"ตะลุยดอย...คอยตะวัน" เหนือสุดในแดนสยาม (4)

บันทึกการเดินทาง

ฉากม่านกาลเวลาแห่งรัตติกาล สางลงมาครอบคลุมไปทั่วพื้นที่ เราจึงจำต้องแหวกความมืดมิด เพื่อมุ่งหน้าไปสู่ที่พักให้จงได้ ผมมักจะเข้าที่พักเมื่อค่ำมืดไปแล้ว และก็มาตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่เสมอ ซึ่งถือว่า...เป็นสีสันของชีวิตอีกอย่างหนึ่ง ในการเดินทางวันรุ่งขึ้นก็เช่นเดียวกัน แม้จะได้เข้านอนจริงจังเกือบเที่ยงคืน แล้วต้องสลัดจากที่นอนมาตอนตีสี่ตีห้า ก็ยังให้ความรู้สึกร่าเริงสดใสกันดี เพราะความบริสุทธิ์ตามธรรมชาติเหล่านั้น มิได้มีจัดจำหน่ายในร้านค้าทั่วไป ดังนั้น การตื่นนอนมาสัมผัสแก่นแท้แห่งธรรมชาติ จึงคุ้มค่าอย่างมากในความรู้สึกลึกๆ

ตัวอย่างโปรแกรมในเช้าวันนี้ เรามีการนัดหมายกันไว้ตีห้ากว่าๆ เพื่อไปที่ ภูชี้ฟ้า ที่อยู่ภายในวนอุทยานภูชี้ฟ้า ในระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 1,628 เมตร ซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 24 บ้านร่มฟ้าไทย อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย เราใช้เส้นทางเชียงราย-เทิง ระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1155 ผ่านบ้านปางคำ บ้านเชงเม้ง ที่มีถนนปูนลาดด้วยยางอย่างดี ถึงภูชี้ฟ้ารวมระยะทาง 42 กิโลเมตร หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 1021 สายเทิง-เชียงคำ-บ้านฮวก ก่อนถึงเชียงคำประมาณ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปอุทยานแห่งชาติน้ำตกภูซางอีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อไปยังภูชี้ฟ้า 30 กิโลเมตร

ผมคาดเดาผิดไปหน่อยที่ว่า เรามาชมพระอาทิตย์ขึ้นเพียงกลุ่มเดียว ด้วยเห็นแสงไฟที่เรื่อเรืองตามร้านค้า หรือแสงไฟฉายสาดส่องจากนักท่องเที่ยว ทำให้บริเวณทางขึ้นไปจุดชมวิวนั้น ช่างละม้ายคล้ายกับงานรื่นเริง เมื่อจอดรถที่ลานวนอุทยานภูชี้ฟ้า เราตามเพื่อนที่มีไฟฉายติดมาด้วย สายตาก็มัวก้มมองแต่ทางเดินเท้า มือคอยกระชับเสื้อแจ๊คเก้ตแนบตัว เพราะมีลมคอยกระโชกใส่ให้อย่างแรง เริ่มรู้สึกเหนื่อยแต่ยังไม่ถึงจุดที่เหมาะ พอถึงระยะ 700 เมตรจากที่เดินมั่วเข้ามา ก็ลงนั่งเรียงหน้าปักหลักตรงริมผา พร้อมมีนักท่องเที่ยวไร้สำนึกบางกลุ่ม ตามหลังส่งเสียงจ้อกแจ้กโต้ตอบกัน ความสงบอันเหมือนมนต์เสน่ห์แห่งธรรมชาติ ได้กลับปลิวหายตามสายลมไปสิ้น แต่ก็ชี้วัดความนิยมต่อสถานที่อย่างดี เพราะภูชี้ฟ้ามาสะดวกและเที่ยวได้ตลอด

ไม่ได้สนใจความอึกระทึกมากนัก กลับส่งสายตาจ้องแนวผายื่นไปฝั่งลาว มองถัดเข้ามาเป็นทุ่งหญ้าอันกว้าง แล้วช่วงเวลาขับเคลื่อนตัวไปไม่นาน แสงแรกของวันใหม่ก็ปรากฏชัดขึ้น ณ ปลายขอบฟ้าที่อิงแอบกับขุนเขา เป็นแสงสีเหลืองเหลือบทองกระจ่างตา พลันแผดแสงร้อนปะทะความเย็นของอากาศ เกิดละลอกละอองหมอกขาวไหลเอื่อย มินานก็สลายราวกับเป็นภาพมายา หลงเหลือแต่ความจริงในสิ่งที่เกิดขึ้นเอง ซึ่งเป็นเทือกดอยที่มีเรือนยอดไม้ปกคลุม ธรรมชาติที่แสนพิสุทธิ์เยี่ยงนี้เอง นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาชื่นชมกันตลอดปี จากนั้นเราจำต้องหันหลังให้กับภูชี้ฟ้า ที่มีลักษณะยอดเขาแหลมขึ้นไปบนฟ้า เพื่อเสาะแสวงหาข้าวต้ม กาแฟ ขนมปัง ปาท่องโก๋ เป็นอาหารมื้อเช้าใส่ท้องให้เต็ม

