่อหลอมให้ ดร.สุเมธ มีแนวคิดการทำงานที่ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของตนเองสำคัญไปกว่าประโยชน์สุขที่ผู้คนส่วนอื่นจะได้รับ

"คติประจำใจ...ทำไปเรื่อยๆ คำนี้ได้จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านเคยตรัสว่า หน้าที่ฉันก็ทำไปเรื่อยๆ พระเจ้าอยู่หัวท่านทรงใช้ระบบสังฆทาน ช่วยคนไปเรื่อยๆ สังฆทานเขาห้ามระบุจะถวายองค์ไหน ห้ามเลือก เจอองค์ไหนก็ถวายไป ผมก็เลยใช้หลักพระเจ้าอยู่หัว ทำไปเรื่อยๆ ตราบใดที่มีคนมาขอให้ช่วยก็จะช่วยกันไป ในหลวงจึงทรงเป็นเหมือนต้นแบบ"

นอกจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ถือเสมือนเป็น 'ต้นแบบ' แห่งชีวิต ความคิด และงานของ ดร.สุเมธแล้ว เบ้าหลอมจากครอบครัวก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน

ตามประวัติข้อมูล ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นบุตรของ อารีย์ ตันติเวชกุล (อดีต ส.ส.จังหวัดนครราชสีมา ๕ สมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และ ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล (ต้นเครื่องพระกระยาหารไทยในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน) ท่านเกิดที่จังหวัดเพชรบุรี ปี ๒๔๘๒ เกิดมาในตระกูลโบราณซึ่งปู่ย่าตาทวด ถวายงานมาโดยตลอด โดยเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าเมือง เป็นคหบดี ถือได้ว่ามีฐานะในระดับหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่ท่านได้รับมาตั้งแต่เด็ก คือไม่เคยรู้สึกเลยว่า คนใดรวย คนใดจน ชีวิตในวัยเด็กที่บ้านเรือนไทยโบราณตระกูลฝั่งมารดา ท่านผู้หญิงประสานสุข ตันติเวชกุล ความเป็นอยู่ก็เหมือนๆกันกับคนทั่วไป ปู่ย่าตาทวดใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่อย่างสมถะ ไม่ใช่ว่าคนรวยต้องอยู่แบบนี้ คนจนต้องอยู่แบบนั้น

"...เวลาคุณทวดพาไปตลาด ก็จะให้ยกมือไหว้แม่ค้า ก็ถูกเลี้ยงดูและโตขึ้นมาอย่างไม่ลืมตัว ถ่อมตน เพราะถือว่าทุกคนเท่าเทียมกันในสังคม"

กิจวัตรประจำวันในวัยเด็กอีกอย่างหนึ่ง ท่านเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาเล่าว่า

"ทุกเช้า คุณทวดจะปลุกให้ตื่นมาแต่เช้า เพื่อไปตักบาตรทุกวัน ต้องยืนตัก ขันตักบาตรสูงกว่าหน้าอกเสียอีก เพราะตอนนั้นอายุไม่กี่ขวบ และขันตักบาตรใบใหญ่เบ้อเริ่ม ซึ่งเพชรบุรียุคนั้น พระมารับบาตรตอนเช้าเป็นร้อยรูป ดังนั้น ช่วงวัยเด็กจึงอยู่ใกล้วัด ใกล้พระ...ที่บ้านทำบุญสุนทาน วันพระก็จะไปวัดเป็นประจำ ถือเป็นอีกเรื่องซึ่งติดนิสัยมาจนบัดนี้ จึงคิดว่าอะไรก็ตามที่ได้รับในวัยเด็กเป็นสิ่งสำคัญมาก

การอบรมบ่มนิสัยและสภาพแวดล้อมในช่วงระยะเวลาวัยเด็ก จึงเป็นสิ่งกำหนดหล่อหลอมนิสัยใจคอ ถึงแม้ตอนโตจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเกือบ ๒๐ ปี นิสัยที่ได้รับมาตั้งแต่เด็ก ก็ยังฝังแน่นอยู่ไม่เสื่อมคลาย"

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียน โดยเริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนสาธิตอนุบาลละอออุทิศ ครั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ จึงอพยพกลับไปอยู่เพชรบุรี จากนั้นเมื่อสงครามยุติ ก็กลับเข้ากรุงเทพฯ มาเรียนที่โรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ชั้นประถม ๑ เรียนได้เพียงปีเดียว ก็ต้องออกจากโรงเรียน เพราะร่างกายไม่แข็งแรง จึงมิได้ไปเรียนที่โรงเรียน ต้องเรียนอยู่ที่บ้าน โดยท่านผู้หญิงประสานสุขผู้เป็นมารดาจ้างครูมาสอนที่บ้าน สอนทุกวิชา จนกระทั่ง สอบเทียบผ่านชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ จึงไปสอบเข้าศึกษาต่อระดับชั้นมัธยม ๔-๕-๖ ที่โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย

