ตะลุยโรงครัว ทัวร์เอเชียทีค กับ พี่เม้า ภาณี เหมือนประสิทธิเวช

บันทึกรายปักษ์

โลกเราเปลี่ยนไปจริงๆนะคะ ความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวล ก็คงหนีไม่พ้นความเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก บ้านเราเองภาวะภูมิอากาศดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้นๆ ทั้งพายุฤดูร้อน ภัยแล้ง รวมไปถึงพระเพลิงที่ดูทีว่าปีนี้จะเอาจริง ไฟไหม้เกิดขึ้นมากมายหลายแห่ง ว่ากันว่านอกจากภัยแล้งในปีนี้แล้ว เรายังหนีไม่พ้นเรื่องน้ำท่วมที่หลายฝ่ายคอนเฟิร์มว่าท่วมแน่ เฮ้อ...บ้านอื่นเมืองอื่นเขาเจอภัยพิบัติแบบธรรมชาติที่มาแบบธรรมชาติ แต่บ้านเราดูทีว่าจะมาจากน้ำมือคนไทยที่ตัดไม้ทำลายป่า ทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตกันแบบประมาท แบบไม่เคยคิดถึงคนข้างหลังกันเลย นอกจากภัยธรรมชาติที่คนไทยจะบ่นกันมากในวันนี้ ต่อมาด้วยราคาข้าวของที่แพงไปทั้งแผ่นดิน ประหยัดค่ะ ประหยัดเท่านั้นค่ะที่จะทำให้เราอยู่รอด

บันทึกรายปักษ์ครั้งนี้ หยิบเรื่องเบาๆ สนุกๆ มาเล่าให้ได้ทราบกัน แอบเอาเรื่องของ พี่เม้า-ภาณี เหมือนประสิทธิเวช มาหากินสักหน่อย

คนในวงการบันเทิงรุ่นใหญ่ในประเทศนี้ ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จัก พี่เม้า เห็นนามสกุลก็คงนึกถึง พี่จิ๋ม-มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ผู้จัดละครชื่อดังของช่อง 3 พี่จิ๋ม เป็นลูกพี่ลูกน้องของพี่เม้าค่ะ

ผู้เขียนรู้จักพี่เม้าตั้งแต่เด็กๆ เห็นหน้าค่าตาพี่เม้าในวงการ แต่ไม่ได้คุยกันเป็นเรื่องเป็นราว แต่ด้วยความบังเอิญที่เชียงใหม่เมื่อสิบกว่าปีก่อน ได้ไปชิมฝีมืออาหารที่ร้านตะไคร้ที่พี่เม้าเปิดอยู่นานที่นั่น และพี่เม้าก็ย้ายตัวเองมาอยู่กรุงเทพฯ ก็ได้เจอะเจอกันตามงานต่างๆ จนหลังสุดมาเจอกันในงานเปิดร้าน บราวน์ ชูการ์ สาขาใหม่ ที่ถนนพระสุเมรุ พี่เม้านำซูชิชุดใหญ่ พร้อมเชฟมือดีมาช่วยงาน เลยได้มีโอกาสถามไถ่ว่าพี่เม้าทำอะไรอยู่บ้าง ก็เลยได้ทราบว่า ปัจจุบันมาเป็น F&B หรือฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของ บริษัทอินเตอร์ คาร์เฟสต์ (Inter Carfest) ที่ทำหน้าที่ดูแลฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ปกติเราก็จะเจอแต่ F&B ของโรงแรมใช่มั้ยคะ ที่ทำหน้าที่ดูแลแผนกอาหารและเครื่องดื่มของแขกที่มาใช้บริการโรงแรม พอมาเจอฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของโรงพยาบาลนี่ มันน่าสนใจไม่น้อยเลยเพราะพี่เม้าบอกว่าต้องจัดอาหารให้คนไม่ต่ำกว่าห้าพันคนรับประทานทุกวัน

