พระอาจวิทยาคม ปฐมอาจารย์ของศิริราช

บทความพิเศษ
ช่างภาพ: 

อาคารพระอาจวิทยาคม

วันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๘ (ค.ศ.๒๐๑๕) ที่ผ่านมา ณ คริสตจักรที่ ๕ (โบสถ์วัฒนา) แห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย ซอยสุขุมวิท ๑๙ กรุงเทพมหานคร องคมนตรี นายแพทย์เกษม วัฒนชัย ได้เป็นประธานในพิธีเปิด "อาคารพระอาจวิทยาคม" หรือ George B. McFarland Building อันสูงสง่า ๖ ชั้น มูลค่า ๘๔ ล้านบาท และได้กล่าวสรรเสริญในฐานะที่ท่านเป็น "ครูแพทย์ผู้ทรงพระคุณสูงยิ่ง" เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งคุณงามความดีและเกียรติประวัติแก่ นายแพทย์จอร์จ บี.แม็คฟาร์แลนด์ หรือราชทินนามบรรดาศักดิ์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานให้เป็นขุนนางชั้นตรี คือ "อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม" ความหมาย คือ "ผู้มีความสามารถในวิทยาศาสตร์ชั้นสูง" ซึ่งต่อจากนี้ จะขอเอ่ยชื่อท่านสั้นๆว่า "คุณพระอาจ"

การที่สภาคริสตจักรฯอนุมัติให้ตั้งชื่ออาคารใหม่ตามชื่อของคุณพระอาจ ที่ตั้งค่อนไปบริเวณหลังโบสถ์วัฒนา ติดซอยสุขุมวิท ๑๕ เพื่อเป็นสักขีพยานถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานร่วม ๔๒ ปี ของคุณพระอาจที่ท่านได้บำเพ็ญตนเป็นคริสต์ศาสนิกชนแบบฉบับ คือนอกจากท่านเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของมิชชันนารีผู้เผยแพร่พระกิตติคุณอันประเสริฐของพระผู้เป็นเจ้าแล้ว ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้ปกครองโบสถ์คริสตจักรที่ ๒ มาตั้งแต่คริสตจักรตั้งอยู่ ณ โรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ฝั่งธนบุรี (บริเวณตึกคณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ปัจจุบัน) รวม ๒๐ ปี ก่อนที่โรงเรียนจะย้ายมาอยู่ที่ทุ่งบางกะปิภายใต้ชื่อใหม่ว่า "วัฒนาวิทยาลัย" ในปลายปี ๒๔๖๓ ซึ่งก็เป็นที่ดินที่ท่านได้เตรียมซื้อไว้ให้ มิสเอ็ดน่า โคล ก่อนหน้านี้แล้ว ด้วยเห็นว่าโรงเรียนเก่ามีพื้นที่คับแคบและจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นมาก และเมื่อคณะมิชชันฯ ตกลงให้ตั้งคริสตจักรใหม่ขึ้น ณ ห้องประชุมโรงเรียนในอีก ๒ ปีถัดมา เป็นคริสตจักรที่ ๕ คุณพระอาจก็ได้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ปกครองเรื่อยมา ท่านได้เป็นกำลังสำคัญในงานฉลองศตวรรษของพันธกิจ

คริสตจักรในสยาม แปลหนังสือพระคัมภีร์และบริจาคที่ดินให้แก่คณะมิชชันฯหลายแห่ง จวบจนวาระสุดท้ายที่ท่านถึงแก่อนิจกรรมในกลางปี ๒๔๘๕ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และหลังสงครามสงบแล้ว ในปี ๒๔๙๓ มิสซิสเบอร์ธ่า เบล๊านท์ แม็คฟาร์แลนด์ ผู้เป็นภรรยาและอดีตครูใหญ่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เดินทางกลับมาเมืองไทย เพื่อทำพิธีพระราชทานเพลิงศพคุณพระอาจอย่างสมเกียรติยศ ได้มอบเงินก้อนหนึ่งให้ไว้สำหรับเป็นทุนก่อสร้างโบสถ์วัฒนาในอนาคต รวมกับเงินที่สมาชิกโบสถ์ได้ถวายสิบลดมานานร่วม ๔๐ ปี จึงสามารถรวบรวมเป็นเงินก้อนได้เจ็ดแสนบาท เพียงพอสำหรับก่อสร้างโบสถ์วัฒนาได้สำเร็จในปี ๒๕๐๑

