แม้จะเสด็จพระราชดำเนินตาม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระชนกที่ไปรับตำแหน่งเอกอัครราชฑูตประจำสำนักเซนต์เจมส์ ณ กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ตั้งแต่พระชนม์ได้ 13 ชันษา ทว่า สมเด็จพระนางเจ้า

สิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถกลับทรงตระหนักถึงคุณค่าของมรดกแห่งความเป็นไทยมาตลอดระยะเวลายาวนาน

พระราชกรณียกิจอันดับต้นของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ การสืบสานมรดกผ้าทอไทย โดยเลือกฉลองพระองค์ด้วยผ้าไทย นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เสด็จฯกลับประเทศไทยในฐานะพระคู่หมั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะมีพระชนมพรรษา 17 พรรษา และในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ.2493 ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม ชาวไทยต่างปลื้มปิติที่ได้เห็นภาพอันประทับใจไม่รู้ลืมของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในฉลองพระองค์แบบไทยสีงาช้าง ฉลองพระองค์ปักไหมทอง พระภูษายกทอง ครั้นถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 5 พฤษภาคม พ.ศ.2493 ทรงพระภูษายกทองและทรงสะพัก

พ.ศ.2503 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับสหรัฐอเมริกาและประเทศต่างๆ ในยุโรปอย่างเป็นทางการครั้งแรก มีพระราชดำริว่า สตรีไทยไม่มีเครื่องแต่งกายที่เป็นชุดประจำชาติเหมือนสตรีชาติอื่นๆ เช่น อินเดียมีสาหรี่ หรือญี่ปุ่นมีกิโมโน จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ผู้เชี่ยวชาญค้นคว้าจากประวัติศาสตร์การแต่งกายของสตรีไทยในราชสำนักโบราณและออกแบบตัดเย็บฉลองพระองค์ชุดไทยแบบต่างๆโดยผสมผสานระหว่างรูปแบบการแต่งกายสตรีไทยในอดีตกับการตัดเย็บในปัจจุบันที่ง่ายต่อการสวมใส่และมีความเหมาะสมกับยุคสมัย ระหว่างเสด็จฯเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในครั้งนั้น

นานาชาติจึงได้มีโอกาสตื่นตาตื่นใจกับพระสิริโฉมของสมเด็จพระราชินีแห่งประเทศไทยที่ทรงฉลองพระองค์ชุดไทยพระราชนิยม และกลายเป็นต้นแบบของชุดไทยประจำชาติ ทั้งหมด 8 แบบ

รวมทั้งยังได้มีพระราชเสาวนีย์ให้ดีไซเนอร์ชั้นนำของฝรั่งเศส ปิแอร์ บัลแมง และช่างปักเสื้อชื่อดังแห่งยุค ฟรองซัวส์ เลอซาจ เพิ่มความงดงามตระการตาให้ชุดไทยพระราชนิยมและชุดราตรีแบบตะวันตกสำหรับฉลองพระองค์โดยทรงแนะนำให้ผสมผสานลวดลายแบบไทยโบราณเข้ากับวิธีปักของห้องเสื้อชั้นนำของยุโรป ครั้งนั้นมีการใช้ไหมเงินไหมทอง ผสมเข้ากับพลอยสีและลูกปัดเป็นครั้งแรก

ต่อมาเมื่อมีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศ จึงได้ทอดพระเนตรผ้าทอมือจากผลงานของราษฎรเป็นจำนวนมาก ทำให้ทรงตระหนักว่า เมืองไทยนี้เป็นศูนย์รวมของผ้าไทยหลากหลาย และหากส่งเสริมให้มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอจะสามารถสร้างอาชีพอย่างยั่งยืนแก่ราษฎรได้ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ว่า "ประชาชนไทยของเราเปรียบเสมือนคลังเก็บรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติอย่างแท้จริง เพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสแสดงออกในคุณค่าของเขาเท่านั้น..."

จุดเริ่มต้นของผ้าไทยทอมือในพระราชดำริได้ถือกำเนิดขึ้นระหว่าง พ.ศ.2506-2508 ขณะเสด็จฯแปรพระราชฐานประทับแรม ณ วังไกลกังวล และทรงเยี่ยมราษฎรที่หมู่บ้านเขาเต่าซึ่งยากจนมาก ทรงชักชวนแม่บ้านให้มาหัดทอผ้าขาย โปรดเกล้าฯ ให้ พลโท หม่อมเจ้า ประเสริฐศรี ชยางกูร จัดหากี่ทอผ้ามาติดตั้งที่ใต้ศาลาวัดเขาเต่า แล้วชักชวนหญิงชาวบ้านประมาณ 20 คนมาหัดทอผ้าขาวม้าและผ้าซิ่น ต่อมาโปรดให้สร้างโรงทอผ้าที่ท้ายวังไกลกังวล รวมทั้งทรงขอให้ครูทอผ้าจากโรงงานทอผ้าบ้านไร่ จังหวัดราชบุรีมาช่วยสอน ทรงรับซื้อผ้าของชาวบ้านไว้ทั้งหมด ดังนั้นผ้าฝ้ายของชาวบ้านเขาเต่าจึงเป็นพระราชกรณียกิจแรกที่ทรงส่งเสริมงานหัตถกรรมแก่ราษฎร

