วิชาชีพแพทย์แผนไทย ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

วิทยาการความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์แผนปัจจุบันมาถึงจุดสูงสุดก็จริง แต่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การรักษาโรคบางอย่างให้หายป่วยได้ แต่แพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบโรคศิลป สาขาการแพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์คือแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่มีใบประกอบโรคศิลป สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมของบรรพบุรุษคนเฒ่าคนแก่มาใช้บำบัดรักษาจนเป็นปกติได้ โรคหลายโรคเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความเจริญในโลกตะวันตก ยาที่ใช้รักษามาจากตะวันตกแต่บางครั้งไม่ได้ผลสำหรับประเทศในโลกตะวันออกหรือที่เรียกกันว่าลางเนื้อชอบลางยา ดังนั้น การเดินทางย้อนเวลากลับไปสู่การรักษาแพทย์แผนไทยจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของปัจจุบัน ประกอบกับองค์การอนามัยโลกยังให้การสนับสนุนให้กลับไปฟื้นฟูภูมิปัญญาท้องถิ่น ในขณะเดียวกันด้านงานสาธารณสุขของเมืองไทยก็เปิดกว้างให้หันกลับไปค้นคว้าภูมิปัญญาท้องถิ่น

ทั้งหมดนี้คือคำตอบของ อ.พวงผกา ตันกิจจานนท์ อาจารย์ประจำหลักสูตรภาควิชาแพทย์แผนไทย สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) อาจารย์ผู้สอนประสบการณ์วิชาชีพการแพทย์แผนไทยและให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันนี้การแพทย์แผนไทยเฟื่องฟูทั้งนี้เพราะกฎระเบียบ แผนยุทธศาสตร์ของชาติให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน พระราชบัญญัติการขึ้นทะเบียนแพทย์พื้นบ้านแสดงว่าสังคมไทยยอมรับการดำรงอยู่ของแพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านใช้หลักการร่วมกัน ที่สำคัญเสน่ห์ของแพทย์พื้นบ้านคือวิถีชีวิตดั้งเดิมซึ่งไม่แยกออกจากกัน หากนำทั้งสองอย่างมารวมกันผนึกเป็นหนึ่งเดียวกันแล้วจะทำให้การแพทย์แผนไทยของเราคงอยู่และเข้มแข็ง

การแพทย์แผนไทยเป็นศาสตร์และศิลปะที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา องค์ความรู้และวิธีการปฏิบัติเพื่อการดูแลสุขภาพและการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยที่สอดคล้องกับหลักศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมไทย สมควรอนุรักษ์ ส่งเสริมและพัฒนาสู่มาตรฐานวิชาการในระดับอุดมศึกษาและต่อมนุษยชาติในสังคมปัจจุบัน และมีคุณค่ายิ่งต่อสังคมในการประยุกต์เพื่อการให้บริการสุขภาพอนามัยทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชน ในการที่จะธำรงรักษาดุลยภาพของมนุษย์ครอบคลุมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ผู้ให้บริการสุขภาพโดยอาศัยหลักการแพทย์แผนไทยที่มีคุณภาพมาตรฐานนั้น ควรเป็นผู้ผ่านการศึกษาและพร้อมเป็นพลเมืองดีในสังคม มีจิตสำนึกของผู้มีความเอื้ออาทรและมีความรู้อย่างลึกซึ้งในศาสตร์การแพทย์แผนไทยตลอดจนศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถประยุกต์ความรู้และทักษะดังกล่าวในการให้บริการการดูแลสุขภาพให้ตอบสนองการแก้ไขปัญหาและความต้องการของผู้รับบริการ โดยการดูแลทั้งบุคคล ครอบครัวและชุมชนแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทั้งมิติด้านกาย จิต สังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสุขภาพ ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทย ตลอดจนสามารถจรรโลงภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยให้เป็นมรดกของชาติสืบไป

ขณะนี้หลักสูตรภาควิชาแพทย์แผนไทย สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช(มสธ.)ซี่งมีสถานะเป็นมหาวิทยาลัยทางไกลแห่งเดียวของเมืองไทย เป็นมหาวิทยาลัยเปิดให้โอกาสทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตมีวิชาชีพติดตัวสอดคล้องกับการศึกษาของชาติ หลักสูตรดังกล่าวนี้ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเทอมละ500 คน แยกได้เป็น3 กลุ่ม

