รหัสผ่านแห่งโลกอนาคต (2)

หญิงไทยไอที

เนื่องจากเรายังไม่จบกันในเรื่องรหัสผ่านแห่งโลกอนาคต ทำให้เราต้องมาต่อภาค 2 กันในฉบับนี้ และที่เลี่ยงไม่ได้คือต้องแอบอู้...เอ๊ย! แอบเล่าเรื่องเก่าจากฉบับที่แล้วซักเล็กน้อยนะครับ

เรื่องของเรื่องเกิดจากการที่เราไม่สามารถไว้ใจใครได้ในโลกไซเบอร์ จึงเป็นที่มาของบรรดารหัสผ่านทั้งหลาย ซึ่งเรื่องแบบนี้ตอนออกมาใหม่ๆ ก็ดูเหมือนจะปลอดภัย แต่เพราะคำขวัญประจำใจของบรรดาแฮกเกอร์ที่ว่า "รหัสผ่าน มีเอาไว้ให้เจาะ" ก็เลยทำให้พวกเราต้องคอยระแวดระวังกับเรื่องพวกนี้ไปโดยปริยาย อย่างตอนแรกๆ ก็เพียงใส่ชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านเข้าไปก็ถือว่าปลอดภัยแล้ว แต่เชื่อไหมครับเพียงไม่นานรหัสผ่านที่เราใส่เข้าไปก็มีคนแคะออกมาจนได้ แถมวิชานี้ไม่มีสอนทั่วไปด้วยนะครับ ต้องคนในวงการเท่านั้นถึงจะบอกต่อกันว่าทำอย่างไร ขนาดผมไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ยังมีพี่ๆ เพื่อนๆ มาแอบกระซิบบอกเลยว่าแกะรหัสผ่านได้อย่างไร พอลองทำดูตามที่เขาบอกก็ทำได้ซะงั้น คงเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้การกำหนดรหัสผ่านนั้นทำได้ยากขึ้นทุกวันๆ ประมาณว่าต้องใส่ตัวอักษรไม่ต่ำกว่า 8 ตัวบ้างละ ต้องมีอักษรพิเศษ เช่น _ (ขีดล่าง) หรือไม่ก็ตัว @ ตัว # มาปนให้จำยาก แถมคำบางคำที่จำง่ายๆ ก็ไม่ยอมให้ใช้ ต้องเป็นคำที่ไม่มีในดิกชันนารี เรียกว่าให้เราจำยากๆ เข้าไว้ แฮกเกอร์จะได้แกะยากๆ จนสุดท้ายเราลืมรหัสผ่านของเราเองนั่นแหละ ก็จะเดินหน้าระห้อยมาบอกแอดมินว่าลืมรหัสผ่าน แอดมินท่านใดใจดีก็รีบทำให้ ส่วนพวกใจร้ายก็ทำเป็นไม่สนใจแกล้งให้รอซักครึ่งวัน เรื่องพวกนี้ผมเจอมาหมดแล้วครับ บังเอิญว่าผมเคยเป็นแอดมินประเภทใจดีก็จะรีบๆทำให้ สุดท้ายเลยต้องย้ายตัวเองมาเป็นนักเขียนเต็มรูปแบบอย่างในปัจจุบัน เพราะมัวแต่แก้รหัสผ่านให้ผู้ใช้ทั่วไป จนงานประจำตัวเองทำไม่ทัน

ดังนั้น ใครสงสารแอดมินใจดีก็อย่าลืมรหัสผ่านกันให้บ่อยนัก ส่วนพวกแอดมินใจร้ายก็ปล่อยเขาไปเถอะ รอถึงวันของเราบ้างก็พอ เฮอะๆ