ผู้เขียนเลยขออนุญาตให้พี่เม้าพาไปดูหน่อยว่ามันต่างกับฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของโรงแรมอย่างไร

ตามประสาคนใจดี มีเมตตา และใจนักเลงอย่างพี่เม้า แม้การงานจะวุ่นวาย ผู้เขียนเลยโชคดีได้ไปตะลุยดูครัวของโรงพยาบาลค่ะ

ดูเสร็จแล้ว ก็พอดีว่าผู้เขียนมีเพื่อนมาจากเยอรมนี ตั้งใจจะพาไปเที่ยวที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์ ก็เลยชวนพี่เม้าไปด้วยกันในวันนั้น อยากทราบว่าสนุกแค่ไหน ตามมาเลยค่ะ

ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าไม่จำเป็นคงไม่มีใครอยากเข้าโรงพยาบาล แต่ที่ทำงานพี่เม้านี่ ผู้เขียนไม่รู้สึกว่าเข้าไปโรงพยาบาลเลย เหมือนอย่างกับเข้าไปศูนย์การค้ามากกว่า เพราะพลุกพล่านไปด้วยผู้คน โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ที่นี่ค่ารักษาไม่ต้องพูดถึงนะคะ ละเว้นไว้ในฐานที่เข้าใจกัน

พี่เม้า-ภาณีนี่จะว่าไปก็เป็นคนในแวดวงบันเทิงคนหนึ่งเหมือนกัน เคยเป็นฝ่ายจัดเสื้อผ้านักแสดง ให้กับละครชื่อดังในยุคหนึ่ง เมื่อตอนเป็นสาว พี่เม้าเป็นเจ้าของร้านเสื้อชื่อดัง อย่าง 21 บูติค เป็นผู้ให้การสนับสนุน ทำเสื้อผ้าให้ละครของช่อง 3 อย่างละครเรื่อง คนเริงเมือง ที่โด่งดังมากๆในอดีต และละครของ ครูเล็ก-ภัทราวดี หลายๆเรื่อง หลังจากนั้นก็ไปใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอเมริกาเกือบสิบปี ไปอยู่กับเพื่อนที่ร้านจิตรโภชนา ซึ่งที่นี่ก็เป็นที่มาของการเป็นมือหนึ่งในเรื่องอาหารการกิน

กลับมาจากอเมริกา ก็มาเปิดร้านตะไคร้ที่เชียงใหม่อยู่นาน จนเป็นผู้ก่อตั้งชมรมภัตตาคารและร้านอาหารในเชียงใหม่ และหลังจากลูกๆเติบโต ก็เลยย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ เพื่อนรักก็ชวนให้มาทำงานที่บริษัทอินเตอร์ คาร์เฟสต์ ในวันนี้มากว่า 6 ปี

นอกเหนือจากนั้นก็เปิดบ้านให้เพื่อนพ้องในวงการละครอย่าง ไก่-วรายุฑ มิลินทจินดา พี่ก้อย-ทาริกา ธิดาทิตย์ พี่จิ๋ม-มยุรฉัตร กลุ่มเพื่อนนักดนตรีชื่อดังทั้งหลายที่พี่เม้าสนิทชิดเชื้อ มาเฮฮาปาร์ตี้เป็นประจำ จะว่าไปเรื่องในวงการบันเทิง พี่เม้านั้นรู้ลึกรู้จริงกว่าหนังสือหลายเล่ม

วันนั้น ผู้เขียนไปถึงที่โรงพยาบาล พี่เม้าก็พาไปตะลุยดูข้างหลังครัวเลย ผ่านศูนย์อาหารของโรงพยาบาลที่มีทั้งคนป่วย และผู้มาเยี่ยมคนป่วย มาใช้บริการกันอย่างคับคั่ง เหมือนศูนย์อาหารในศูนย์การค้าเลยทีเดียว อาหารที่จำหน่ายที่นั่นไม่อร่อย จะไม่ได้ขายแน่นอน พี่เม้าการันตี