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่ได้วุฒิบัตรอนุปริญญามาแล้วต้องการต่อยอดในระดับปริญญาตรี เพื่อจะได้ประกอบอาชีพทางด้านการแพทย์แผนไทยได้โดยตรง กลุ่มสอง เป็นนักศึกษาที่เรียนจบชั้นม.6 ตลอดจนนักศึกษาส่วนหนึ่งที่จบปริญญาตรี ปริญญาโทมาแล้ว ต้องการหาความรู้ในแขนงอื่นๆ โดยไม่มีพื้นฐานความรู้ด้านแพทย์แผนไทย กลุ่มสาม ต้องการความรู้จากการศึกษาเล่าเรียนมาใช้ประโยชน์ดูแลคนในครอบครัว ดูแลตัวเอง การดูแลสุขภาพองค์รวมแบบไทยสัปปายะคือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของไทยแท้ๆ การรักษาทางจิตและปรับสมดุลทางกาย ใจ ด้วยการทำสมาธิและการดัดตน รวมทั้งกายบริหารแบบต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์ไทยให้เหมาะสมกับแพทย์แผนไทยหรือไทยสัปปายะ ขณะเดียวกันต้องการประกอบอาชีพเสริมนำความรู้ด้านวิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อไปต่อยอดทางด้านรายได้ในการครองชีพ

อ.พวงผกากล่าวว่า จำนวนนักศึกษา500คนต่อเทอม ที่เข้าเรียนในหลักสูตรภาควิชาแพทย์แผนไทย สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) จะมีนักศึกษาที่จบเป็นบัณฑิตเพียง7-12% เท่านั้น เนื่องจากศาสตร์นี้มีความเป็นวิทยาศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้และศึกษาในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ และขณะเดียวกันก็ต้องจดจำสูตรต่างๆ จากคัมภีร์แพทย์โบราณของไทยเป็นจำนวนมาก เมื่อเรียนจบแล้วยังต้องไปสอบแข่งขันรับใบประกอบโรคศิลป์ควบคู่กับการจบแพทย์แผนไทยด้วย

ประสบการณ์วิชาชีพการแพทย์แผนไทย คือวิชาหนึ่งที่นักศึกษาต้องใช้เรียนจริง มุ่งเน้นให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติให้เกิดทักษะทางด้านวิชาชีพการแพทย์แผนไทย เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย การนวดไทย การผดุงครรภ์ไทย การประกอบธุรกิจและวิชาชีพอิสระ การพัฒนาวิชาชีพและการพัฒนาการแพทย์แผนไทยสู่สากล ตลอดจนการประยุกต์แนวคิด หลักการ องค์ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ทางด้านการแพทย์แผนไทยอย่างเป็นระบบในการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้นักศึกษาจะต้องผ่านการฝึกงานที่โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล หรือคลินิกที่ให้บริการทางการแพทย์แผนไทยทั้งภาครัฐและเอกชน หรือศูนย์บริการการศึกษาเฉพาะกิจ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือสาธารณสุขอำเภอ หรือสถานีอนามัยที่ให้บริการทางด้านการแพทย์แผนไทย

ปัจจุบันศูนย์บริการการศึกษาเฉพาะกิจ สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้เปิดบริการคลินิกแพทย์แผนไทย มสธ. รับรักษาผู้ป่วยทั่วไปตามวันเวลาราชการ โดยให้บริการตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาทางเวชกรรมไทย รวมทั้งตรวจวินิจฉัยและบำบัดรักษาทางหัตถเวชกรรมไทย สอบถามได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2504-8968

"อาจารย์สนับสนุนให้มีการเปิดเวทีเสวนากันแบบ Symposium ระหว่างแพทย์รุ่นใหม่ แพทย์แผนไทยประยุกต์ บางสิ่งบางอย่างที่หลงลืมกันไปในวิถีชีวิต รากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาคิดวิเคราะห์ในการรักษา อาทิ การใช้ยาฟ้าทะลายโจรเมื่อรู้สึกเจ็บคอ แต่ถ้าย้อนไปก่อนว่าสาเหตุที่เจ็บคอเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงระหว่างฤดูกาล ปลายฝนต้นหนาว ให้รับประทานแกงส้มดอกแคเพื่อจะได้ไม่ต้องเจ็บคอแล้วมากินยาในภายหลัง เหล่านี้คือเสน่ห์พื้นบ้านที่ยังดำรงอยู่ รับประทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนเช้า กินผักเป็นยานำมารวมกันปฏิบัติ ต่อไปเมืองไทยจะต้องก้าวเข้าสู่สังคมอาเซียน ตราบใดที่คนไทยยังไม่รู้จักรากเหง้าของตัวเองอย่างแท้จริงเราต้องสร้างความเข้มแข็งก่อนที่จะมีกิจกรรมกับโลกอาเซียนด้วยการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาความรู้" อ.พวงผกา ตันกิจจานนท์ (วิศิษฐ์ชาติ) เปิดประเด็นทางความคิด