นี่ยังไม่หมดนะครับ ยังมีพวกบัตรเอทีเอ็มหรือพวกสมาร์ตการ์ดที่เวลาใช้งานนอกจากจะต้องมีบัตรแล้วยังต้องมีลายเซ็นหรือรหัสผ่าน ที่เจอะพิษมิจฉาชีพแอบใช้เครื่อง Skimming กับกล้องจิ๋วไปติดไว้ตามตู้เอทีเอ็มจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ก็เลยเริ่มมีระบบใช้ลายพิมพ์นิ้วมือเป็นรหัสผ่านเข้ามาใช้งาน แต่ก็อย่างที่เล่าไปเมื่อคราวที่แล้วคือเพียงไม่นานก็มีคนคิดวิธีเจาะระบบลายนิ้วมือนี่จนได้ เลยกลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้มีทั้งระบบตรวจจับใบหน้า (Face Detector)กับลายนิ้วมือ ในโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ ส่วนมือถือก็มีระบบ Pattern Lock กันเยอะแยะไปหมด

แต่ระบบพวกนี้ดูเหมือนจะปลอดภัยแบบไม่ปลอดภัยครับ คือถ้าใช้แบบระวังก็ปลอดภัยแน่นอน แต่ถ้าไม่ระวังเมื่อไหร่ เป็นอันเสร็จอย่างที่เล่าไปเมื่อคราวก่อน ก็เลยทำให้เกิดวิธีการเข้ารหัสแบบใหม่เรียกว่า "ไบโอไอดี (BOI ID)"

หลักการของเจ้าไบโอไอดีนี่ คืออาศัยร่างกายของเราเป็นรหัสผ่านครับ ซึ่งไม่ว่าจะคิดอย่างไรมันก็ไม่ง่ายเลยที่จะเจาะระบบด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน

ถ้าใครเคยดูหนังจารชนอาจเคยเห็นการใช้ "ไบโอไอดี" มาบ้างแล้ว ผมขอเล่าต่อเลยนะครับ

ตรวจสอบด้วยใบหน้าและเสียง ระบบนี้น่าจะเป็นระบบที่เรามีโอกาสได้ใช้กันเร็วๆ นี้ เพราะอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการใช้งานก็คือกล้องจับภาพกับไมโครโฟนเท่านั้น ซึ่งอุปกรณ์พวกนี้มีพร้อมอยู่แล้วในโน้ตบุ๊ค ที่เหลือก็เป็นซอฟท์แวร์สำหรับทำงานแบบนี้เท่านั้นเอง หลักการง่ายๆ ของวิธีการนี้คือจะใช้วิธีการจับภาพใบหน้าคู่กับการพูดผ่านไมโครโฟนซัก 2-3 ประโยค ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะใช้การแปลงภาพใบหน้าและเสียงเป็นรูปแบบสมการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าแฮกเกอร์จะเจาะเข้าระบบ นอกจากจะต้องมีรูปใบหน้าของเราแล้ว ยังจะต้องมีเสียงของเราด้วย ทำให้ดูเหมือนเป็นการเข้ารหัส 2 ชั้น แถมการจะเอาทั้งใบหน้าและเสียงของเรามาใช้งานพร้อมๆกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกด้วย ดังนั้น ปลอดภัยหายห่วง เพราะถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวอะไรแว่วมาว่ามีคนหาวิธีเจาะระบบได้ ใครสนใจอยากทดลองใช้ลองไปทดสอบได้ที่ www.bioid.com ดูนะครับ

ตรวจสอบใบหน้าแบบ 3 มิติ วิธีนี้จะคล้ายกับวิธีตรวจสอบใบหน้าและเสียงครับ ต่างกันตรงที่ไม่มีเสียงพูดมาเกี่ยวข้อง และใช้การมองใบหน้าเป็นแบบ 3 มิติ ในระบบเวกเตอร์ คือแปลงรูปใบหน้าของเราธรรมดาให้เป็นเป็นเส้น 3 มิติต่อกันไปต่อกันมาเป็นภาพ 3 มิติ แล้วใช้ภาพใบหน้าที่จำลองด้วยระบบนี้ในการตรวจสอบการใช้งาน