เข้าไปเห็นครัว ตกใจเหมือนกัน เพราะมันใหญ่มาก มีพ่อครัว แม่ครัว ทำงานกันมือเป็นระวิง ของสดนี่ไม่ได้เก็บไว้ในตู้เย็นนะคะ เก็บเป็นห้องเย็นเลยค่ะ เครื่องปรุงรสก็อีกห้อง ผลไม้ก็เก็บไว้อีกห้อง

พี่เม้าบอกว่าที่มาอยู่ที่นี่เพราะเป็นเพื่อนกับเจ้าของ หน้าที่รับผิดชอบในการทำงานของพี่เม้านั้นคือ การเตรียมอาหารสำหรับคุณหมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล รวมไปถึงศูนย์อาหารของโรงพยาบาล ที่ในปีหนึ่งทำยอดขายสูงเอาเรื่องทีเดียว พี่เม้าเอาเมนูมาให้ดูเป็นตัวอย่างด้วยว่า ต้องคิดรายการอาหาร 365 วันนั้น ไม่ง่ายนะ

เพราะคิดตัวเราคนเดียว บางทีแค่เตรียมอาหารสามมื้อให้ตัวเองก็ยังเบื่อ และไม่รู้ว่าจะทานอะไรดี จริงไหมคะ

การคิดรายการอาหารนั้น พี่เม้าบอกว่าบางทีก็ต้องตื่นมาตอนตีสองตีสาม มาแก้ไขรายการ สาเหตุจากราคา ผัก ปลา อาหารสดที่แพงขึ้น ก็ต้องมาแก้รายการให้ราคาสมดุลกับงบประมาณ

ในยุคที่ข้าวของแพงแบบนี้ เลยแอบถามว่าตลาดที่ไหนเหมาะกับการจับจ่ายบ้าง แน่นอน การทำอาหารให้คนหลายพันคนรับประทานในแต่ละวัน ย่อมไม่ใช่การไปเดินถือตะกร้าจ่ายตลาด พี่เม้าสั่งของสดจากตลาดขายส่ง บางครั้งก็ลงมือไปเดินตลาดเอง พี่เม้าบอกว่าจะไม่พูดถึงตลาด อตก. เพราะดี และแพงอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากจะได้ผักดี ต้องไปปากคลองตลาด เพราะที่นี่ผักจะคัดมาเป็นพิเศษ ส่วนตลาดผลไม้ ต้องไปที่ตลาดไทย แต่จะหาผลไม้ราคาแพงนั้นไม่ค่อยมีมากเท่าไหร่ หากซื้ออาหารสดประเภทเนื้อ ปลา ต้องไปตลาดสามย่าน หรือเยาวราช

ถ้าเป็นร้านอาหารฟู้ดคอร์ตสำเร็จรูป พี่เม้าชอบร้านในเอ็มโพเรี่ยม แกบอกว่าอร่อยหลายอย่าง แต่ราคาสูงนะ ไม่ใช่ราคาของรถเข็นข้างถนน นอกจากนี้ตลาดที่พี่เม้าปลื้มก็เป็นที่ตลาดดอนหวาย อาหารจะอร่อย และผัก ผลไม้ที่ชาวบ้านเก็บมาขาย ก็จะราคาถูกว่าตลาดน้ำทั่วไป คุณผู้อ่านล่ะคะ ไปจ่ายตลาดกันที่ไหนคะ

ทางด้านการทำงานนั้น พี่เม้าพูดเหมือนนักบริหารทั่วไปที่รู้จักมา คือส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่คนมากกว่า เรื่องอื่น โดยเฉพาะเรื่องครอบครัวของลูกน้อง พี่เม้าบอกว่าตามแก้กันไม่จบ รวมไปถึงเรื่องของคนที่ตอนแรกมาถึงก็ยังทำอะไรไม่เป็น แต่พออยู่จนทำงานได้ ก็มาลาขอออกไปทำเอง คิดว่าตนเองเก่งแล้ว