ชีวิตนักเรียนประจำในแบบวชิราวุธ นอกจากเรื่องเรียนแล้ว ยังได้รับการฝึกให้มีระเบียบวินัยสูง ตลอดจนเล่นกีฬาและดนตรีครบเครื่อง สำหรับดนตรีที่ดร.สุเมธให้ความสนใจในช่วงเวลานั้น ก็คือ เครื่องดนตรีปี่สก๊อต ส่วนกีฬา ก็เลือกเล่นเทนนิส รักบี้ ฟุตบอล บาสเกตบอล เป็นต้น

"...ได้ยินท่านเจ้าคุณพระยาภะรตราชา (หม่อมหลวงทศทิศ อิศรเสนา) ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัยในขณะนั้นให้โอวาทว่า โรงเรียนนี้สอนให้เป็น 'ผู้ดี' ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจ นึกว่าต้องเป็นเจ้า ต้องเป็นลูกเศรษฐีอะไรทำนองนั้น แต่ท่านเจ้าคุณพระยาภะรตราชาอธิบายว่าไม่ใช่ หากแต่สอนให้เป็นผู้ดี คือ สุภาพบุรุษ (gentleman) ให้เป็นคนมีจิตใจนักกีฬา รู้รักสามัคคี อยู่เป็นหมู่เหล่า ให้อภัยคน ซึ่งต้องฝึกพร้อมไปด้วย เช่น เล่นรักบี้เป็นเกมกีฬาที่หนัก กระทบกระทั่งอย่างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา หากไม่มีจิตใจนักกีฬา ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ขาดสติแล้วละก็ แกล้งกันง่ายที่สุด กำลังสกรัมกันอยู่ชุลมุน อยากจะกระทืบหน้าใครไม่ใช่เรื่องยาก แต่เราก็ถูกฝึกไม่ให้ทำ นับว่าเป็นการอบรมที่มีค่ามาก และเป็นประโยชน์ในชีวิตในระยะต่อมามากๆ ดังนั้น การศึกษาอบรมไม่ได้เป็นเรื่องของวิชาความรู้อย่างเดียว ต้องมีการหล่อหลอมจิตใจไปพร้อมด้วย ถ้าหากว่ามีเบ้าหลอมไม่ดี คนมีความรู้อาจจะนำความรู้นั้นไปทำลายสังคม เป็นอันตรายกับคนรอบข้าง ดังนั้น เป็นคนเก่งคงไม่พอ แต่ต้องเป็น 'ฅนดี' ด้วย (ขอใช้ 'ฅ' จึงจะเป็นฅนที่สมบูรณ์) พัฒนาบ้านเมืองไปในทางที่สร้างสรรค์ สังคมก็จะเป็นสังคมที่เจริญ และสงบร่มเย็น มีสามัคคีธรรม"

ประสบการณ์จากโรงเรียนประจำ ยังมีข้อดีอีกประการหนึ่ง นั่นก็คือว่า

"...การอยู่ร่วมกันของคนหมู่มาก มาจากทุกสารทิศ มาจากทุกระดับ ซึ่งเป็นแบบจำลองของสังคมจริงๆนั่นเอง ดีก็มี เลวก็มี จิตใจเอื้อเฟื้อก็มี เห็นแก่ตัวก็มี ก็ต้องฝึกตนเองให้อยู่ร่วมกับสังคมที่หลากหลายนี้ให้ได้ ต้องรู้เท่าทัน บางครั้งต้องให้อภัย บางครั้งต้องต่อสู้ให้ตัวรอด พอออกมาอยู่ในชีวิตจริง จึงเผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างของโลกมนุษย์ได้อย่างดี"

เมื่อจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๖ ณ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ดร.สุเมธท่านก็ไปสอบชิงทุนของสถานทูตฝรั่งเศส เพื่อเรียนต่อในระดับไฮสกูล แต่ผลปรากฏว่าต้องไปเรียนที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งสมัยนั้นเวียดนามไม่สงบ มีสงครามรบกันหนักมาก จึงจำต้องโอนย้ายไปศึกษาต่อที่ลาว จนจบสาขาปรัชญา แล้วจากนั้นก็ได้เดินทางไกลไปศึกษาต่อด้านรัฐศาสตร์ ณ ประเทศฝรั่งเศส

ระหว่างที่กำลังศึกษาในระดับอุดมศึกษาในฝรั่งเศส ช่วงเวลาหนึ่งซึ่งตรงกับปิดภาคเรียน ดร.สุเมธจึงหาประสบการณ์ด้วยการไปสมัครเป็นผู้ใช้แรงงานที่โรงงานบรรจุน้ำ Evian ที่คนไทยรู้จักดี นับว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง อีกทั้งยังมีคุณค่าอย่างมาก