เวลา 09.00 นาฬิกาโดยประมาณ เราถึงเริ่มเคลื่อนตัวเดินทางกัน ซึ่งเป้าหมายอยู่ห่างอำเภอเทิง-ขุนตาล-เชียงของ ไปเพียง 6 กิโลเมตร คือภูหลงถัง หรือดอยพญาพิทักษ์ มีลักษณะเป็นยอดเนินสูง โดยสามารถมองเห็นภูชี้ฟ้าได้ชัดเจน เนื่องจากอยู่ห่างกันประมาณ 18 กิโลเมตร ทั้งได้ยลความงามของแม่น้ำอิงทางตะวันตก บริเวณดอยพญาพิทักษ์และดอยขุนห้วยเจดีย์ มีสภาพป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ดี เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญ ของแม่น้ำอิงและแม่น้ำหงาว มีพืชพันธุ์ไม้ที่หลากหลายชนิด ควรค่าแก่การอนุรักษ์และศึกษาค้นคว้า

แถบนี้เมื่อปี 2497 เกิดสถานการณ์ก่อการร้าย โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ได้ส่งผู้ปฏิบัติงานจำนวนหนึ่ง เข้าสู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย เพื่อแสวงหาแนวร่วมพื้นฐาน โดยเฉพาะชาวไทยภูเขาตามแนวชายแดน ในจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน รวมทั้งพื้นชายแดนจังหวัดพะเยาบางส่วน หลังจากปลุกระดมเป็นผลสำเร็จ ในปี 2507 ได้ทำการคัดเลือกแนวร่วมบางส่วน ส่งไปอบรมวิชาการเมืองและการทหารรุ่นแรก ในเมืองฮิวมันต์สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อกลับมาปฏิบัติงานและเผยแพร่ลัทธิต่อไป

ภายในปี 2507 สมาชิก พคท. ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ ในการชี้นำด้านการเมืองและการทหาร ในบริเวณพื้นที่ตามจังหวัดเชียงราย เมื่อสามารถขยายงานได้อย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง จึงทำการเปิดฉากต่อสู้ด้วยอาวุธ กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเป็นครั้งแรก ที่บ้านน้ำปาน ตำบลนาไร่หลวง อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2510 ถือเป็นวันเสียงปืนแตก มีการต่อสู้รุนแรงขึ้นตามลำดับ ระหว่าง พคท. และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ครั้งแรกที่บ้านชมภู ตำบลยางฮอม อำเภอเทิง (อำเภอขุนตาลในปัจจุบัน) จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2510 เกิดการปะทะกันในเขตพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น

นับตั้งแต่ปี 2521 พคท. ตั้งถิ่นฐานมั่นคงในภาคเหนือได้ถึง 9 แห่ง โดยฐานที่มั่นคงแห่งหนึ่ง คือ ดอยยาว-ดอยผ่าหม่น อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ทาง พคท. ได้จัดตั้งคณะทำงานที่ชื่อว่า คณะกรรมการจังหวัดเชียงราย เพื่อทำการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นเขตๆ คือ เขตงาน 52 เขตงาน 7 และเขตงาน 8 ซึ่งพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่นนั้น เป็นพื้นที่ควบคุมของเขตงาน 8 ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเทิงและอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย รวมทั้งที่อำเภอเวียงแก่น และอำเภอขุนตาลในปัจจุบันด้วย

กองกำลังติดอาวุธของ พคท. ในขณะนั้นประกอบด้วยชาวม้งเป็นส่วนใหญ่ การเคลื่อนไหวของกองกำลังและมวลชนดังกล่าว จะทำการขัดขวางการปฏิบัติงานของรัฐบาล ในการสร้างเส้นทางและพัฒนาพื้นที่ เพื่อความมั่นคงในการสู้รบ ระหว่าง พคท. และเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล ที่เกิดขึ้นมาหลายครั้งหลายหน ในปี 2524 กองพันทหารราบที่ 473 ภายใต้แกนนำของ พันโท วิโรจน์ ทองมิตร ได้จัดกำลังจากกองพันทหารราบที่ 3 กรมผสมที่ 7 ส่งกำลังเข้าปราบปราม ในพื้นที่ดอยยาว-ดอยผาหม่น จนกระทั่งถึงยุทธการที่สำคัญ คือ ยุทธการเกรียงไกร บนดอยพญาพิภักดิ์ ส่งผลให้ พคท. ล่มสลายไปในที่สุด