สแกนม่านตา วิธีการนี่เราน่าจะได้เห็นบ่อยมากในภาพยนตร์สายลับข้ามโลก หรือเอาที่จำกันได้ง่ายๆ อย่าง X-Men ที่มีตอนที่ต้องใช้เครื่องสแกนดวงตานั่นละครับ คือการสแกนม่านตา เพราะจอม่านตาของคนเราแต่ละคนจะเป็นเส้นละเอียดๆ เรียงแบบแนวจากจุดกึ่งกลางไปที่ขอบตาในทุกๆด้าน และแน่นอนว่าเส้นพวกนี้ในแต่ละคนก็จะจัดเรียงไม่เหมือนกัน เขาก็เลยเอาเจ้าจอม่านตานี่ละครับในการจัดแยกแยะแต่ละคนแล้วใช้เป็นรหัสผ่านเข้าใช้งานระบบที่ต้องการ

เพื่อป้องกันความสับสน เพราะเดี๋ยวเราจะไปเจอกับจอประสาทตาอีก ม่านตานี่คือส่วนหน้าของดวงตาที่เราเห็นเป็นสีดำ สีน้ำตาลในคนไทย กับสีฟ้า สีเทาในฝรั่งนะครับ อย่าสับสนกับจอประสาทตา

สแกนจอประสาทตา จอประสาทตาเป็นส่วนหลังสุดของลูกนัยน์ตาของเราครับ โดยส่วนนี้จะมีเส้นประสาทฝอยๆ กระจายตัวกันจนทั่ว แน่นอนว่าเส้นพวกนี้ในแต่ละคนก็จะกระจายตัวไม่เหมือนกัน เขาก็เลยใช้จอประสาทตานี่ละครับในการผ่านเข้าใช้งานระบบ

เท่าที่ทราบตอนนี้มีระบบนี้ให้ลองใช้กันได้ในระบบปฏิบัติการ Android แล้วนะครับ ใครอยากลองใช้ ให้ไปโหลด App ที่ชื่อ Retinal Scan มาลองใช้ดูได้ครับ

สแกนเส้นเลือดในฝ่ามือ วิธีการนี้ต้องมีอุปกรณ์ไฮเทคครับ โดยจะต้องมีเครื่องที่ปล่อยแสงอินฟราเรดเพื่อตรวจสอบว่าเส้นเลือดดำบนฝ่ามือเรานี่อยู่ตรงไหนบ้าง เท่านั้นยังไม่พอ ยังจะดูอีกว่าเส้นเลือดมีขนาดเท่าไหร่ ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนจะมีรายละเอียดพวกนี้ไม่เหมือนกัน

สแกนรูปทรงมือ เครื่องนี้จะคล้ายๆ กับเครื่องถ่ายเอกสารขนาดเล็กครับ เวลาใช้งานก็ให้นำฝ่ามือไปวางบนกระจกแล้วรอสักครู่ เครื่องจะทำการสแกนฝ่ามือของเราแล้วนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลในแง่รูปทรง ความกว้าง ยาว หนา เพราะข้อมูลตรงนี้ในแต่ละคนจะต่างกันออกไป จึงสามารถนำมาใช้ในการตรวจสอบเอกลักษณ์ของแต่ละคนได้

เขียนเรื่อง BIO ID นี่ทำให้ผมอดคิดออกแนวสยองขวัญไม่ได้ว่า ต่อไปนี้ถ้าใครคิดจะเจาะระบบอะไรซักระบบที่ปกป้องด้วยระบบ BIO ID นี่ จะต้องไปแอบตัดนั่นตัดนี่ของเจ้าของรหัสผ่านหรือเปล่าเนี่ย (คิดไปเสียวไป)

แล้วผมก็ยังคิดต่อไปอีกว่า อนาคตอาจมีระบบสแกนความทรงจำเพื่อเป็นรหัสผ่านก็ได้ เพราะประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกัน มันต้องมีคนคิดวิธีอ่านความทรงจำของแต่ละคนได้บ้างสิเนอะในอนาคต ประมาณว่าส่องผ่านตาแล้วอ่านเป็นภาพความทรงจำอะไรแบบนั้น ผมหวังจริงๆ นะครับว่าจะได้เจออะไรแบบนี้ในช่วงชีวิตของผม