"...เวลาหยุดเทอม เขามักจะให้กรรมกรหยุดพักร้อน และรับนักศึกษาเข้ามาทำงานแทน พอเขารับเข้าทำงานก็พักด้วยกัน ๔ คน ในคอนเทนเนอร์ มีเตียง ๒ ชั้น ๒ ด้าน และตู้เหล็กใส่เสื้อผ้า ทำงานกะเช้า ตีห้าถึงบ่ายโมงตรง ผมก็ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ นั่งรถบัสของโรงงานไป ทานข้าวเช้าเสร็จ ก็ลงมือทำงานตัวเป็นเกลียว งานง่ายๆ แต่เหนื่อยหูตูบ เช่น คอยดูสายพานลำเลียงขวดหรือลังที่วิ่งมาตามสายพาน หากมีช่องว่างบนสายพานก็หยิบลังหรือขวดแล้วแต่จะเป็นเวรประจำสายพานไหนใส่ให้เต็ม หากมันเต็มแน่นเกินไปจนจะดันกันทะลักสายพาน ก็ต้องคอยดึงออก เวลาทำงานมือเป็นจวักขวักไขว่ไปหมด เดี๋ยวดึงออกเดี๋ยวหยิบเข้าอยู่อย่างนี้ทั้งวัน เหนื่อยใจจะขาด ถึงได้รู้รสชาติชีวิตกรรมกรว่าเหนื่อยยากแค่ไหน บางคนอยากได้เงินเยอะ ทำ ๒ กะ ทำได้ไม่กี่วัน เพื่อนต้องพยุงกลับบ้าน"

การสมัครใจมาหาประสบการณ์แปลกใหม่ โดยการทำงานเป็นผู้ใช้แรงงานที่โรงงานบรรจุน้ำ Evian ในครั้งนั้น ดร.สุเมธท่านบอกเล่าว่าได้เรียนรู้อะไรมากทีเดียว

"...เช่น บางวันงานล้นมือ ทำกันมือเป็นระวิง ประธานบริษัทใส่เสื้อนอกโก้มาเดินตรวจ พอเห็นงานล้นจุดไหน จะถอดเสื้อนอกพับแขนเสื้อเชิ้ตเข้ามาช่วยยก ช่วยเข็น เป็นการปกครองบริหารคนอย่างเข้าถึงจิตวิทยาคนจริงๆ คนงานเห็นอย่างนี้ก็ยิ่งเกรงใจเร่งมือกันจนเข้าที่ ดังนั้น ต้องเรียนรู้เรื่องนี้ไว้ด้วย อย่าสั่งอย่างเดียว ต้องร่วมทำด้วย"

จากการทำงานนี้ แม้เป็นประสบการณ์ที่เหนื่อย แต่เป็นบทเรียนที่ดี มีโอกาสได้รับรู้ชีวิตอีกแง่มุมหนึ่ง

"พอชีวิตจริงเผชิญความยากลำบากอย่างไรก็ไม่รู้สึก เพราะเคยมาแล้วทั้งนั้น อย่าคิดว่าร่ำรวยแล้วไม่ต้องทำอะไร เที่ยวสนุกสนานไป คงจะเป็นการผลาญเงินพ่อแม่อย่างไร้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งตอนนั้นคุยได้อย่างภูมิใจว่าเคยเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานมาแล้ว

ชีวิตกรรมกร ๑ เดือน ให้ความรู้สึกมากมาย รู้สึกถึงความเหนื่อยยากของชีวิต เงินแต่ละสิบแต่ละร้อยต้องแลกกับหยาดเหงื่อท่วมกาย รู้สึกและรู้ค่าของเงินขึ้นอีกมาก อยากแนะนำให้รุ่นลูกรุ่นหลานที่เรียนอยู่ต่างประเทศว่า ว่างๆลองไปทำงานหาเงินเองดูบ้าง จะได้เรียนรู้และได้อะไรที่คุ้มค่ามาก อย่าถลุงเงินพ่อแม่ เห็นเงินไม่มีความหมาย ชีวิตจะไม่รู้จักการต่อสู้ และต่อไปจะทำงานสำคัญในชีวิตไม่ได้"

หลังจากนั้น อีกไม่กี่ปีต่อมา ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ก็ศึกษาจบทางด้านรัฐศาสตร์การทูต กลับมาเมืองไทยพร้อมดีกรีปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมงต์เปลลิเย่ร์ อัดแน่นด้วยความรู้และวิสัยทัศน์อันกว้างไกล เป็นคนหนุ่มไฟแรงพร้อมที่จะทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง

"...ตอนนั้นก็ฝันเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไป เอาความโก้เป็นหลัก อยากเป็นนักการทูต อยากจะเป็นท่านทูต ถึงได้เรียนด้านรัฐศาสตร์การทูต กระทรวงการต่างประเทศก็จะรับเข้าทำงาน

แต่แล้วก็เป็นเรื่องแปลกประหลาดในชีวิต คือเวลานั้นแม่เป็นต้นเครื่องในวังสวนจิตรลดา เป็นมาหลายสิบปี แม่ก็บอกว่า กลับมาแล้วยังไม่ได้ไปกราบพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเลย ก็เลยไปกราบ เพราะถือว่าเป็นลูกข้าราชบริพาร เรียนจบจากต่างประเทศกลับมาก็ควรจะไปกราบพระบาท ที่หัวหิน

วันที่ไปกราบพระบาท พระองค์ท่านกำลังเสวยน้ำชาอยู่ ก็รับสั่งถามเรียนจบอะไรมา จะไปทำงานที่ไหน ผมก็ได้กราบบังคมทูลว่า จะไปทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศ พระองค์ทรงเฉยๆไม่คุยต่อ และก็ได้กราบบังคมทูลต่อไปว่า มีคนชวนไปทำงานที่สภาพัฒน์ พระองค์ท่านทรงวางถ้วยน้ำชา และรับสั่งว่า ดีนะ สภาพัฒน์ ช่วยเหลือพัฒนาประเทศ ที่นี้ดีๆ จากนั้นได้รับสั่งกับ ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาคว่า ส่งสุเมธไปพบคุณหลวงเดช สนิทวงศ์ พรุ่งนี้"

'คุณหลวงเดช สนิทวงศ์' หรือ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ในช่วงเวลานั้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารของสภาพัฒน์

นับจากวันนั้น ชีวิตของดร.สุเมธจึงต้องดำเนินไป ราวกับถูกขีดมาแล้ว ให้เป็นไปตามอย่างนั้น

"...สุดท้ายก็ได้เข้าไปทำงานที่สภาพัฒน์ ไม่ได้เรียนมาเลยทางด้านเศรษฐศาสตร์ แต่ก็เข้าไปทำงานที่กอง ซึ่งเป็นกองตั้งใหม่ ชื่อ 'กองวางแผนเตรียมพร้อม' รับสงคราม ตอนนั้นผมยังเป็นข้าราชการเล็กๆ และมีหัวหน้ากอง ยุคนั้นมีท่านประหยัด บุรณศิริ เป็นเลขาธิการ"

ประวัติความเป็นมาของสภาพัฒน์ หรือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๔๙๓ ซึ่งในระยะแรกใช้ชื่อว่า สภาเศรษฐกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เสนอความเห็นและคำแนะนำ ตลอดจนข้อชี้แจงต่อรัฐบาลในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ ต่อมาคณะผู้เชี่ยวชาญจากธนาคารโลกได้เสนอแนะให้มีการปรับเปลี่ยนและเพิ่มบทบาทหน้าที่ของสภาเศรษฐกิจแห่งชาติให้มีมากขึ้น โดยให้จัดตั้งเป็นหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่วางแผนพัฒนาประเทศเป็นการเฉพาะ ดังนั้น ในปี ๒๕๐๒ จึงได้มีการปรับโครงสร้างการทำงาน และเปลี่ยนชื่อของหน่วยงานแห่งนี้ใหม่เป็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ จนกระทั่ง เมื่อปี ๒๕๑๕ มีการนำกระบวนการวางแผนพัฒนาสังคมเข้ามาใช้ควบคู่กับการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจอย่างจริงจัง จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อของหน่วยงานใหม่อีกครั้งหนึ่งเป็นสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นชื่อที่ใช้อย่างเป็นทางการจวบจนปัจจุบันนี้ โดยสำนักงานฯอยู่ภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีตลอดมา

ท่านเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เริ่มงานราชการครั้งแรกที่กองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ ณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในราวปี ๒๕๑๒ จนกระทั่ง ระยะต่อมา ประมาณปี ๒๕๑๗ ขึ้นเป็นระดับหัวหน้าฝ่าย แต่จากประสบการณ์ที่เคยไปเรียนที่เวียดนามและลาว ทำให้คิดงานใหม่ขึ้น โดยทำในกรอบงานแผนเตรียมความพร้อมแห่งชาติ

