สุขใจ ในวันฝนตก

อยู่ดีมีสุข

แปลกแต่จริง ที่เมื่อถึงฤดูฝน หลายคนที่สุขภาพจิตดีเป็นปกติ กลับกลายเป็นคนขี้เหงา อารมณ์ซึมๆ เศร้าๆ ยามที่ท้องฟ้าขมุกขมัวและฝนโปรย บางคนที่เคยเริงร่า ก็กลับเฉา คิ้วลู่ หูตก ขึ้นมาซะเฉยๆ ในขณะที่หลายคนก็บ่นว่าใช้ชีวิตลำบากจัง จะออกไปไหนก็กลัวเปียกฝน และไม่อยากผจญกับความเฉอะแฉะ เลยต้องทนจับเจ่าอยู่กับบ้าน ออกไปลั้ลลาที่ไหนไม่ได้ดั่งใจ...คุณเป็นหนึ่งในนี้หรือเปล่าคะ?

อยากจะบอกว่า การดำเนินชีวิตแต่ละวันของคนเรานั้น ไม่สามารถจะรอฟ้าฝนเป็นใจได้ หากเราถือเป็นอุปสรรค ก็จะทำให้เราต้องสูญเสียเวลาอันมีค่าในทุกขณะของชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย อย่ากระนั้นเลย เรามาให้โอกาสตัวเองได้มีความสุขกับฤดูฝน ด้วยวิธีต่อไปนี้กันดีกว่านะคะ

บอกลาความเหงา

- ธรรมชาติมอบความเย็นฉ่ำผ่านมากับเม็ดฝน ให้โลกได้สดชื่น ต้นไม้ใบหญ้าได้งอกงาม นกกาได้เริงร่า ปลายังกระดี๊กระด๊า แล้วคนเราจะกลัวไปไย สายฝนช่วยชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศให้แล้ว อย่ารีรอที่จะออกไปสูดความสดชื่นให้เต็มปอด ฟังเสียงฝน มองดูชีวิตผู้คน แล้วเราจะพบความรื่นรมย์ในสรรพสิ่งรอบตัว แทนการ
บิลท์ตัวเองให้หงอยเหงาโดยใช่เหตุ

- หากไม่รู้สึกอยากจะออกไปเดินเล่นในสายฝน นึกถึงร้านกาแฟ หรือเบเกอรี่อบอุ่น น่ารักสักร้าน แวะเข้าร้านกาแฟดีๆสักร้าน นั่งจิบกาแฟหอมๆ สักถ้วย ละเลียดเค้กเนื้อละมุนสักชิ้น จะยิ่งได้อารมณ์ชิวชิวมากกว่าปกติด้วยซ้ำไปค่ะ ยิ่งถ้ามีเพื่อนถูกใจไปนั่งด้วยสักคน วันฝนตกก็จะกลายเป็นวันที่แสนจะอบอุ่นอีกวันหนึ่ง

- หรือถ้าไม่อยากออกไปเฉอะแฉะนอกบ้านจริงๆ อยู่บ้านให้มีความสุขก็ได้ ด้วยการเช่าหนังเรื่องโปรดมาดู ขุดกรุเพลงเพราะในดวงใจขึ้นมาฟัง ซื้อนิตยสารเล่มโปรด หรือพ็อคเก๊ตบุ๊คของนักเขียนคนโปรดมาอ่าน เอกเขนกบนโซฟานุ่มๆ ที่นอนอุ่นๆ เพียงเท่านี้ความสุขก็จะลอยมาอยู่ในอ้อมกอดของเราแล้วละค่ะ

- หากปกติ คุณเป็นคนชอบเฮฮาปาร์ตี้ ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จัดปิกนิกกระชับมิตรในบ้านซะเลย ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ชวนเพื่อนพ้องน้องพี่มาสนุกด้วยกันแบบอบอุ่น ร้องเพลง ดีดกีตาร์ หรือคาราโอเกะแบบซอฟท์ๆ (เกรงใจเพื่อนบ้านนิดหนึ่งเนอะ) เท่านี้เราก็ไล่ความเหงาให้แตกกระเจิงไปไหนๆได้แล้ว

