เที่ยวท่อง ล่องเรือ ชิมเกลือก่อนใคร (2)

ท่องเที่ยวทั่วไทย

ด้วยความตอนหนึ่งในพระราชเสาวนีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติติ์ พระบรมราชินีนาถ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2544 ความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สอนข้าพเจ้าว่า ป่าไม้ชายเลนนี้สำคัญที่สุด เพราะว่าเป็นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพราะพวกเราเองก็รับประทานปลาแล้ว ทานปู ทานกุ้งกันเยอะแยะ เพราะฉะนั้นป่าชายเลนนี้ สำคัญในการที่จะรักษาเอาไว้ เพื่อรักษาพันธุ์ปลา พันธุ์กุ้ง ปู ให้มีมากเหมือนแต่เก่าก่อน ขณะนี้ป่าชายเลนถูกทำลายมากมายก่ายกอง เราน่าจะสอนลูกหลานเรา ให้รู้ถึงคุณค่าของป่าชายเลน ที่มีประโยชน์ต่อคนไทยทุกคนในแผ่นดินนี้ ที่ช่วยกันเก็บรักษาอาหาร เช่น พันธุ์ปลาต่างๆ”

และนี่...เป็นแรงบันดาลใจ สำหรับโปรแกมการเที่ยวต่อไปของเรา ถือเป็นการพักเบรคเรื่องเกลือเอาไว้ก่อน แล้วใช้เป็นตัวเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ก็คือ การล่องเรือชมป่าชายเลนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งสมัยก่อนพื้นที่ถูกบุกรุกทำลาย จนเกือบหมดสภาพเป็นป่าชายเลน ทำให้ความสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล ได้สูญเสียไปอย่างน่าใจหาย กระทั่งปี 2534 บรรดาผู้เกี่ยวข้องและชาวบ้าน ได้มีการฟื้นฟูด้วยการปลูกป่าชายเลน โดยเฉพาะเป็นพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของป่าชายเลน ได้เสด็จมาปลูกป่าด้วยพระองค์เองเป็นระยะๆ

จนปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนคลองโคน กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง มีสัตว์น้ำตามชายฝั่งทะเลมากมาย ทำให้อาชีพประมงของคนในท้องถิ่น สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างพอเพียง ลูกหลานที่ต้องย้ายไปทำงานต่างถิ่น ก็หันกลับมาทำกินที่บ้านเกิดของตน ครอบครัวได้มาอยู่พร้อมหน้าตากันครั้ง อีกทั้งเกิดการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ อย่างการล่องเรือชมวิถีชาวเลตามชายฝั่ง ได้สัมผัสการเลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ ดูการกล่ำปลาดุกและจับปู ในแบบภูมิปัญญาชาวบ้านโดยแท้ หรือพักผ่อนชมวิวบนกระเตงกลางทะเล ได้ตื่นตาไปกับการแล่นเรือบนเลน และเพลิดเพลินถ่ายภาพลิงแสม ปลาตีน ปูก้ามดาบ และนกนานาชนิด

เรากลับมาที่เรื่องเกลือกันต่อนะครับ โดยหลังจากล่องเรือชมป่าชายเลน เรามุ่งหน้าไปตามทางหลวง 35 หลักกิโลเมตรที่ 72 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ถึงที่ว่าการอำเภอบ้านแหลม ให้ตรงต่อไปจนถึงจุดเริ่มต้นของ ถนนแห่งการเรียนรู้...King’s Coast Project ตามแนวโครงข่ายถนนเลียบชายฝั่งทะเล ทางด้านตะวันตกของอ่าวไทย จังหวัดเพชรบุรี ตลอดสองฝากของเส้นทางแห่งนี้ จะแลเห็นการทำนาเกลือสมุทร ลากยาวไปถึงหลักกิโลเมตรที่ 48 โดย กลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง อันเป็นจุดหมายปลายทางต่อไป ได้ตั้งอยู่หลักกิโลเมตรที่ 44 หรือจากทางหลวง 2021 ถึงกิโลเมตร 54 เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 10 กิโลเมตร

กลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง มีผู้ริเริ่มและเป็นประธานของกลุ่ม คือ สมจิต หนูศาสตร์ เมื่อปี 2547 ได้จัดเป็นโครงการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่นวัตกรรมใหม่ ด้วยการนำเกลือสมุทรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไปผสมผสานกับสมุนไพรอันทรงคุณค่า อย่างเช่น ไพร ขมิ้น อ้อย ขมิ้นชัน ทานาคา ว่านนางคำ เป็นต้น โดยทางสปาของเกลือกังหันทอง ใช้ทั้งเกลือเมล็ดเล็กและเมล็ดใหญ่ รวมทั้งดอกเกลือหรือเกสรเกลือ ด้วยคุณสมบัติของเกลือที่ดีต่อสุขภาพ แล้วเมื่อนำไปผสมรวมกับสมุนไพร จึงให้สรรพคุณทางด้านความสวยงาม ส่งผลดีโดยตรงต่อสุขภาพผิวพรรณ ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวใหม่ พร้อมคืนความสดใสให้กับผิวกาย

หากย้อนถามถึงความเป็นมา พี่สมจิตได้เล่าให้ฟังว่า ด้วยสินค้าหลักในแถวบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี คือ เกลือสมุทร เพราะมีการทำนาเกลือกันตลอด ทั้งครอบครัวตัวเองก็ทำเกลือเช่นกัน ต่อมาความนิยมใช้เกลือสมุทรลดลง จึงมาคิดว่า จะนำสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดพอกพูนให้เกิดมูลค่าเพิ่ม จึงนำเกลือสมุทรมาผสมกับสมุนไพรต่างๆ โดยเริ่มจากคอนเซ็ปต์ที่ใกล้ๆตัวกันก่อน ด้วยการทำเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย เพราะด้วยกระแสเรื่องการดูแลสุขภาพ โดยการใช้สมุนไพรหรือธรรมชาติบำบัด จึงทำให้สินค้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อาทิ เกลือขัดผิวหน้า เกลือขัดผิวผสมน้ำแร่ เกลือขัดผิวผสมน้ำนม

ทางกลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง มีแนวคิดแบบ Sense and Respond ที่มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างจากท้องตลาด แต่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เพราะยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางในการผลิต ด้วยเกลือสมุทรมีแร่ธาตุถึง 84 ชนิด ที่จำเป็นต่อร่างกายของคนเรา อย่างมีรอยช้ำรอบดวงตา ให้ใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ มาปิดตาไว้ประมาณ 5-10 นาที รอยช้ำรอบดวงตาจะค่อยๆจางลง ส่วนบริเวณใบหน้าที่มัน นำผ้าชุบน้ำร้อนพอหมาด ปิดหน้าไว้ประมาณ 3-5 นาที เพื่อช่วยเปิดรูขุมขนก่อน จากนั้นเทน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ ลงในขวดสเปรย์แล้วฉีดใส่ใบหน้าให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าขนหนูซับหน้าให้แห้ง ใบหน้าก็จะมันน้อยลง
หรือต้องการทำความสะอาด แล้วยังให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวพรรณด้วย ให้ใช้ฟองน้ำหรือผ้าชุบน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ เช็ดทำความสะอาดผิวกายและใบหน้าให้ทั่ว จะช่วยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออกมา ขณะเดียวกันก็กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย ส่วนคนที่เป็นโรคตาแดง มีอาการบวมแดงหรือมีขี้ตามาก นำน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ผสมน้ำอุ่นเล็กน้อย ใช้ผ้าขนหนูสะอาดแช่ในน้ำอุ่น ที่ผสมน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ มาบิดพอหมาดๆเช็ดที่ตา ซึ่งอาจมีอาการแสบอยู่บ้าง ทนสักครู่จะรู้สึกดีขึ้นได้ หรือมีผิวหนังบวมคันขึ้นมา ให้ใช้ผ้าหรือสำลีชุบน้ำเกสรเกลือบริสุทธิ์ ทาตรงบริเวณที่มีอาการบวมคัน จะช่วยบรรเทาอาการได้อย่างดี