"ตอนนั้นต้องทำแผนรับสงครามซึ่งใกล้บ้านเราเข้ามาทุกทีแล้ว โดยเป็นต้นคิดเรื่องแผนพัฒนาเพื่อความมั่นคงในเขตกองทัพภาค ลงไปทำงานในเขตแทรกซึมทั่วประเทศ เพราะสมัยที่เคยไปเรียนที่เวียดนามและลาว เห็นบ้านเมืองเขาแตกทั้ง ๒ ประเทศ จึงเห็นว่าถ้าหากเราตั้งรับสงครามอยู่แบบเดิม บ้านเมืองเราก็คงแตกเหมือนเวียดนาม เหมือนลาว ผมจึงตัดสินใจเข้าพบผู้หลักผู้ใหญ่ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ พลอากาศเอก สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี ในสมัยนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคง ผมก็เรียนท่านว่า คงแย่แน่ถ้าวางแผนเตรียมพร้อมอย่างนี้ ควรเปลี่ยนแนวทางใช้ขบวนการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่สีแดงทั่วประเทศเพื่อขจัดปัญหาแทน เพราะศึกครั้งนี้เป็นสงครามความคิด ใช้อาวุธแก้ไม่ได้แน่ พลอากาศเอกสิทธิท่านรับฟังและเห็นด้วย พร้อมกับถามว่าใครจะเป็นคนทำ ผมเลยเรียนว่า ผมอาสาสมัครทำงานชิ้นนี้เอง ต่อมาท่านจึงนำเรียนนายกรัฐมนตรี ธานินทร์ กรัยวิเชียร

ท่านนายกรัฐมนตรีตกลง ผมจึงเริ่มงาน โดยมี ดร.บุญญรักษ์ นิงสานนท์ เป็นมือขวา มี พิมลศักดิ์ สุวรรณทัต เป็นมือซ้าย และเพื่อนร่วมงานอีกหลายคนในกองวางแผนเตรียมพร้อม รวมทั้งกองกิจการพลเรือนของ กอ.รมน."

ดร.สุเมธเล่าว่า ช่วงพ.ศ.๒๕๑๘- ๒๕๒๔ เป็นช่วงที่ลงสนามรบทั่วประเทศไทย ทุกแห่งที่มีการก่อการร้ายในภาคทุกภาคของประเทศไทย ท่านก็ได้ลงไปดำเนินการวางแผน วางโครงการโดยใช้การเมืองการพัฒนานำการทหาร ใช้เครื่องมือด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นตัวช่วย เพื่อดึงประชาชนผู้ 'หลงผิด' ให้กลับมาอยู่ฝ่ายเดียวกับรัฐบาล

อีกทั้งแม่ทัพทางทหารคนแรกที่กองวางแผนเตรียมพร้อมต้องเข้าพบในช่วงเวลานั้น ก็คือ พลโท เปรม ติณสูลานนท์ แม่ทัพภาคที่ ๒ (ยศตำแหน่งในตอนนั้น)

"ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีทีมงานที่เลิศที่สุด ทุกคนอุทิศชีวิตเพื่องานอย่างเต็มกำลัง เสี่ยงภัยทุกชั่วโมงทุกนาทีก็ว่าได้ เพราะบ้านเมืองมีการก่อการร้ายกระจายไปทั่ว แต่ก็เป็นงานที่ท้าทาย ที่สนุกที่สุด หวิดตายก็หลายครั้งหลายหน ความตายนั้นอยู่ใกล้กับเรามาก เห็นคนตายทุกวัน เห็นคนไทยฆ่าคนไทยกันเอง เพราะคนหนึ่งคิดอย่างหนึ่ง อีกคนคิดไปอีกอย่าง แล้วก็ไล่ฆ่ากัน มีการซุ่มวางกับระเบิด ทหารขาแข้งขาด

ชีวิตในช่วง ๑๑ ปีนั้น ผมเกือบไม่ได้อยู่บ้านเลย รอนแรมไปตามเขตสู้รบ ไปทุกกองทัพ กินนอนอยู่ในสนามรบประมาณ ๑๔-๑๕ แห่งทั่วประเทศ ได้ลงมือวางแผนทำโครงการหมด หวิดจะประสบอันตรายถึงชีวิตหลายครั้งหลายหน ทำงานเหนือสุดจดใต้สุด โดยไม่ได้คิดถึงอันตรายและสิ่งตอบแทนใดเลย

ทาง กอ.รมน. จะบรรจุเป็นกำลังพล ผมก็ยังไม่ยอม ยังพูดกับเขาว่า ป้องกันชาติบ้านเมืองต้องจ้างกันด้วยหรือ เพราะมีเบี้ยเลี้ยงพิเศษและวันทวีคูณ แต่ทำมาสักระยะหนึ่ง เขาก็ตั้งเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้ และยังได้วันทวีคูณมาอีก ๙ ปี มาได้ประโยชน์ตอนเกษียณ คือได้อายุราชการเพิ่มขึ้น