แต่สำหรับโครงการสร้างอาคารพระอาจฯ ให้เป็นอาคารอเนกประสงค์ครั้งนี้ ได้เริ่มตั้งกองทุนมาตั้งแต่พ.ศ.๒๕๑๔ ใช้เวลานานถึง ๓๙ ปี ในการระดมทุน จึงได้เงินมาเริ่มก่อสร้างและใช้เวลาสร้าง ๓ ปี จึงเสร็จลงอย่างงดงาม ภายใต้คณะกรรมการดำเนินงานที่มี ชูศักดิ์ วุฒิวโรภาส เป็นประธาน

"ชีวิตอุทิศเพื่อสยาม"

ในวาระอันเป็นมงคลที่มีการสร้างอาคารพระอาจฯ ครั้งนี้ ศิษย์เก่าวัฒนาวิทยาลัย รุ่นที่ ๑๐๐ ซึ่งเรียกชื่อกลุ่มตัวเองว่า "คณะเด็กวัฒฯ รุ่น ๑๐๐" ได้สร้างผลงานพิเศษออกมาร่วมฉลองด้วยการแปลหนังสือที่ เบอร์ธ่า
เบล๊านท์ แม็คฟาร์แลนด์ เขียน ชื่อ McFarland of Siam ที่จัดพิมพ์ครั้งแรกในอเมริกา ตั้งแต่ปี ๒๕๐๑ ซึ่งผู้เขียนได้รับจาก คุณครูผิน หิตะศักดิ์ และท่านปรารภอยากให้มีการแปลเป็นภาษาไทย เพราะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อตั้งวัฒนาวิทยาลัยที่คุณพระอาจท่านสร้างคุณูปการไว้ให้มาก แม้แต่แนวต้นมะขามริมถนนในบริเวณโรงเรียนปัจจุบัน ท่านก็เป็นคนมาปลูกให้เมื่อร่วม ๑๐๐ ปีที่แล้ว รวมถึงเกียรติประวัติ ผลงานอันน่ายกย่องสรรเสริญของตระกูลท่านที่คนรุ่นหลังแทบจะไม่รู้จักแล้ว

หนังสือนี้ขึ้นหน้าปกเป็นรูปคุณพระอาจวิทยาคม ในชุดเต็มยศ ตั้งชื่อว่า "ชีวิต อุทิศเพื่อสยาม อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม นายแพทย์จอร์จ บี.แม็คฟาร์แลนด์" หนา ๓๓๕ หน้า บอกเล่าถึงชีวิตตั้งแต่เกิดจนโต ทำงานและดื่มด่ำกับสังคมไทยในยุคชื่อสยาม มีอุดมการณ์ตามแบบฉบับของมิชชันนารีที่ต้องทำงานหนักและอุทิศตนเพื่อสร้างเสริมคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ยาวถึง ๒๘ บท ครอบคลุมผลงานโดดเด่นที่หลากหลาย เป็นหนังสือที่รองศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียกว่า

"เป็นประวัติศาสตร์ภาคประชาชน คือเป็นประวัติศาสตร์ว่าด้วยชีวิตสามัญชน ที่เขียนโดยน้ำมือของสามัญชน"

จึงขอสรุปความสำคัญที่น่าประทับใจบางตอนมาเป็นตัวอย่าง ดังนี้

คุณพระอาจ ถือกำเนิดจาก แซมมูเอล จี. และ เจน เฮส์ แม็คฟาร์แลนด์ มิชชันนารีเพรสไบทีเรียนแห่งสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมาทำงานรับใช้พระเจ้าในสยามประเทศตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๐๓ อันตรงกับปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยท่านเป็นบุตรชายคนที่ ๓ ที่เกิด ณ บางกอก เมื่อ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๐๙ (ซึ่งปีนี้ก็ตรงกับ ๑๕๐ ปีชาตกาล) มีพี่ชายที่เกิดในสยาม ๒ คน คือ วิลเลี่ยม และเอ๊ดวิน หลังจากนั้นเจนได้ให้กำเนิดบุตรสาว ชื่อแมรี่ เป็นคนสุดท้อง พี่น้องทั้งสี่ติดตามบิดามารดาไปพำนักอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ซึ่งแซมมูเอลได้เป็นผู้ไปบุกเบิกงานสอนศาสนาคริสต์