ด้วยพระบารมีปกเกล้าฯแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จฯพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลีฯ ทรงเยี่ยมทหารหาญและราษฎร ณ ฐานปฏิบัติการพญาพิภักดิ์ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2525 ในการเสด็จฯทรงเสด็จเยี่ยมทหารหาญและพสกนิกร และเป็นวโรกาสอันเป็นมิ่งมงคลยิ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประทับรอยพระบาทของพระองค์ ลงบนแผ่นปูนพลาสเตอร์ ตามคำกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระราชานุญาต ของ พันโท วิโรจน์ ทองมิตร ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 473 ณ ศาลาบนดอยพญาพิภักดิ์แห่งนี้ เพื่อเป็นมิ่งขวัญแก่ทหารกล้าและพสกนิกร ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสันติสุขตลอดไป

สำหรับรอยฝ่าพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำประดิษฐานอยู่ที่ ศาลารอยพระบาท ภายในค่ายเม็งรายมหาราช อันเป็นมิ่งขวัญของกำลังพลในค่ายฯ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ปัจจุบันบริเวณภูหลงถัง มีการส่งเสริมให้ชาวบ้านโดยเฉพาะชาวม้ง อยู่กลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ อันส่งผลในด้านการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากร โดยทางทหารเป็นผู้แบ่งปันพื้นที่ทำกิน ที่เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แล้วด้วยอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปี จึงส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนให้ชาวบ้านปลูกกาแฟและไม้ดอก โดยเฉพาะในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา กลายเป็นแหล่งปลูกกุหลาบขายที่สำคัญของจังหวัด

ส่วนอีกรอยฝ่าพระบาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำประดิษฐานภายใน วนอุท
ยานพญาพิภักดิ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 15 กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของเราต่อไป แล้วเมื่อได้ชมรอยฝ่าพระบาทในกรอบหรู ก็รู้สึกปลาบปลื้มไปกับชาวดอยพญาพิทักษ์ฯจริงๆ จากนั้นเราได้เพลินใจไปกับพืชพรรณไม้ ที่พบมากภายในวนอุทยานฯ เป็นพวกเสี้ยว ก่อ หว้า เหมือด สารภี เงี้ยว ส่วนพันธุ์ไม้พืชล่างลงไป ได้แก่ เอื้องดิน หญ้าหางหนู หญ้าไม้กวาด หญ้าเลา มอส และเฟิร์นต่าง

ในยามบ่ายเวลา 15.00 นาฬิกา เราเข้าไปเยี่ยมชม ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน มหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ ธรรมสมโภช 750 ปีรัตนบุรีเชียงราย รมณียสถานเพื่อการเจริญสติ ได้ก่อตั้งเมื่อ 29 มกราคม 2552 โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) บนเนื้อที่ 158 ไร่ ในบ้านใหม่สันป่าเหียง ตำบลห้วยสัก ณ ศูนย์วิปัสสนาแห่งนี้ มีการเปิดสอนวิปัสสนากรรมฐานเดือนละ 2 ครั้ง อีกทั้งเป็นสำนักงานเผยแพร่พระพุทธศาสนาเชิงลึกและเชิงรุก ให้แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่สนใจและไฝ่รู้ในพระพุทธศาสนา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

ด้วยปี 2555 เป็นวาระมหามงคลที่พระพุทธศาสนายุกาล เจริญพัฒนาสถาพรมาครบ 2,600 ปี และจังหวัดเชียงรายครบ 750 ปีแห่งการสถาปนา ทางผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) จึงได้ยกฐานะจากศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน ขึ้นเป็นมหาวิชชาลัยพุทธเศรษฐศาสตร์ หรือสถาบันการศึกษาทางเลือก เพื่อการศึกษาวิจัย ภาวนา เพื่อสันติภาพโลก ภายใต้ปรัชญาเศรษฐศาสตร์มัชฌิมา มีวัตถุประสงค์ในการบูรณาการและฝึกการเจริญสติ ให้เข้ากับทุกกิจกรรมของชีวิต ด้วยมีความเชื่อมั่นว่า การเจริญสติหรือทางสายกลาง คือ ทางหลัก ทางเลือก และทางรอด สำหรับมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21 หรือที่ท่าน ว.วชิรเมธี เรียกว่า โอเอซิสทางจิตวิญญาณแห่งศตวรรษที่ 21