สำหรับขั้นตอนการทำเกลือสปา เริ่มจากนำเกลือสมุทรจากนาเกลือ มาทำการล้างทำความสะอาด น้ำที่ล้างก็เป็นน้ำเกลือที่สะอาดบริสุทธิ์ จากนั้นก็เอามาทำการโม้ให้ละเอียด พักทิ้งเอาไว้ให้แห้งเสียก่อน จะกินเวลาเพียง 3 วันเท่านั้นเอง แล้วนำไปอบด้วยความร้อนอีกรอบ ซึ่งในการมาเยือนของเราวันนี้ มีการสาธิตทำเกลือสปาให้ชมกันอีกด้วย อ้า!!!ไม่ได้การแล้วละครับ ต้องหากระดาษจดกันลืมเสียหน่อย โดยขั้นตอนก็ไม่ยากเย็นเท่าไหร่ เริ่มต้นด้วยการนำเกลือมาแยกขนาด ด้วยการใส่ลงไปล่อนในตะแกรง ต่อเมื่อได้เมล็ดเกลือตามต้องการแล้ว ก็นำสีสังเคราะห์มาผสมกับเมล็ดเกลือ ในอัตราส่วน 2 หยดต่อเกลือหนึ่งกิโลกรัม

ตามด้วยน้ำมันหอมระเหยใส่ลงไป ซึ่งมีกลิ่นที่แสนจรุงให้เลือกหลากหลาย อาทิ กลิ่นตะไคร้ จันทร์กระพ้อ ดอกปีบ ก็จะได้กลิ่นหอมตามใจที่ปราถนากัน ส่วนที่ทำให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื้น จะทำการผสมน้ำมันสกัดจากเมล็ดองุ่น หรือน้ำมันที่สกัดจากสมุนไพรไทย คุณสมบัติตามปกติของเกลือสมุทร สามารถช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรีย นำความสกปรกออกไปจากผิวหนัง แต่พอนำมาทำเป็นเกลือสปา จะช่วยขัดผิวให้มีความนุ่มเนียน แลดูผ่องใส และยังให้ความสะอาดสะอ้าน แม้แต่ครั้งที่นำน้ำเกลือเมาแช่เท้า ก็ยังทำให้รู้สึกผ่อนคลายและหายปวดเมื่อย ซึ่งการทำสปาอย่างหลังนั้น เพื่อนๆต่างการันตีในผลลัพท์กันทุกคน

วันแรกการท่องเที่ยวที่แฝงสาระ ในทริป “เที่ยวท่อง ล่องเรือ ชิมเกลือก่อนใคร” จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กองเผยแพร่ความรู้ด้านการท่องเที่ยว ฝ่ายส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยว มาจบลงด้วยการเข้าที่พักสุดโรแมนติค I-Tara Resort โดยเปิดมาให้บริการเพียงสองสามเดือนเท่านั้น ผมเริ่งเข้านอนเพื่อตุนแรงเอาไว้ก่อน เพราะพรุ่งนี้เวลาประมาณแปดโมงเช้า เรามีนัดมาร่วมตัวกันที่ ท่าเรือคลองอีแอด บริเวณอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งแถวๆอำเภอบ้านแหลมนั้น มีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม ติดชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ได้ทอดตัวจากตำบลบางตะบูนถึงตำบลแหลมผักเบี้ย รวมระยะทางยาว 32 กิโลเมตร

ผู้คนต่างประกอบอาชีพประมง ซึ่งถือเป็นคลังอาหารทะเลที่สำคัญ ของจังหวัดเพชรบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งมีการเพาะเลี้ยงหอยแครง หอยแมลงภู่ หอยนางรม แล้วก็มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ตามริมฝั่งทะเล เช่น ป่าชายเลน แหล่งทำนาเกลือสมุทร ที่ว่ากันว่า...ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตลอดจนมีแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุ รวมถึงวัดวาอารามที่มีความศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง จากศักยภาพด้านแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าว หากได้รับการส่งเสริมสนับสนุน อย่างถูกต้องและเป็นระบบ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ ที่กว้างขวางและครอบคลุมทั่วถึง จะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวอำเภอบ้านแหลมเพิ่มมากขึ้น และสามารถพัฒนาเกิดเป็นรายได้ ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย

ณ ท่าเรือคลองอีแอด ในช่วงเวลาเช้าๆของวันต่อมา ตามริมฝั่งมีแต่เรือประมงน้ำตื้น จอดเทียบท่าเรียงรายทั่วไป หลังจากหาเรือลงนั่งเป็นที่เรียบร้อย ฝีจักรท้ายเรือหมุนเป็นเกลียว กระทบน้ำแตกซ่าเป็นฟองขาว เกิดแรงผลักดันให้เรือเคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมเสียงเครื่องแผดคำรามลั่นไปตลอดทาง เราเพลินกับธรรมชาติตามสองฝั่ง ที่เบียดเสียดแน่นด้วยต้นโกงกาง ต้นแสม ต้นตะบูน หรืออีกหลากสายพันธุ์ที่ไม่รู้จัก ซึ่งถูกเสริมแต่งเพิ่มด้วยสิ่งมีชีวิต อย่างพวกนก ปู ปลาตีน ทั้งยังตื่นเต้นจากคลื่นจากฝีจักรเรือประมง สาดปะทะกราบเรือให้เอียงวูบวาบ จนกระทั่งเรือมาสงบตัวลอยอยู่นิ่ง ในท่ามกลางเวิ้งทะเลอันกว้างไกล

น้ำทะเลที่เอ่อท่วมท้นขึ้นมา อันเนื่องมาจากอิทธิพลของดวงจันทร์ เริ่มลดระดับลงไปทีละนิด จึงเผยให้เห็นเนินทรายละเอียด ขณะที่อีกด้านเป็นหาดโคลนตม แม้ตามหาดถึงจะดูเงียบเหงาไป แต่ก็ร้างไร้เฉพาะตัวตนผู้คนเท่านั้น หากยังมีสรรพชีวิตต่างๆอีกมากมาย ที่ยังสามารถอยู่อาศัยด้วยความร่าเริง ท่ามกลางเปลวแดดที่เต้นระยิบ ลุงคนขับเรือบอกกับเราว่า ระดับน้ำทะเลขึ้นลงวันละหลายเมตร ในวันหนึ่งน้ำจะขึ้น 2 ครั้งลง 2 ครั้ง เฉลี่ยครั้งละ 6 ชั่วโมง ซึ่งมีปริมาณไม่เท่ากันหรอกครับ ต้องดูที่ข้างขึ้นข้างแรมประกอบกันด้วย ปริมาณน้ำจะขึ้นลงมากในช่วง น้ำเกิด ประมาณขึ้นหรือแรม 12 ค่ำถึง 14 ค่ำ หรือแรม 1 ค่ำถึง 5 ค่ำ แล้วปริมาณน้ำจะขึ้นลงน้อย ก็แน่นอนอยู่แล้วจะเป็นช่วง น้ำตาย ประมาณขึ้นหรือแรม 6 ค่ำถึง 11 ค่ำ

เราปล่อยเรือลอยกระเพื่อมตามจังหวะคลื่น เพื่อนั่งชื่นชมกับบรรยากาศแห่งท้องทะเล ต่อเมื่อแดดสายเริ่มสร้างความอบอ้าว เครื่องยนตร์เรือก็แผดเสียงดังลั่นอีกครั้ง แล้วแล่นหันท้ายเรือให้กับอ่าวไทย เพื่อกลับเข้าสู่ฝากฝั่งที่เรามาก่อนหน้านี้ มาต่อด้วยโปรแกมความบันเทิงกันบ้าง โดยทางอำเภอบ้านแหลม ได้ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน รัฐวิสาหกิจ องค์กรเอกชน และองค์กรภาคประชาชน กำหนดการจัด “งานเปิดโลกทะเลโคลน” เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ให้ได้รู้จักแพร่หลายแก่นักท่องเที่ยว อีกทั้งยังสร้างเครือข่ายความร่วมมือในภาคี อย่างมีเอกลักษณ์และเป็นระบบ ที่สำคัญสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นมากขึ้น และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้อย่างดีด้วย