ส่วนเจนได้เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนการช่างสตรี และเป็นคนแรกที่นำจักรเย็บผ้าเข้ามาใช้ที่เพชรบุรี เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้แซมมูเอลมารับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนหลวงนันทอุทยานหรือโรงเรียนสวนอนันต์ ในปี ๒๔๒๑ ครอบครัวแม็คฟาร์แลนด์ได้ติดตามมาพำนักอยู่ที่โรงเรียน และที่นี่คุณพระอาจได้เข้าเรียนเป็นนักเรียนรุ่นแรกตามหลักสูตร ๕ ปี ของโรงเรียนหลวงแห่งนี้ ท่านจึงมีพื้นฐานความรู้ด้านภาษาไทยเป็นอย่างดี ที่ทำให้ท่านสามารถเขียนตำราแพทย์ และสร้างพจนานุกรมอังกฤษ-ไทย ไว้ให้แก่วงการศึกษาไทยได้

หลังสำเร็จการศึกษาในชั้นต้นแล้ว คุณพระอาจได้ช่วยบิดาสอนภาษาอังกฤษ ระหว่างรอให้พี่ชาย ๒ คน กลับจากอเมริกา แล้วจึงจะถึงเวลาที่ท่านจะไปบ้าง โดยท่านตัดสินใจไปเรียนด้านการแพทย์ จะได้กลับมาด้วยคุณวุฒิที่เพียบพร้อม เพื่อมารักษาผู้เจ็บป่วยชาวสยาม เหตุผลสำคัญที่ทำให้คุณพระอาจตั้งปณิธานแน่วแน่ในการเลือกไปศึกษาต่อด้านนี้ เพราะประทับใจกับการไปทำหน้าที่ล่ามช่วย นายแพทย์ อี.เอ. สเติร์จ ที่ตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคได้อย่างมั่นใจ คุณพระอาจใช้เวลาเกือบ ๗ ปี ในการเรียนแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ และกลับมาเริ่มทำงานที่โรงศิริราชพยาบาลในวัย ๒๕ ปี สอนนักเรียนแพทย์ที่โรงเรียนราชแพทยาลัยติดต่อกัน ๓๕ ปี จนเกษียณอายุในวัย ๖๐ ปี ขณะเดียวกัน คุณพระอาจได้เปิดร้านออฟฟิศประดิษฐทนต์ รับรักษาฟันให้บุคคลทั่วไป รวมทั้งได้เป็นทันตแพทย์ประจำพระองค์ในรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๖ ด้วย

ขออนุญาตคัดคำนิยมตอนต้นของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สรรใจ แสงวิเชียร แห่งภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชและพยาบาล ที่ท่านกรุณาเพิ่มเติมความ ดังนี้

"ประวัติการศึกษาแพทย์ของโรงเรียนแพทย์ที่ศิริราชพยาบาลหรือที่จริงคือประวัติการศึกษาแพทย์ของประเทศไทย มีชาวต่างประเทศซึ่งเป็นชาวอเมริกัน ๒ ท่าน ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาแพทย์ และเป็นผลให้เกิดความเจริญของการสาธารณสุขของประเทศไทย ท่านแรกคือ ศาสตราจารย์ อำมาตย์เอก พระอาจวิทยาคม George B. McFarland, M.D.,D.D.S. ปฐมอาจารย์ของศิริราช ท่านที่ ๒ คือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ A.G. Ellis, M.D.,M.Sc. อดีตคณบดีคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล ผู้วางหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ พระอาจวิทยาคมเป็นคนไทยโดยสัญชาติ เพราะท่านเกิดในประเทศไทย กลับไปเรียนระดับมหาวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกา สำเร็จทั้งแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ แล้วเดินทางกลับมาบ้านเกิดของท่าน เพื่อมาเป็นอาจารย์สอนนักเรียนแพทย์ ต่อจาก นายแพทย์ T. Heyward Hays ในโรงเรียนแพทย์ที่เพิ่งจะตั้งใหม่ ...ท่านอาจารย์ ฯเริ่มงานของท่านด้วยความลำบากมาก ขณะนั้นโรงเรียนแพทย์มีอาจารย์คนเดียว คือตัวท่านเอง และโรงพยาบาลศิริราชก็มีแพทย์คนเดียว คือตัวท่านเอง โรงเรียนแพทย์ที่เพิ่งตั้งมาได้ ๒ ปี ไม่มีอุปกรณ์การสอนใดๆ นักเรียนมีพื้นความรู้ต่ำ ไม่มีตำราเรียน โรงพยาบาลเป็นเรือนไม้หลังคาจาก ขาดเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับทำการรักษา ท่านต้องใช้เครื่องมือผ่าตัดส่วนตัวของท่านรักษาผู้ป่วย