"ปัญหาครอบครัวนี้เยอะสุด ลูกติดยา ทะเลาะกันในครอบครัว บางทีขอลากลับบ้านไปทำนา"

หลายคนที่มีกิจการ เชื่อว่าคงจะเจอปัญหานี้มาไม่น้อยเช่นกัน

พี่เม้าว่าการทำงานนั้น ไม่มีที่ไหนไม่มีปัญหา เพียงแต่ว่าหากเราได้ทำงานสิ่งนั้นด้วยความรักแล้วละก็ ปัญหาที่เข้ามาให้แก้ ก็จะกลายเป็นเรื่องสนุก

"การทำงานที่นี่ คือการที่พี่ได้ในสิ่งที่ชอบ อยากลองอะไรก็ได้ทำ ปลาร้าสับ ผัดพริกขิงปลาดุกฟู สูตรของพี่ ไม่อยากคุยว่าขายดีมากเลย"

หลังจากนั่งคุยได้ครู่ใหญ่ พี่เม้าก็พาขึ้นไปดูห้องรับประทานอาหารของคุณหมอประจำโรงพยาบาล ก็รับประทานอาหารไม่แตกต่างจากคนธรรมดา มีก๋วยเตี๋ยว มีอาหารหลากหลายเป็นถาดๆ

ก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์แปลกใหม่ในชีวิตที่ต้องขอขอบคุณพี่เม้าไว้ตรงนี้

วันนั้น บังเอิญผู้เขียนมีเพื่อนมาจากต่างประเทศ และก็ตั้งใจจะพาเพื่อนชาวต่างชาติไปเยี่ยมชม แหล่งช็อปปิ้งแห่งใหม่ริมน้ำเจ้าพระยา ที่เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์ ก็เลยลองชวนพี่เม้าว่าอยากไปด้วยกันมั้ย แต่จะไม่เอารถไป เพราะจะใช้บริการรถไฟฟ้า เพราะน้ำมันแพงเกิน พี่เม้าซึ่งเคยปฏิญาณตนไว้ว่าจะไม่ขอขึ้นรถไฟฟ้า กลับใจยอมไปด้วย เราสองคนก็เลยไปด้วยกัน แวะไปรับเพื่อนของผู้เขียนที่โรงแรมย่านราชเทวี และชาวคณะก็นั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีสะพานตากสิน สงสารพี่เม้าเหมือนกัน เพราะดูทีว่าจะเหนื่อยจากการเดินขึ้นลงบันได พี่เม้าบอกว่าทำไมรถไฟฟ้าบ้านเราเขาไม่ทำทางขึ้นลง หรือมีบันไดสำหรับผู้สูงอายุบ้าง เรื่องนี้ผู้เขียนก็คิดเช่นนั้นเหมือนกันเพราะรถไฟฟ้ากับรถไฟใต้ดินบ้านเรานั้น เหมือนกันหมด คือไม่เคยคิดถึงจะมีทางลาดหรือมีลิฟต์ สำหรับคนแก่ หรือคนพิการแต่ประการใด จากนั้นก็เดินไปรอเรือของโครงการที่เขาวิ่งรับส่งไปมาที่ท่าน้ำ เรารอเรืออยู่พัก เรือของเอเชียทีค ก็เข้ามาเทียบท่า

บ้านเรา เป็นประเทศที่คนเข้าคิวไม่ค่อยเป็น ถ้าไม่มีใครจัดคิวให้ ช่วงที่จะลงเรือทุกคนก็กรูลงไปยังท้ายเรือทางลง แบบไม่สนว่าใครมาก่อนมาหลัง เฮ้อ...

