วัดมังกรกมลาวาส สังฆารามลัทธินิกายมหายาน

โน้ตบุ๊ค

เมื่อเร็วๆนี้ "บันนี่" มีโอกาสได้ไปร่วมทำบุญเลี้ยงพระทั้งวัดที่วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกลาวาส จึงขอนำบุญมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้

เฉกดังเช่นวัดพุทธแบบไทยทั่วไปพระและเณรมาร่วมสวดมนต์ก่อนฉันภัตตาหารเพล หากแต่ที่นี่สวดมนต์บทภาษาจีน ที่มีท่วงทำนองไพเราะจับใจแม้ "บันนี่" จะฟังภาษาจีนไม่ออก แต่ก็มีคนแปลให้ฟังว่าเป็นบทสรรเสริญพระพุทธเจ้า

อาหารเพลที่วัดเล่งเน่ยยี่ นี้เป็นอาหารเจ ปราศจากเนื้อสัตว์ แต่แม่ครัวของวัดก็มีฝีมือปรุงรสชาติได้อร่อยนุ่มนวลไม่แพ้อาหารชอ หรืออาหารธรรมดาทั่วไป หลังจากถวายอาหารพระแล้ว ระหว่างที่ท่านฉันเพล "บันนี่" ก็ใช้เวลาช่วงนี้ในการเดินไหว้เทพเจ้าต่างๆในวัด เนื่องจากขณะนี้บางส่วนของวัดอยู่ในระหว่างการบูรณะปฏิสังขรณ์ บางส่วนจึงถูกปิดกั้น แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ "บันนี่" หรือของอีกหลายคนที่ได้ไปเยี่ยมเยือนวัดนี้ จึงไม่ยากในการทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือเสริมดวง และในโอกาสอันดีนี้ "บันนี่" ไม่ต้องเบียดเสียดผู้คนและสำลักกลิ่นธูปมากนัก เพราะยังเป็นช่วงเวลาเช้าแล้วเลยเทศกาลตรุษจีนมาหลายเดือนแล้ว จึงมีโอกาสได้ชื่นชมบริเวณวัดอย่างสะดวกสบายและละเอียดลออ

วัดมังกรกมลาวาส เดิมชื่อวัดเล่งเน่ยยี่ ตั้งอยู่ที่ 432 ถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลือกชัยภูมิที่ตั้งวัดเนื้อที่ 4 ไร่ 18 ตารางวา โดยให้พระยาโชฎึกราช เศรษฐีกรมเจ้าท่าซ้ายร่วมกับพุทธศาสนิกชนชาวจีนก่อสร้างเมื่อ พ.ศ.2414 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 8 ปี จึงแล้วเสร็จให้ชื่อว่า "เล่งเน่ยยี่" มีความหมายคือ "เล่ง" แปลว่า "มังกร" "เน่ย" แปลว่า "ดอกบัว" "ยี่" แปลว่า "อารามวัด" การตั้งชื่อวัดตั้งตามหลักโบราณจีน คือการตั้งตามชัยภูมิ

ฮวงจุ้ย นับเป็นสังฆารามตามลัทธินิกายมหายานที่มีศิลปะงดงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทยขณะนั้น ภายหลังได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดมังกรกมลาวาส" โดยได้อาราธนาพระอาจารย์สกเห็งเป็นเจ้าอาวาส

วัดมังกรกมลาวาส มีการวางผังตามแบบสถาปัตยกรรมจีนพื้นถิ่นทางตอนใต้ของจีน โดยมีลักษณะแบบสกุลช่างแต้จิ๋วเป็นหลักการวางผัง ถือตามแบบวัดพุทธศาสนานิกายมหายาน ตัวอาคารจะวางผังล้อมลานเรียกว่า ซี่เตี่ยมกิม เป็นแบบเฉพาะของอาคารพื้นถิ่นแต้จิ๋ว การจัดวางวิหารถือตามแบบวัดหลวงโดยมีวิหารจตุโลกบาล เป็นวิหารแรกอุโบสถอยู่กลาง ด้านหลังพระอุโบสถมีวิหารบูรพาจารย์ ส่วนวิหารอื่นๆอยู่ประกอบสมดุลซ้ายขวา กลุ่มอาคารทั้งหมดประกอบด้วยอิฐและไม้เป็นโครงสร้างสำคัญ โดยเฉพาะโครงสร้างหลังคาอุโบสถและวิหารจตุโลกแสดงถึงโครงสร้าง ชื่อ คาน ตามแบบสกุลช่างแต้จิ๋วอย่างสวยงาม หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบจีนโบราณ มีการประดับตกแต่งอาคารด้วยกระเบื้องตัดเป็นชิ้นเล็กๆ ประกอบเป็นลวดลายสิริมงคลตามความเชื่อแบบจีน

จากประตูทางเข้า ก่อนถึงวิหารท้าวจตุโลกบาล มีเทพเจ้า 4 องค์ ข้างละ 2 องค์ เรียกว่า "ซี้ไต๋เทียงอ้วง" หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษาคุ้มครองทิศทั้ง 4 ทิศ ในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระประธานของวัด คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ทั้งหมด 3 องค์ คนจีนเรียก "ซำป้อหุ่กโจ้ว" พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ เรียกว่า "จับโป๊ยหล่อหั่ว" ทางด้านขวามีเทพเจ้าหลายองค์ เช่น เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา "ไท้ส่วยเอี๊ยะ" เทพเจ้าแห่งยาหรือหมอเทวดา "หั่วท้อเซียงซือกง" และที่นิยมไหว้ขอพรกันมากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ "ไฉ่ซิ๊งเอี๊ยะ" ต่อจากนั้นยังมีเทพเจ้าเฮ่งเจีย พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์กวนอิม รวมเทพเจ้าทั้งหมดในวัดมี 58 องค์

หากใครต้องการไปไหว้พระขอพรเทพเจ้าครบทุกองค์ "บันนี่" แนะนำว่าต้องไปแต่เช้า เสร็จสิ้นราวเที่ยงวัน ก็ไม่ควรพลาดไปหาอาหารอร่อยๆตำรับดั้งเดิมเยาวราชรับประทาน ช่วงบ่ายเดินช็อปปิ้งต่อในสำเพ็ง นับเป็นหนึ่งวันทัวร์เยาวราชสมบูรณ์แบบที่ได้ทั้งอิ่มท้องอิ่มบุญและสนุกสนานครบถ้วนค่ะ!