ท่านอาจารย์ฯ ต้องเป็นอาจารย์สอนทุกวิชาตั้งแต่กายวิภาคศาสตร์ สรรพคุณยา ไปจนถึงอายุรศาสตร์ ศัลยศาสตร์และสูติกรรม เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับคนปัจจุบัน ท่านยังแต่งตำราภาษาไทยไว้ถึง ๗ เล่ม...ท่านเป็นคนแรกที่แปลศัพท์กายวิภาคศาสตร์เป็นภาษาไทย ศัพท์แพทย์หลายคำของท่าน แพทย์ปัจจุบันอ่านไม่รู้เรื่อง เพราะรู้ภาษาบาลีที่เป็นรากของคำที่เรายืมมาใช้น้อยกว่าท่าน เช่น ท่านแปล Aorta ว่า 'มหาวารีรัตโลหิต' เป็นต้น...ท่านต่อสู้ตามลำพัง จนค่อยๆ มีอาจารย์เพิ่มขึ้น มีแพทย์เพิ่มขึ้น...งานของท่านอาจารย์ฯ คือรากฐานอันมั่นคงที่ทำให้คนรุ่นหลังสร้างความเจริญให้การศึกษาแพทย์ได้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อวย เกตุสิงห์ สรรเสริญท่านว่า เป็น 'อิฐก้อนแรกของศิริราช' มาบัดนี้ แพทย์ไทยแทบจะไม่รู้จักพระอาจวิทยาคม คนไทยทั่วไปไม่รู้ว่า ตระกูลแม็คฟาร์แลนด์มีคุณูปการต่อการศึกษาของประเทศไทยอย่างไร คนที่พิมพ์หนังสือด้วยคอมพิวเตอร์ อาจไม่รู้ว่า พิมพ์ดีดภาษาไทยที่เป็นต้นแบบแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์นั้น สร้างโดย เอ๊ดวิน ฮันเตอร์ แม็คฟาร์แลนด์..."

อนุสรณ์สำคัญอีกอย่างที่มิอาจมองข้าม ตรงกับสัจธรรมที่ว่า "ตัวตาย แต่ชื่อยัง" คือรัฐบาลอเมริกันได้มอบเกียรติยศอย่างสูงให้แก่คุณพระอาจ ด้วยการนำชื่อท่านไปจารึกไว้ที่หัวเรือยกพลขึ้นบกที่สร้างเสร็จและปล่อยลงน้ำเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๔๘๗ (หลังการมรณกรรมของท่าน ๒ ปี) เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณพระอาจที่ได้ช่วยเหลือทูตอเมริกันหลายคนให้ทราบเรื่องและประวัติความเป็นมาของประเทศไทยตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม ซึ่งไม่มีชาวอเมริกันคนใดที่อยู่ในประเทศไทยได้รับเกียรติเช่นนี้มาก่อนตราบเท่าทุกวันนี้

ในตอนท้ายคำนำของคณะผู้แปลที่ร่วมแรงร่วมใจกันผลิตผลงานอันดีเยี่ยมนี้ ได้สรุปว่า

"แม้พระอาจวิทยาคมจะเป็นชาวต่างชาติ แต่ท่านก็รักประเทศสยาม รักชาวสยาม เคารพเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ และสำนึกในบุญคุณของแผ่นดินเกิด จนกระทั่งยอมสละความสุขส่วนตัว เพื่ออุทิศชีวิตทั้งชีวิต สร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับชาวสยามอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย คุณูปการมากมายที่ท่านได้ทำไว้ทั้งหมดสมควรได้รับการยกย่อง และรำลึกถึงตราบนานเท่านาน คณะเด็กวัฒฯ รุ่น ๑๐๐ ยินดีที่ได้นำละครชีวิตของท่านกลับคืนสู่เวที เพื่อคนรุ่นใหม่จะได้ร่วมรับรู้ในคุณงามความดีของท่านอีกครั้งหนึ่ง"

ผู้เขียนเห็นด้วยกับ ดร.สุเนตรที่กล่าวว่า...ผู้รักจะศึกษาประวัติศาสตร์จากแง่มุมที่สัมผัสได้ซึ่งลมหายใจแห่งอดีตที่มีชีวิตชีวา ความรัก ความสูญเสีย ความภาคภูมิใจ...ควรมีหนังสืออันทรงคุณค่าเล่มนี้ไว้ครอบครองและอ่านด้วยความปีติยินดีที่มีบุคคลต้นแบบเช่นคุณพระอาจอุบัติขึ้นมาในโลกให้มวลญาติมิตรศิษย์สหายได้ชื่นชมและรับผลานิสงส์แห่งคุณความดีนั้นไว้เป็นมงคล