เรือแล่นไปไม่นาน ผ่านโรงแรมหลายแห่งที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ทิวทัศน์สองฟากฝั่งงดงามไม่น้อย ประมาณสิบนาทีได้กระมัง เรือก็ขึ้นเทียบท่าที่เอเชียทีค มีผู้คนมาก่อนเราอีกแฮะ เพราะพวกเขามาทางรถกัน และแน่นอน ส่วนใหญ่ทุกคนที่มาต่างมะรุมมะตุ้มกับการถ่ายรูป

บรรยากาศโดยรอบดีทีเดียว เขายังเก็บเค้าโครงของความเป็นโกดังเก็บสินค้าของอีสต์เอเชียทีค เอาไว้ หากมองข้ามฝั่งไปโดยเฉพาะเวลาที่เราไปถึงนั้น เป็นช่วงเย็นพระอาทิตย์กำลังทอแสงสีสวย เราจะเห็นถึงความงดงามของ ลำน้ำเจ้าพระยาที่งดงงามกว่าหลายลำแม่น้ำที่ขึ้นชื่อของต่างประเทศ

โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์" (Asiatique The Riverfront) กำลังเป็นสถานที่อินเทรนด์ที่มีสไตล์และประวัติเรื่องราวความเป็นมาให้เราได้สัมผัส บริหารโดยกลุ่มบริษัททีซีซีแลนด์ บนเนื้อที่กว่า 72 ไร่ ของถนนเจริญกรุงติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างซอยเจริญกรุง 72 และ 74 โดยเป็นแหล่งช็อปปิ้ง และสถานที่ท่องเที่ยว แบบไลฟ์สไตล์ของคนในวันนี้ ทำเลงดงามบนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่เขาคุยว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วย เท่าที่เห็นมากับตา ก็ยอมรับว่าใหญ่จริงๆ ที่สำคัญมันมีประวัติศาสตร์ที่เคยเป็นทำเลทอง มีอดีตที่รุ่งเรืองของท่าเรือสินค้าระหว่างประเทศ และโกดังสินค้าที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทอีสต์เอเชียทีต ในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังมีเค้าโครงให้เห็นอยู่เป็นการ อนุรักษ์และฟื้นฟูสถาปัตยกรรมเดิมในช่วง พ.ศ.2450-2490 ซึ่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมและบรรยากาศสไตล์โคโลเนียล ที่นิยมมากในสมัยรัชกาลที่ 5

พี่เม้าบอกว่า พี่เป็นคนแถวนี้ ตอนเด็กๆ มางมกุ้งในแม่น้ำไปกินกับสะเดาน้ำปลาหวาน นุ่งกางเกงขาสั้น ขี่จักรยานไปวงเวียนใหญ่ อุแม่เจ้า เรามากับเจ้าถิ่นตัวจริงเสียแล้ว

ที่นี่เขาเก็บส่วนที่ควรเก็บรักษา และสร้างใหม่ในบางส่วนให้กลมกลืนแบบเข้ากั๊นเข้ากัน เช่น หลุมหลบภัยสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ซุ้มโกดังสินค้า และเครนยกสินค้าริมน้ำ และยังคงมีรถรางให้ได้นั่งชมรอบๆโครงการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ก็เลยต้องช่วยสนับสนุนคนกล้าคิดการใหญ่แบบนี้ ยกให้เป็นหนึ่งในอะเมซิ่ง ไทยแลนด์ (Amazing Thailand) แห่งใหม่ล่าสุดซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่ง

อากาศร้อนอ้าวไม่น้อย ชาวคณะซึ่งมีผู้เขียน พี่หญิงและเรนาเต้จากเยอรมนี เราเริ่มเดินไปแบบเปะปะ เพราะยังไม่มีข้อมูล และพื้นที่ก็ใหญ่มาก มาทราบภายหลังจากการมาค้นเพิ่มเติมว่า ภายในโครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์ จัดสรรพื้นที่เป็นย่านๆ แบ่งเป็น 4 ย่านด้วยกัน คือ "ย่านเจริญกรุง" เป็นแหล่งรวมร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว และสินค้าของตกแต่งบ้านมากกว่า 1,000 ร้านค้า ร้านค้าเยอะจริงๆ ของกระจุกกระจิกเต็มไปหมด