- หากวิธีข้างต้นที่กล่าวมายังไม่สามารถทำให้คุณขี้เหงายิ้มได้ในวันฝนตกละก็ ขอแนะนำให้ฉีกแนวไปหาอะไรทำที่เป็นประโยชน์กับตัวเอง เช่น ทำความสะอาดบ้าน ย้ายเฟอร์นิเจอร์ จัดตู้เสื้อผ้า หรือจัดบ้านใหม่ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ หรือไม่ก็ลุกขึ้นไปยืดเส้นยืดสาย ออกกำลังกายให้หุ่นดี สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้คุณรู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์

อุ่นกาย สบายตัว

ความเปียกชื้นทำให้เกิดปัญหาเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เราจึงเลือกเนื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และดูแลเรื่องการซักรีดให้มากขึ้นอีกนิดในหน้าฝน...

- ใช้ผ้าฝ้ายดีที่สุด เพราะผ้าฝ้ายมีคุณสมบัติที่ไม่อุ้มน้ำและแห้งไว หรือเสื้อผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์และอื่นๆ ที่ไม่อมความชื้น และแห้งง่าย

- หลีกเลี่ยงเนื้อผ้าที่มีความหนาหนัก เช่น ผ้าไหม ผ้าทอจากปอหรือป่าน

- เลือกใส่กระโปรงหรือกางเกงยาวระดับหัวเข่า สามส่วน หรือสี่ส่วน แทนกระโปรงยาวหรือกางเกงขายาว

- เก็บยีนส์ตัวโปรดเข้าตู้ไว้ก่อน เพราะในหน้าฝนอย่างนี้ ผ้ายีนส์ต้องใช้เวลานาน 3-4 วันกว่าจะแห้ง

- ป้องกันกลิ่นอับชื้นของเสื้อผ้าโดยใส่น้ำยาปรับผ้านุ่มในน้ำซักสุดท้าย หรือใช้น้ำยารีดผ้าที่มีกลิ่นหอมสดชื่น เช่น กลิ่นดอกไม้ ก็จะช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อสวมใส่

พูดมาถึงตรงนี้ "ข้าวหอม" ก็มีสูตรการทำน้ำยาปรับผ้านุ่มแบบโฮมเมด มาฝากกันด้วยละค่ะ

สูตร 1 - ผสมน้ำตาล 3 ถ้วย กับครีมนวดผม 2 ถ้วย และน้ำ 6 ถ้วยเข้าด้วยกัน เทใส่ขวดที่มีฝาปิด ใช้ในปริมาณเท่ากับน้ำยาปรับผ้านุ่มปกติที่คุณซื้อมาใช้ การใช้ครีมนวดผมเป็นส่วนผสม ช่วยในเรื่องของกลิ่นหอม แต่จะดีกว่า ถ้าใช้น้ำมันหอมระเหย (เอสเซนเชียล ออยล์) แทน

สูตร 2 - ใช้เบคกิ้งโซดาผสมกับน้ำร้อน น้ำส้มสายชู และน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) ในอัตราส่วน เบคกิ้งโซดาและน้ำส้มอย่างละ 1 ส่วน กับน้ำร้อน 2 ส่วน โดยละลายเบคกิ้งโซดาในน้ำร้อนก่อน แล้วเติมน้ำส้มสายชู ขั้นตอนนี้จะเกิดฟองฟู่ขึ้นมา รอให้หายฟู่ก่อนค่อยเติมน้ำมันหอมลงไป แล้วเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากัน

(การเติมเอสเซนเชียลออยล์ ก็เพื่อช่วยให้ผ้ามีกลิ่นหอมสดชื่น ส่วนน้ำส้มสายชู จะช่วยขจัดคราบผงซักฟอกที่ตกค้างและไฟฟ้าสถิตออกจากเสื้อผ้า)

หมายเหตุ : น้ำยาปรับผ้านุ่มที่ขายในท้องตลาดนั้น เมื่อใช้ไปนานๆ จะสะสมอยู่ในผ้าเช็ดตัวและผ้าปูที่นอนซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซับของเนื้อผ้าลดลง

ดูแลสุขภาพ รับมือกับหน้าฝน

- รักษาสภาพแวดล้อมหรือที่อยู่อาศัยให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ อย่าให้เปียกชื้น

- อย่าเข้าห้องแอร์ในขณะที่ผมเปียกหรือสวมเสื้อผ้าเปียกชื้น

- ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก หรือสลัดผักสด เพราะมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

- ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื่นอยู่เสมอ

- คนที่เป็นโรคหอบหืด หรือเบาหวาน ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อับชื้น หรือผนังห้องที่เปียกชื้น

- จิบชาสมุนไพรร้อนๆ เพื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย ชาขิง ดูจะเหมาะที่สุดสำหรับอากาศเย็นๆชื้นๆ ในหน้าฝน นอกจากนั้น ขิงยังมีสรรพคุณช่วยรักษาหวัดและอาการเจ็บคออีกด้วย

รองเท้า เรื่องเล็กๆที่ควรใส่ใจ

กว่าจะผ่านพ้นหน้าฝนไปได้ รองเท้าก็อาจจะพังไปหลายคู่ เพราะน้ำเป็นศัตรูตัวสำคัญของรองเท้ายิ่งกว่าอื่นใด อย่างนี้ก็ต้องดูแลรองเท้ากันหน่อยนะคะ...

- อย่าทิ้งให้รองเท้าเปียกชื้นนานๆ เพราะจะทำให้พื้นรองเท้าแตกเป็นรอยได้ง่าย ก่อนเก็บรองเท้า ต้องดูดซับความชื้นก่อนทุกครั้ง โดยใช้หนังสือพิมพ์ หรือโรยด้วยเบคกิ้งโซดา

- หลีกเลี่ยงการใช้รองเท้าหนังในหน้าฝน แต่ถ้าจำเป็นจะต้องใช้จริงๆ ก็ควรสวมถุงเท้าเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวสัมผัสกับหนังรองเท้าโดยตรง เพราะจะทำให้เกิดเชื้อโรคได้ง่าย นอกจากนั้น รองเท้าหนังที่เปียกชื้น ควรทำให้แห้งด้วยการเป่าพัดลม อย่านำไปผึ่งแดดโดยตรง เพราะหนังจะแห้งกรอบและแตกเป็นรอย เสียสภาพได้ง่าย

- ทางที่ดี ควรหารองเท้ายางสักคู่พกใส่กระเป๋าเอาไว้ใส่ลุยน้ำ รองเท้าคู่โปรดของเราจะได้ไม่ลาจากก่อนเวลาอันควร

ปลอดภัยไว้ก่อน

ปิดท้ายด้วยเรื่องของภัยธรรมชาติ นอกจากน้ำท่วมแล้ว ในระยะหลังนี้ เรามักจะได้ยินข่าวคนถูกฟ้าผ่าบ่อยครั้ง อย่าลืมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวยามเมื่อมีฝนฟ้าคะนองด้วยนะคะ...

- ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง เช่น ทุ่งนา สนามฟุตบอล สระน้ำ สนามกอล์ฟ เป็นต้น รวมทั้งไม่ควรหลบฝนอยู่ใกล้ต้นไม้ใหญ่เพราะตามสถิติแล้ววัตถุหรือสิ่งต่างๆที่อยู่สูงกว่าจะมีโอกาสที่จะถูกฟ้าผ่ามากกว่า

- สถานที่หลบภัยจากฟ้าผ่า คือ หลบภายในตัวอาคาร หรือรถยนต์ที่ปิดกระจก โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่สัมผัสกับวัสดุที่เชื่อมต่อกับอาคารหรือตัวรถด้านนอกซึ่งอาจถูกฟ้าผ่าได้

- งดการใช้โทรศัพท์แบบมีสาย ถอดปลั๊กโทรทัศน์ และไม่ควรเล่นอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกับสายโทรศัพท์เพราะกระแสไฟฟ้าจากอาคารสามารถวิ่งมาตามสายโทรศัพท์ได้

- หากจำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง เมื่อเกิดฟ้าผ่าให้นั่งยองๆ แล้วก้มศีรษะเพื่อลดตัวให้ต่ำที่สุด เท้าชิดกันและเขย่งเล็กน้อยเพื่อลดความเสี่ยงกรณีกระแสไฟไหลมาตามพื้น

ความสุขสร้างได้ หากเราลุกขึ้นมาทำสิ่งดีๆให้กับตัวเอง...ขอให้สุขใจ สบายกายในวันฝนตกกันทุกคนนะคะ