เสร็จแล้วพอปี ๒๕๒๓-๒๕๒๔ ศึกเริ่มสงบ สงครามก่อการร้ายจบ ผกค.มอบตัวกันมากมายทุกพื้นที่ ส่วนมากมามอบในโครงการเพื่อความมั่นคงทั้งนั้น พูดได้ว่างานวางแผนเตรียมพร้อมของเราเป็นผลสำเร็จ รู้สึกดีใจที่งานไม่สูญเปล่า เพราะเป็นหนทางที่ทำให้เราชนะใจประชาชนได้ด้วยวิธีการในเชิงเศรษฐกิจและสังคม มิใช่ด้วยทางอาวุธหรือทางทหาร แต่เน้นที่การพัฒนาเป็นหัวใจหลักของการทำงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกว่ายุทธศาสตร์พัฒนา ได้พระราชทานแนวทางที่ส่งผลอย่างมากหลายประการ สรุปว่าเราชนะศึกโดยไม่ได้ใช้อาวุธ เราใช้รถแทรกเตอร์แทนรถถัง เราใช้จอบเสียมแทนเอ็ม ๑๖ เราใช้ สทก. หรือเรียกว่าสิทธิทำกิน ให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของแผ่นดิน

พูดง่ายๆว่า เราให้สงครามมาร์กซิสต์ว่าด้วยการต่อสู้ระหว่าง 'คนมีกับคนไม่มี' มาเป็นการทำให้ 'คนไม่มีเป็นคนมี' เสีย ศึกก็สงบ บ้านเมืองกลับมาเป็นเอกภาพ เพราะเราแก้แบบไทย ไม่ตามฝรั่งเขาที่ใช้อาวุธมากมายมหาศาล แต่สุดท้ายต้องแก้ไขที่คน และความคิดอุดมการณ์"

ท่านเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา บอกเล่าต่อไปว่า หลังจากนั้นอีกหลายปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งว่า ประเทศของเรารอดมาได้ เพราะสังคมไทยและคนไทยนั้นยัง "ให้" กันอยู่ บ้านเมืองสงบลงได้ เพราะเรา "ให้" กับแผ่นดิน

ครั้นเมื่อชาติบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้เลื่อนขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงคิดริเริ่มก่อตั้ง สำนักงาน กปร. (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) ขึ้น

ประวัติความเป็นมาของสำนักงาน กปร. กล่าวคือ รัฐบาลได้ตระหนักถึงพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการพัฒนาตามโครงการต่างๆ อันเป็นการพัฒนาเพื่อความกินดีอยู่ดีหรือพออยู่พอกินให้แก่ประชาชนในชนบทที่อยู่ห่างไกลทุรกันดารและยากจนอย่างแท้จริง หรืออีกนัยหนึ่งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริมีส่วนสำคัญที่เข้าไปเสริมแผนงานโครงการต่างๆตามนโยบายของรัฐบาล ผลของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินอกจากจะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแล้ว ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นส่วนรวมด้วย

ในการปฏิบัตินั้น หากจะปล่อยให้การดำเนินงานสนองพระราชดำริของหน่วยงานต่างๆเป็นไปอย่างในอดีตที่ผ่านมา คือแต่ละหน่วยงานดำเนินการอย่างเอกเทศในลักษณะต่างฝ่ายต่างทำ โดยไม่มีการประสานงานกับหน่วยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น เพื่อการดำเนินงานเป็นไปอย่างสอดคล้องสนับสนุนซึ่งกันและกัน และเป็นประโยชน์สูงสุดบรรลุผลตามแนวพระราชดำริที่ได้พระราชทานไว้ รัฐบาลเวลานั้นจึงหามาตรการแก้ปัญหา โดยการจัดระบบสนองพระราชดำริขึ้นในปี ๒๕๒๔ โดยการริเริ่มของ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในการจัดระบบเพื่อรองรับการดำเนินงานสนองพระราชดำริทั้งหลาย รัฐบาลจึงได้ดำเนินการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พ.ศ.๒๕๒๔ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๕๒๔ โดยกำหนดให้มีองค์กรระดับชาติซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เรียกว่า คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

"พลเอกเปรมท่านควานหาคนที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงาน กปร. มองไปมองมา ท่านก็ให้คนมาตามผมไป ซึ่งตอนนั้นผมก็ยังรับราชการอยู่ที่สภาพัฒน์ด้วย จึงทำงานควบคู่ตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงาน กปร.ด้วย เพื่อถวายงานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๔ เป็นต้นมา

ผมมีโอกาสทำงานการพัฒนาตามพระราชดำริหลายต่อหลายอย่าง พระองค์ท่านทรงเมตตาสอน เนื่องจากโดยพื้นฐานผมจบด้านการทูตมา ไม่รู้เรื่องการเกษตร ไม่รู้เรื่องป่าไม้ ไม่รู้เรื่องน้ำเลย พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสอนให้ทุกเรื่อง จนได้รับดุษฎีบัณฑิตมากมายหลายสาขาในเวลาต่อมา ผมก็ถวายงานแด่พระองค์ท่านเรื่อยมา"