เขายกสวนลุม ไนท์ บาร์ซาร์ มาไว้ที่นี่เลยก็ว่าได้ นอกจากนี้แน่นอนว่า ต้องมีร้านอาหาร เพราะคนไทยกับเรื่องรับประทานนี่ เป็นของคู่กัน มีร้านอาหารชั้นนำมากมาย

และที่สำคัญ ที่ทำผู้เขียนและชาวคณะดีใจมาก คือโรงละครหุ่นละครเล็กโจหลุยส์ ที่มาเกิดใหม่ที่นี่ และก็ยังมีโรงละครสำหรับการแสดง คาลิปโซ่ แบงค็อก ด้วย

อีกย่านคือ"ย่านกลางเมือง" เป็นลานจัดกิจกรรมกลางแจ้งขนาด 2,000 ตารางเมตร และโซน International Food Circus ที่รวบรวมอาหารขึ้นชื่อจากประเทศต่างๆ และเครื่องดื่มนานาชนิด ในบรรยากาศ ช่วยตัวเอง

ต่อจากนั้น ก็ยังมี "ย่านโรงงาน" เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์แห่งใหม่ ที่รวบรวมร้านอาหาร ผับ และร้านค้ามีสไตล์มากมาย ช่วงที่เราไป บางร้านเปิดแล้ว บางร้าน ก็อยู่ในระหว่างการตกแต่ง น่านั่ง น่าชิมค่ะ คงอยากให้หนุ่มสาวที่ทำงานออฟฟิศ ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจหลังเลิกงาน และยังมีสินค้าแฟชั่นและของประดับตกแต่งให้เลือกซื้อ ในบรรยากาศโรงเลื่อยเก่าอายุกว่า 100 ปี ซึ่งส่วนโรงเลื่อยนี่ผู้เขียนยังไม่เห็นว่าอยู่ตรงไหน

และก็มาถึง "ย่านริมน้ำ" ทางที่เราขึ้นเรือมา เพื่อชื่นชมทัศนียภาพแบบพาโนรามาริมแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยทางเดินเลียบริมแม่น้ำที่ยาวกว่า 300 เมตร ซึ่งผู้เขียนคิดว่า หากสามารถขยายส่วนนี้ให้มากขึ้น ก็น่าจะดีไม่น้อย ซึ่งรอบๆบริเวณ ก็มีร้านอาหารมากมาย ให้เลือกนั่งชมพระอาทิตย์ตกดิน และหลังจากที่เราเดินแบบทำเวลามาก

(เพราะส.ส.ว. สาวสูงวัย อย่างเราๆจะให้ไปเดินทั่ว 72 ไร่ คงต้องเรียกรถพยาบาลมารับเป็นแน่) เราก็เลือกนั่งที่ร้านอาหารอิตาเลี่ยนริมน้ำ สั่งเครื่องดื่ม และอาหาร นั่งดูผู้คนที่เห่อที่นี่มาถ่ายรูปกัน บ้างก็มาเป็นครอบครัว บ้างก็มาแบบเป็นคู่ เพลินดีค่ะ

ก็เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่คิดว่าในอนาคต เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนต์ ก็จะอยู่ในแผนที่ท่องเที่ยว ของคนจากทั่วโลกที่จะมาบ้านเราอย่างแน่นอนค่ะ

อ้อ เขาเปิดเฉพาะเวลา ห้าโมงเย็นถึงเที่ยงคืนเท่านั้นค่ะ และแนะนำให้ไปด้วยรถไฟฟ้า และไปต่อด้วยเรือ จะดีที่สุด สะดวกที่สุดค่ะ

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะเรียกรถแท็กซี่กลับ แต่วันนั้นกรมอุตุฯบอกว่า พายุฝนจะตก พวกเรากลัวติดฝน หลังจากนั่งพักจนหายเหนื่อย เราก็ไปยืนรอเรือ มารับกลับ มาทางไหน ก็กลับทางนั้น

จบทริปตะลุยโรงครัวทัวร์ เอเชียทีค อย่างมีความสุข