การแพทย์แผนไทยตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลป พ.ศ.2542 จัดแบ่งการประกอบโรคศิลปแผนไทยออกเป็น2สาขา สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ และ สาขาการแพทย์แผนไทย มีทั้งหมด 4 ประเภท เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ การนวดไทย ดังนั้นแพทย์แผนไทยประยุกต์ที่จะทำการนวดเพื่อบรรเทาและรักษาโรคได้นั้น จะต้องมีความแม่นยำในหลักวิชาแนวเส้นพื้นฐาน 10 เส้น จุดสัญญาณสำคัญ 50 จุด ทฤษฎีโรคทั้งแผนไทยและทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์โดยจะต้องรู้สาเหตุการเกิดโรค ลักษณะอาการ การวินิจฉัยโรค การวางแผนการรักษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำกับคนไข้ เทคนิคในการรักษาโรคที่ซับซ้อนด้วยวิธีดัด บิด จัดกระดูก การเพิ่มกำลังมือและนิ้วมือ เส้นบริวาร จุดลูกสัญญาณมาประกอบการรักษาในสูตรนวด

ดังนั้น การดูแลสุขภาพโดยการนวดจึงเป็นวิธีการที่ทำให้ร่างกายปรับสมดุลของตัวเองโดยไม่ต้องกินยาหรือฉีดยา ผู้หญิงในฐานะแม่ของบ้านควรมีความรู้พื้นฐานเพื่อนำไปใช้ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวในเบื้องต้น ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะพบบ่อยอันเนื่องมาจากความเครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ ใช้สายตาและสมองมาก ทำงานหนักพักผ่อนน้อย ร่างกายอ่อนเพลีย ส่งผลให้กล้ามเนื้อหดเกร็งแข็งและเลือดฉีดขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะไม่ดี การนวดจะช่วยคลายการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ทำให้อาการปวดศีรษะลดลงหรือหายได้ในที่สุด

อาการปวดข้อไหล่พบบ่อยในผู้หญิงที่หอบหิ้วของหนักหรือผู้ที่ใช้แขนทำงานเป็นเวลานานๆ หรือทำงานในท่าที่ไม่เหมาะสม อาทิ ยกมือเอื้อมหยิบของจากที่สูงๆ จึงต้องใช้การนวดกดที่บริเวณจุดกดเจ็บหรือบริเวณที่มีการยึดติดของพังผืดหุ้มข้อและกล้ามเนื้อ ต้องเคลื่อนไหวข้อไหล่ด้วยตัวเอง อาจจะเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อรอบๆข้อ อาการปวดข้อเข่า เป็นอาการที่พบบ่อยในวัยกลางคน วัยสูงอายุทั้งหญิงและชาย เกิดจากการเสื่อมของข้อเข่า ทำให้ช่องระหว่างข้อเข่าแคบลงเนื่องจากกระดูกอ่อนที่บุปลายกระดูกในข้อเข่าสึกหรอไปมาก ทำให้มีปลายกระดูกแข็งทั้งสองมาเสียดสีกันและมีหินปูน(กระดูกงอก)ตามผิวของกระดูก ทำให้ผิวของกระดูกขรุขระ ยิ่งในกรณีที่งอเข่าเป็นเวลานาน หรือนั่งนานๆ จะลุกไม่ขึ้นหรือเวลาเปลี่ยนท่าใหม่จะรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