เมื่อหวนคิดกลับไปถึงวันเวลาเก่าก่อนนั้น ท่านเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาถึงกับกล่าวว่า ชีวิตการทำงานของท่านนั้นมีเรื่องให้น่าแปลกประหลาดไม่น้อย

"ชีวิตไม่ได้สะดวกสบายอะไรหรอก แต่ที่แปลกก็คือ ผลสุดท้ายทะลุหมด ฝ่าฟันอุปสรรคได้หมด แล้วก็ตำแหน่งที่ตัวเองไม่คิดจะเป็น ซึ่งก็สามารถหนีได้แล้วนะ คือภายหลังมาทำงานเป็นเลขาธิการ สำนักงาน กปร. ที่เดียว แต่ผลสุดท้ายตอนปี ๒๕๓๗ รัฐบาลเรียกกลับไปเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์ ก็ต้องกลับไปเป็น แต่ก็ไม่ทิ้งสำนักงาน กปร. เพราะผมขอไว้ เนื่องจากได้ถวายงานพระเจ้าอยู่หัวแล้ว จะหนีกลับไปได้อย่างไร ผมไม่ยอม จึงกลับไปช่วยงานเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์อยู่ ๒ ปี"

๒ ปีที่กลับไปสภาพัฒน์ ก่อนเกษียณอายุราชการเพียงไม่นาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ท่านก็ได้สร้างสรรค์คุณูปการอันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคนไทยไว้มากมาย ผลงานของท่านซึ่งเรียกว่า แผนพัฒนาฉบับที่ ๘ นั้นได้รับการกล่าวขวัญโด่งดังมากในยุคนั้น

"สำหรับแผนพัฒนาฉบับที่ ๘ ผมคิดว่าไม่เอาแล้วเรื่องความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงเปลี่ยนมาใช้คำว่า 'เอาคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา' และเปลี่ยนวิธี เปลี่ยนการวางแผน เปลี่ยนไปหมดเลย และระดมคนมาช่วยเหลือให้งานสำเร็จผลตามความมุ่งหมาย ไปขอผู้หลักผู้ใหญ่ท่านใดมาช่วย ทุกท่านก็มาช่วยกันอย่างเต็มที่ ทุกท่านรวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็รู้สึกภูมิใจมาก

สรุปทำอยู่ ๒ ปีเท่านั้น พอวางแผนพัฒนาอะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว ก็ขอกลับตามสัญญา กลับมาเป็นเลขาธิการ สำนักงาน กปร.ตามเดิม จนกระทั่งปี ๒๕๔๒ พอเกษียณราชการจากตำแหน่งเลขาธิการ สำนักงาน กปร. ก็มาทำงานเป็นเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา เพียงที่เดียว จนกระทั่งปัจจุบันนี้"

แม้ว่าเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ดร.สุเมธก็ยังคงมุ่งมั่นถวายงานสืบเนื่องไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถวายงานในตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ซึ่งท่านได้ทำมาตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ อันเป็นปีแรกแห่งการก่อตั้งของมูลนิธิฯด้วยเช่นกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำริให้จัดตั้ง "มูลนิธิชัยพัฒนา" โดยทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธาน โดยมี ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในลักษณะของการดำเนินงานพัฒนาต่างๆ ในกรณีที่ต้องถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของกฎเกณฑ์ ระเบียบ หรืองบประมาณที่ระบบราชการไม่สามารถดำเนินการได้ทันที จนเป็นเหตุให้การแก้ไขปัญหาไม่สอดคล้อง หรือไม่ทันกับสถานการณ์ที่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องกระทำโดยเร็ว การที่มูลนิธิชัยพัฒนาเข้ามาดำเนินการเช่นนี้ ส่งผลให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง รวดเร็วฉับพลัน โดยไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดๆทั้งสิ้น จึงกล่าวได้ว่า การดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นการช่วยให้กระบวนการพัฒนาเกิดความสมบูรณ์ขึ้น ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๗ ตอนหนึ่งว่า 'ชัยชนะของประเทศนี้ โดยงานของมูลนิธิชัยพัฒนา ก็คือความสงบ เป็นเมืองไทยที่มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นชัยชนะของการพัฒนาตามที่ได้ตั้งชื่อ มูลนิธิชัยพัฒนา ชัยของการพัฒนานี้มีจุดประสงค์คือ ความสงบ ความอยู่ดีกินดี'

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในฐานะเลขาธิการ ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดในการทำงานในมูลนิธิชัยพัฒนา ดังนี้