หลังจากทานอาหารรสชาติอร่อยเลิศ ในมื้อกลางวันเรียบร้อยไปแล้ว เราจะแวะเข้าไปศึกษาหาความรู้กัน ภายใน โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งห่างจากเทศบาลเมืองเพชรบุรี ไปอีกประมาณ 22 กิโลเมตร โดยเกิดขึ้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำริด้านปัญหาขยะและน้ำเน่าเสีย ดังที่มีกระแสพระราชดำริ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 ความสำคัญตอนหนึ่งว่า “...ปัญหาสำคัญ คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องน้ำเสียกับขยะ ได้ศึกษามาแล้วเหมือนกัน ทำไม่ยากนัก ในบางเทคโนโลยีทำได้ แล้วในเมืองไทยเองก็ทำได้” และ “...แล้วก็ต้องทำการเรียกว่า การกรองน้ำ ให้ทำน้ำนั้นไม่ให้โสโครก แล้วปล่อยน้ำลงมา ที่เป็นที่ทำการเพาะปลูก หรือทำทุ่งหญ้า หลังจากนั้นน้ำที่เหลือ ก็จะลงทะเลโดยไม่ทำให้น้ำนั้นเสีย”

จากแนวพระราชดำริข้างต้นนั้นเอง จึงเป็นที่มาของโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักๆ คือ เพื่อการศึกษาวิจัยหาเทคโนโลยีที่เหมาะสม ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียและขยะ ที่ทั้งประหยัด สะดวก และทำได้ง่าย สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทยได้อย่างขว้างขวาง ส่วนงานวิจัยที่ผมประทับใจล้นเหลือ น่าจะเป็นเรื่องของระบบบำบัดน้ำเสีย โดยในปี 2542 เกิดมีรูปแบบการบำบัดน้ำเสียต่างๆ คือ การบำบัดน้ำเสียด้วยระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม ด้วยการทำแปลงหรือเก็บกักน้ำเสีย แล้วบำบัดด้วยกกจันทบูรณ์ ธูปฤาษี แฝกอินโดนีเซีย

ซึ่งถือเป็นการบำบัดน้ำเสีย ด้วยระบบพืชกรองน้ำเสีย ส่วนการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบบำบัดน้ำเสีย จะเป็นระบบบำบัดแบบพึ่งพาธรรมชาติ ที่อาศัยจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย หรือการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบหญ้ากรองน้ำเสีย เป็นการบำบัดด้วยหญ้าที่เป็นอาหารสัตว์ คือ หญ้าสตาร์ หญ้าคาลลา และหญ้าโคสครอส และการบำบัดน้ำเสียด้วยระบบแปลงพืชป่าชายเลน โดยการทำแปลงเก็บกักน้ำทะเลและน้ำเสีย แล้วปลูกป่าชายเลนด้วยต้นโกงกางและแสม นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องของเทคโนโลยี ในการจัดการกับขยะมูลฝอย ที่ใช้วิธีการทำปุ๋ยหมักจากขยะ ด้วยการฝังกลบในบ่อคอนกรีต แล้วอาศัยหลักธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

แม้อากาศตอนบ่ายๆจะร้อนระอุ ต่อเมื่อเข้าถึงหรือเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง ในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก็ทำให้รู้สึกได้เลยว่า ปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเสีย ที่ทำให้เราเดือดร้อนไปตามๆกัน กลับเป็นปัญหาที่แก้ไขได้อย่างเย็นใจ อีกทั้งการท่องเที่ยวในทริป “เที่ยวท่อง ล่องเรือ ชิมเกลือก่อนใคร” ภายใต้โครงการทดสอบสินค้าการท่องเที่ยวเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาค นับว่า...มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก ซึ่งทำให้ทราบถึงสินค้าและบริการท่องเที่ยว ที่มีศักยภาพ มีการบูรณาการ มีการทำงานร่วมกัน ในการส่งเสริมการขายและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ให้ไปสู่กลุ่มตลาดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