หากผู้ใดสนใจจะค้นคว้าหาความรู้ตำราเวชศาสตร์ฉบับหลวงรัชกาลที่ 5 เป็นตำราแพทย์ของไทย และตำราสมุนไพรพื้นบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริว่า คัมภีร์แพทย์ของไทยที่ได้บันทึกความรู้อันมีคุณประโยชน์แก่แผ่นดินและใช้ศึกษาสืบต่อกันมา ได้เริ่มสูญหายและคลาดเคลื่อนไปมากแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบดีราชหฤทัย (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแก้ว) จางวางกรมแพทย์เป็นแม่กองจัดหารวบรวม ชำระสอบสวนตำราคัมภีร์แพทย์ที่ใช้กันอยู่ขณะนั้นให้ถูกต้องแล้วส่งมอบให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอักษรสาสนโสภณ จางวางกรมอาลักษณ์ กรมอักษรพิมพการ จัดสร้างขึ้นใหม่เป็นคัมภีร์แพทย์ฉบับหลวง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้ อ.พวงผกาสนใจที่จะเป็นแพทย์แผนไทยและเป็นแม่พิมพ์ของชาติในการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นนั้นมีจุดเริ่มต้นที่อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ในช่วงปิดเทอมและวันหยุดเรียนเสาร์-อาทิตย์พ่อแม่จะส่ง เด็กหญิงพวงผกา วิศิษฐ์ชาติ วัย 5 ขวบ ไปอยู่ที่บ้านยายทวดที่ชื่อ สอน กุนธวงศ์ ซึ่งเป็นหมอฝนยาใช้รากไม้จากสมุนไพรรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยภูมิปัญญาของชาวบ้านตั้งแต่บรรพบุรุษสืบทอดต่อกันมา ดังนั้น บริเวณสวนหลังบ้านของยายทวดจะปลูกพืชสมุนไพรเป็นจำนวนมากมายเต็มอาณาบริเวณของพื้นที่ รางบดยาของยายทวดหน้าตาไม่ต่างไปจากเรือบดที่ตัดท้ายขนาดเล็กเป็นเหล็ก เครื่องมือบดยาเป็นมู่เล่แบนกลมๆ ด้วยขอบบางรอบตัวนี่เองที่จะบดยาให้แหลกละเอียด เด็กหญิงพวงผกามีความสุขที่ได้เห็นยายทวดท่องคาถาพึมพำๆอยู่ในปาก จากนั้นก็ห่อยาให้กับคนไข้นำกลับไปกินที่บ้าน

คนที่เป็นไข้มีอาการตะครั่นตะครอ หนาวๆร้อนๆ ตัวสั่นต้องนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนาๆ เวลาใครเอาหลังมืออังหน้าผากแล้วรู้สึกร้อนวูบๆ ออกมาจากหน้าผาก และบางครั้งก็รู้สึกร้อนใต้ผ้าห่มนั้น เหงื่อแตกท่วมตัวต้องสลัดผ้าห่มทิ้งออกจากตัวแทบจะไม่ทัน อาการเจ็บป่วยเหล่านี้เด็กหญิงพวงผกาสังเกตคนไข้ที่มาหลากหลายแล้วอาการไข้ทุเลาลงหายป่วยเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้รับการรักษาจากยายทวด

"อาจารย์ฝังใจตั้งแต่เด็กจนโต เห็นยายทวดเป็นหมอพื้นบ้านใช้รากไม้ของสมุนไพรมาฝนและบดยาเพื่อรักษาคนไข้หายป่วยคนแล้วคนเล่า หมอพื้นบ้านไม่เรียกค่ารักษา แต่มีการสมบุญสมคุณหมายความว่าตอบแทนบุญคุณด้วยการให้ข้าวสาร ไก่ที่มีอยู่ภายในบ้าน ไม่ได้เป็นการไปซื้อหรือสรรหามาให้ สมัยที่อาจารย์เป็นเด็กๆ ไม่รู้ว่ายายทวดบ่นพึมพำๆท่องคาถาอะไรระหว่างการฝนและบดยา มีอยู่วันหนึ่งยายทวดไม่อยู่อาจารย์หยิบห่อยาที่ห่อไว้มาฝนเอง ตามประสาเด็ก แกล้งทำปากมุบๆมิบๆอย่างยายทวดทำ แล้วหยิบยาในห่อยากินเข้าปากแล้วน็อกไปเลย คนวิ่งวุ่นไปตามยายทวดให้มารักษาเหลน ยายทวดกลับมาฝนยาให้กินก็อาเจียนออกมาแล้วหายเป็นปกติ ก็อยากจะเป็นหมอพื้นบ้านเหมือนกับยายทวดได้ช่วยชีวิตคนหายเจ็บหายป่วยเป็นเสน่ห์ของอาชีพนี้" อ.พวงผกา ตันกิจจานนท์ (วิศิษฐ์ชาติ) วัย 44 ปี เล่าถึงปูมหลังทำให้รักและตั้งใจที่จะเรียนด้านแพทย์แผนไทยและวันนี้เป็นแม่พิมพ์ของชาติ