นับเป็นบุญเหลือเกินที่พระคุณเจ้า พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี นำศึกษาปริศนาธรรมในห้องเรียนธรรมชาติ อาทิ ปริศนาธรรมเข็มทิศเข็มธรรม เครื่องมือบอกทิศทางสำหรับนักเดินทาง คือ เข็มทิศ ส่วนเครื่องมือบอกทางสำหรับการดำเนินชีวิต คือ เข็มธรรม ซึ่งป้ายเข็มทิศเข็มธรรมเบื้องหน้าเรานั้น เป็นคำคมประจำวันที่พระคุณเจ้าเขียนไว้ โดยในแต่ละประโยคมีเนื้อหาสั้นและกินใจ เช่น โกรธแล้ววาง คือ ทางโพธิสัตว์ โกรธแล้วกัด คือ สัตว์สองเท้า หรืออีกประโยคที่ว่า อำนาจเป็นสิ่งสัมพัทธ์ นำไปสู่วิวัฒน์ก็มี นำไปสู่กาลีก็มาก ส่วนปริศนาธรรมลิง 3 ตัว ที่อยู่ในอาการปิดตา ปิดหู และปิดปาก แทนความสำรวมทางประสาทสัมผัส คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นจุดอ่อนที่กิเลสไหลเข้าไหลออก ถ้าหากใช้ประสาทสัมผัสอย่างไม่ระมัดระวัง ความทุกข์จะสามารถไหลเข้ามา ตามประสาทสัมผัสเหล่านั้นนั่นเอง

ส่วนปริศนาธรรมศิลปกรรม 4x3=12 อันหมายถึงอริยสัจ 4 ที่มี 12 อาการ โดยในแต่ละข้อของอริยสัจ 4 นั้น เรามีหน้าที่ต้องปฏิบัติข้อละ 3 อาการ เช่น ทุกข์ ยอมรับชีวิตเป็นทุกข์ ทุกข์เป็นสิ่งที่ควรเรียนรู้ และเราได้เรียนรู้ในทุกข์ เมื่อเราปฏิบัติตามอริยสัจทุกข้อๆละ 3 อาการหรือ 3 ท่าที จึงรวมกันเป็น 12 อาการหรือ 12 ท่าที ต่อเมื่อทำได้ครบทั้งหมดนี้แล้ว จึงบรรลุอรหัตผลสำเร็จ เป็นพระอริยบุคคลระดับพระอรหันต์ ในที่นี้ที่เราเห็น 3 เสา แทนอาการทั้ง 3 ของอริยสัจสี่แต่ละข้อ ส่วนผืนตุงทั้ง 4 ผืน ได้แทนอริยสัจ 4 (4x3=12) อีกนัยหนึ่งเสาทั้ง 3 หมายถึงไตรสิกขา คือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา เป็นหลักการเพื่อบรรลุนิพพาน ส่วนหินทั้ง 5 ก้อนแทนพลธรรมทั้ง 5 ประการ ที่ทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้า พร้อมปรับตัวเข้าสู่สมดุล คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา และสุดท้ายหินสีดำ หมายถึง ปุถุชนคนที่มีแต่กิเลส หินสีขาว หมายถึง ปุถุชนที่มีการพัฒนาตน จนกระทั่งกลายเป็นอริยชน

ยังมีหลายปริศนาธรรมที่ควรเรียนรู้ แต่เรามีเวลาเหลือเพียงเล็กน้อย ผมคิดว่า คงมีโอกาสได้ศึกษาอีกสักครั้ง แม้จะเข้ามาอยู่ใต้ร่มเงาธรรมะ...ธรรมชาติ ได้เพียงระยะเวลาสองสามชั่วโมงเท่านั้น ก็พลันความสงบได้เบิกบานในจิตใจ ถึงภายนอกพินิจวิเคราะห์ไม่ได้ชัด ทว่าตัวเราเองรับรู้ได้ดีที่สุด นับเป็น "บันทึกการเดินทาง" ในหน้าท้ายสุด ที่ไม่มีสิ่งใดสะอาดบริสุทธิ์ได้เท่า สำหรับทริป "ตะลุยดอย...คอยตะวัน" ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นอีกทริปการเดินทางที่น่าสนใจ เพราะเป็นการท่องเที่ยวอย่างเพลินใจ ที่มุ่งเน้นการเรียนรู้และรับรู้ในคุณค่า อาทิ ด้านประวัติศาสตร์ ด้านสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ หรือด้านการท่องเที่ยวพักผ่อน ซึ่งอยู่บนฐานของคำว่า "แก่นสาร" และ "สาระ" อย่างแท้จริงครับ