ใน พ.ศ.2513-2515 ทรงส่งเสริมให้ราษฎรที่จังหวัดนครพนม พัฒนาผ้าไหมมัดหมี่ให้มีคุณค่า สวยงาม เป็นที่ต้องการของตลาด

พอถึง พ.ศ.2517 เสด็จฯแปรพระราชฐานไปประทับที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ โปรดเกล้าฯให้ราษฎรทดลองทอผ้าฝ้ายลายดอกพิกุลซึ่งเป็นลายเฉพาะของภาคใต้ และเพิ่มการสอนทอผ้าฝ้ายยกดอกพิกุลเป็นครั้งแรกที่บริเวณวัดเชิงเขา อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

เมื่อเสด็จฯเยี่ยมราษฎรที่กาฬสินธุ์ ได้ทอดพระเนตรสตรีผู้ไทห่มผ้าสไบไหมหรือแพรวาซึ่งเป็นผ้าหายากที่สตรีผู้ไทจะทอไว้ใส่ตามประเพณีเพียงคนละผืนเดียวเท่านั้น และประเพณีดังกล่าวก็กำลังจะหายไป จึงโปรดเกล้าฯให้อนุรักษ์ไว้ จนปัจจุบันผ้าไหมแพรวากลายเป็นที่นิยมแพร่หลายและได้ราคาที่ดี

นอกจากจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้อนุรักษ์การทอผ้าฝ้ายด้วยกี่กระทบแบบของเก่าแทนการเข้ามาของเครื่องจักรแล้ว ยังทรงแนะนำให้นำ จก ซึ่งเป็นศิลปะการทอผ้าที่มีลวดลายและวิธีการทอพิสดารสีสันสวยงามมาแต่งเสื้อผ้าและประกอบผ้าชิ้นอื่นเป็นที่ตื่นตา

เมื่อทรงจัดตั้งมูลนิธีศิลปาชีพพิเศษ ผ้าทอมือก็ยิ่งได้รับการพัฒนาและส่งเสริมให้ทรงคุณค่าและทำให้มีผู้หันมานิยมแต่งกายด้วยผ้าไทยกันมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของราษฎรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการผลิตผ้าทอมือจำหน่าย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จฯไปที่บ้านของ นางไท้ แสงวงศ์ ที่บ้านหนองเข้ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนครรวมถึง 3 ครั้ง จาก พ.ศ.2521-2523 และได้พระราชทานฉลองพระองค์คลุมผ้าไหมมัดหมี่สีม่วงจากห้องเสื้อบัลแมงโดยปิแอร์ บัลแมง นักออกแบบชาวฝรั่งเศส เพื่อให้นางไท้ใช้เป็นแบบสำหรับทอขึ้นใหม่ ซึ่งนางไท้ได้เก็บผ้าผืนนั้นไว้บนหิ้งสูงแล้วบูชาด้วยดอกไม้สีขาวจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

บางครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถจะทรงออกแบบลายผ้า พระราชทานให้ชาวบ้าน นำไปทอมือ อาทิ ลายผ้าขิตที่ถูกขนานนามว่า ขิตลายสมเด็จ

ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เล่าว่า เวลาเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร จะมีทีมงานเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดารเพื่อเสาะหาผ้ามาถวาย จะทรงคลี่ผ้าทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองทุกผืน แล้วทรงให้กลับไปหาเจ้าของเพื่อขอให้เขาทอแบบเดียวกันนี้ จะทรงรับสั่งว่าให้เข้าไปหาชาวบ้านอย่างนอบน้อมอย่างลูกหลาน ไปขอซื้อและให้จ่ายเงินล่วงหน้าก่อนด้วย แต่ชาวบ้านจะไม่กล้ารับเงิน ต้องอ้อนวอนและเพียรขอซื้อ แล้วบอกว่าหลังเก็บเกี่ยวจะมารับผ้าไปถวาย ซึ่งพอกลับไปเอาก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง เงินที่อยู่ในซองเขาก็เอามาคืน บางครอบครัวไม่ยอมใช้เงินเขาบอกเงินของสมเด็จพระราชินี แต่สัญญาจะทอผ้าให้ถ้าทำไม่ได้ก็จะขอคืนเงินให้ ทำให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความดีของคนไทย

ด้วยความที่ทรงเห็นคุณค่าของผ้าไทยและทรงเล็งเห็นการณ์ไกลที่จะต่อยอดมรดกล้ำค่าที่มีมาช้านานเพื่อสืบสานให้ดำรงอยู่สืบไป จนถึงกับเคยรับสั่งว่า "แม้ผ้าถูเรือนก็อย่าละเลย อาจพบลายผ้าโบราณซึ่งจะสืบไปถึงช่างทอและเรื่องราวต่างๆได้" ก่อกำเนิดเป็น พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการจัดเก็บรักษาผ้าและจัดแสดงผ้าประเภทต่างๆ โดยเฉพาะจัดแสดงฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถที่ทรงนำความเป็นไทยสู่สากล และยากที่จะหาชมได้ อาทิ ฉลองพระองค์ระหว่าง พ.ศ.2503-2532 ในโอกาสต่างๆ ผู้สนใจสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0-2225-8420 และ 0-2225-9730