อ.พวงผกาเรียนจบชั้นมัธยมปีที่ 6 โรงเรียนสตรีกัลป์ยาณวัฒน์ จังหวัดขอนแก่น ในปี 2533อ.พวงผกาเข้าเรียนสถาบันอายุรเวชวิทยาลัยซึ่งศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ ผู้ก่อตั้งสถาบันฯแห่งนี้ซึ่งผลิตแพทย์ไทยประยุกต์ที่เข้าใจศาสตร์การแพทย์แผนไทยสมัยนั้นตั้งอยู่ที่บางลำภูตรงข้ามกับวัดบวรนิเวศฯ และยังต้องข้ามฟากเพื่อไปเรียนแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นหลักสูตรที่ต้องเรียนควบคู่กันระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย

เมื่อเรียนจบได้อนุปริญญามาแล้ว อ.พวงผกาไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และเรียนในระดับปริญญาโทวิทยาศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตลอดเวลาที่ผ่านมาอ.พวงผกาเป็นแพทย์แผนไทยทำงานอยู่ที่บ้านควบคู่กับการเปิดร้านขายยาแผนปัจจุบันควบคู่กับร้านขายยาแผนโบราณที่จังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นกิจการของครอบครัวตั้งแต่ปี 2534 ต่อมาในปี 2551จึงตัดสินใจรับราชการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ด้วยความรู้สึกอยากถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกศิษย์ด้วยการเป็นแม่พิมพ์ภายในมหาวิทยาลัย ต่อมาได้โอนย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชด้วยความชอบที่จะเขียนตำราประกอบการเรียนการสอน และในปี 2556มีโครงการจะเรียนต่อระดับปริญญาเอกวิทยาศาสตร์แพทย์แผนไทยประยุกต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นรุ่นแรก ทั้งนี้ อ.พวงผกากำลังเร่งผลิตหลักสูตรชุดวิชาแพทย์แผนไทยให้แล้วเสร็จเพื่อนักศึกษาระดับปริญญาตรีมสธ.จะได้ใช้เป็นหนังสือประกอบการเรียน

ในด้านชีวิตส่วนตัวนั้น อ.พวงผกาสมรสกับ อิทธิชัย ตันกิจจานนท์ ประกอบธุรกิจส่วนตัว มีบุตรด้วยกันสองคน พรปวีณ์บุตรสาวคนโตวัย 19 ปี กำลังศึกษาคณะวารสารศาสตร์ ฯลฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิทวัส บุตรชายวัย 15 ปี กำลังศึกษาโรงเรียนสอนภาษาจีน-ไทยที่จังหวัดขอนแก่น อยู่ในความดูแลของ นายดาบตำรวจวิรัตน์ วิศิษฐ์ชาติ คุณตาและ สมเพช วิศิษฐ์ชาติ คุณยายของหลานๆที่จังหวัดขอนแก่น

ต้นปาริชาตหรือต้นทองหลางเป็นต้นไม้ประจำมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เนื่องจากใบไม้สีเขียวเส้นใบเป็นสีทองตรงกับสีประจำมหาวิทยาลัย สถาบันแห่งนี้ทำหน้าที่ถ่ายทอดศิลปกรรมไทยสาขาต่างๆซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเอกลักษณ์สะท้อนถึงความเป็นชาติที่เจริญรุ่งเรืองอีกทั้งมีอารยธรรมมายาวนาน ทำหน้าที่ของสถาบันการสอนที่จะอนุรักษ์ฟื้นฟูมรดกทางศิลปวัฒนธรรมให้ดำรงอยู่ตลอดไปพร้อมที่จะถ่ายทอดเผยแพร่ความรู้ให้กับอนุชนรุ่นหลังต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุกวันนี้โลกกว้างไกลแต่สามารถสื่อสารด้วยเทคโนโลยีส่งผลให้ความรู้แพทย์แผนไทยถ่ายทอดไปยังชนชาติต่างๆ ในภูมิภาคของโลกด้วย