"ผมเรียนรู้งานผ่านพระองค์ท่าน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงสอนในหลายมิติ ทรงเป็นต้นแบบนำทาง และเป็นต้นแบบที่มีพลังอย่างมหาศาล นับว่าเป็นบุญวาสนาของตนเองที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ได้มีโอกาสอยู่ใกล้ความเป็นปราชญ์ของพระองค์ท่าน ซึ่งเราก็ซึมซับพลังนั้นมา ทั้งพลังความรู้ พลังปัญญา ความคิด จิตสำนึก ความอดทน ความเสียสละเพื่อส่วนรวม พระองค์ท่านทรงสอนหมดทุกอย่าง ผมจึงเสมือนมีภาพพระองค์ท่านเป็นเครื่องนำทางอยู่ตลอดเวลา

ตราบใดที่ปัญหาของคนยังต้องได้รับการแก้ไขไม่มีวันจบ ไม่ว่าปัญหาภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมต่างๆ ปัญหาความยากจน ตลอดจนปัญหาต่างๆของชาติบ้านเมือง ยังหมุนเวียนเป็นปัญหาอย่างไม่รู้จบ งานของมูลนิธิชัยพัฒนาก็ย่อมต้องดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดเช่นเดียวกัน"

ท่านเลขาธิการบอกย้ำอีกว่า

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเหนื่อยมาก ทรงพยายามรักษาสิ่งที่พวกเราทำลาย เราทำลายป่า พระองค์ท่านก็ทรงฟื้นฟูป่า เราทำลายน้ำ พระองค์ท่านก็ทรงสู้อุตส่าห์บำบัดน้ำให้สะอาด เพื่อให้เราสามารถมีน้ำใช้ได้อีก เราทำลายดิน พระองค์ท่านก็ไปนำหญ้าแฝกมาปลูก ด้านพลังงานขาดแคลน พระองค์ท่านก็ทรงคิดค้นไบโอดีเซล พลังงานทดแทน และอีกมากมายที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อเราทุกคน ซึ่งความจริงแล้ว หลายสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำเพื่อพวกเรานั้น ท่านก็ทำหน้าที่ของประชาชนอยู่ เหตุใดพวกเราจึงไม่ทำตามอย่างพระองค์ท่าน พระเจ้าอยู่หัวทำนุรักษาดินน้ำลมไฟอันเป็นหน้าที่ของประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องรักษาทรัพยากรของชาติ รักษาแผ่นดิน เพราะนี่คือชีวิตของเราทุกคน แต่พระองค์ท่านกลับสู้อุตส่าห์รักษาไว้ให้เราและลูกหลานของเราในภายภาคหน้า พระเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักดีว่าแผ่นดินคือชีวิตเราทุกคน เราต้องอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ไปชั่วลูกชั่วหลาน แต่พวกเรากลับไม่ช่วยกันรักษาแผ่นดิน หรือคิดแต่จะเอาประโยชน์จากแผ่นดิน โดยไม่ช่วยทำนุบำรุงให้แผ่นดินของเราสุขสมบูรณ์ไปตลอดจนวันหน้า เพราะฉะนั้นแล้ว ผมคิดว่าเราทุกคนควรตระหนักถึงแผ่นดินให้ดี ควรใช้ทรัพยากรต่างๆด้วยความพอเพียง เพื่อที่เราจะต้องส่งผ่านแผ่นดินนี้ไปยังลูกหลานของเราต่อไป"

สำหรับด้านความพอเพียง หรือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวพระราชดำรินี้เพื่อความอยู่รอดของประชาชนไทยทุกคน ดร.สุเมธกล่าวเพียงสั้นๆหากเปี่ยมด้วยความหมายที่แน่นหนักว่า

"เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง กุญแจสำคัญมีอยู่ตัวเดียว คือ ควบคุมกิเลสให้ได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องยากสำหรับวิสัยมนุษย์ แต่อยากให้ตระหนักกันว่า ยิ่งกิเลสมาก ยิ่งเบียดเบียนกันมาก ยิ่งทุกข์มาก เพราะฉะนั้น ขอให้เดินสายกลางด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนย่อมจะพบความสุขความเจริญอันยั่งยืนแท้จริง"

วัยที่ล่วงเลยมา ๗๗ ปีในวันนี้ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ยังคงมุ่งหน้าปฏิบัติงานสนองแนวพระราชดำริ 'ขจัดทุกข์ บำรุงสุข' ให้แก่ราษฎรทั่วทุกภาคของประเทศไทยอย่างเต็มกำลังความสามารถ บ่งบอกถึงสุจริตธรรมแห่งประสบการณ์ แนวคิด และคุณค่าชีวิตและงาน ที่แน่วแน่ ยิ่งใหญ่ เข้มแข็ง สมดังเจตนาในหน้าที่สร้างสรรค์ความเจริญแก่ชาติบ้านเมือง