ตามรอยผ้าอินเดียสำหรับสยาม การเดินทางข้ามเวลาจากอดีตสู่ปัจจุบัน

สถานีศูนย์วัฒนธรรม

จากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์พบว่า ในอดีตประเทศไทยและประเทศอินเดียมีการติดต่อค้าขายกันมาอย่างยาวนาน และ "ผ้า" ก็เป็นหนึ่งในสินค้าจากอินเดียที่ซื้อขายกันอย่างแพร่หลาย โดยราชสำนักไทยตั้งแต่สมัยอยุธยาเรื่อยมาจนถึงรัตนโกสินทร์ได้นำเข้าผ้าหลากหลายประเภทจากอินเดียเพื่อใช้ในราชสำนักจนทำให้เกิดการแพร่กระจายของวัฒนธรรมการใช้ผ้าอินเดียมาสู่ไทย ซึ่งยังคงปรากฏหลักฐานให้เห็นจากผ้าราชสำนักในปัจจุบัน ด้วยมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานดังนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้า ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้จัดกิจกรรมเสวนา เรื่อง "ตามรอยผ้าอินเดียสำหรับสยาม" เพื่อให้ความรู้แก่คนรักผ้าและผู้ที่สนใจทั่วไป

ประภัสสร โพธิ์ศรีทอง วิทยากรและนักวิชาการอิสระผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าอินเดียในประเทศไทย เริ่มต้นกล่าวถึงประวัติศาสตร์ผ้าอินเดียผืนที่เก่าแก่ที่สุดในโลกถูกพบหลักฐานในประเทศอียิปต์ สันนิษฐานว่าเป็นผ้าในศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ แต่ยังคงมีสภาพค่อนข้างดี เนื่องจากกระบวนการพิมพ์ลายผ้าของอินเดียมีความพิเศษตรงที่สีที่พิมพ์ลงบนผ้าจะติดทนทาน ไม่ตก เพราะมีเทคโนโลยีในการใช้สารยึดสีที่เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านมาแต่โบราณ

ส่วนประเด็นความเป็นมาของผ้าอินเดียในสยามนั้นได้เริ่มเข้ามาเผยแพร่ในรูปแบบของฉลองพระองค์สำหรับกษัตริย์และเครื่องแต่งกายของขุนนางในราชสำนักอยุธยา ซึ่งสืบทอดเป็นธรรมเนียมการแต่งกายของพระมหากษัตริย์และขุนนางไทยต่อเนื่องมายังยุครัตนโกสินทร์ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ความต้องการสินค้าผ้าจากอินเดียยังคงมีสืบเนื่องมาจนปัจจุบัน

"ต้องบอกว่าการใส่เสื้อไม่ใช่วัฒนธรรมของเรามาตั้งแต่แรก เนื่องจากเป็นประเทศในแถบร้อน แต่ในสมัยที่อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการติดต่อค้าขายกับผู้คนมากมาย หนึ่งในนั้นคือกลุ่มคนวัฒนธรรมอินโดเปอร์เซียซึ่งมีบทบาทในการค้าผ้ามากพอสมควร ทำให้เรามีการรับเรื่องเสื้อเข้ามาใช้ โดยผ้าที่เข้ามาส่วนหนึ่ง พระมหากษัตริย์จะพระราชทานเป็นบำเหน็จรางวัลให้แก่ขุนนางและข้าราชการชั้นสูง รวมทั้งใช้ผ้าเป็นเครื่องยศ โดยจะมีลวดลายเฉพาะ และพระราชทานให้ตามลำดับขั้นของตำแหน่งทางราชการ ซึ่งเป็นธรรมเนียมเดิมของราชสำนักอิสลามเช่นกัน ผ้าที่ได้รับพระราชทานนั้นบรรดาขุนนางจะนุ่งเมื่อเข้าเฝ้าฯ พระมหากษัตริย์จึงถือเป็นเครื่องแบบไปโดยปริยาย กับผ้าอีกส่วนมีหลักฐานว่าถูกส่งไปขายที่ญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะที่ญี่ปุ่นมีความนิยมผ้าที่เรียกว่า ผ้าลายสยามมาก โดยเขาจะเอาไปใช้เป็นองค์ประกอบในพิธีชงชา หรือใช้เป็นส่วนหนึ่งของกิโมโนที่เรียกว่า โอบิ"

สำหรับผ้าที่ใช้เป็นเครื่องแต่งกายในราชสำนักสยามมีหลายกลุ่ม แต่ที่ได้ยินชื่อกันมากคือ "สมปักปูม" มาจากคำว่า ซอมปร็วด แปลว่า ผ้านุ่ง ในภาษาเขมร เนื่องจากในสมัยอยุธยาตอนต้นได้มีการรับวัฒนธรรมของราชสำนักกัมพูชาผ่านทางผู้คนที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาในสยามในช่วงสงคราม สมปักปูมผลิตในกัมพูชาและใช้เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ในขณะที่ผ้าอินเดียก็มีบันทึกไว้ว่ามีผ้าลายชื่อ "สมปักลาย" ซึ่งใช้คู่กันมาตลอดกับผ้าสมปักปูม แต่ในระยะหลังผ้าสมปักลายมีกำลังผลิตมากกว่าผ้าสมปักปูมจึงเป็นที่นิยมใช้ในราชสำนักมากกว่า นอกจากนี้ยังเป็นผ้าฝ้ายซึ่งดูแลรักษาง่ายกว่าสมปักปูมที่เป็นผ้าไหมอีกด้วย

เมื่อมาถึงยุคที่มีภาพถ่ายทำให้พบหลักฐานเรื่องการใช้ผ้าอินเดียชัดเจนมากขึ้น เริ่มตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่นอกจากจะได้เห็นการใช้ผ้าในฐานะเครื่องนุ่งห่ม เช่น เครื่องแบบของข้าราชการ ยังใช้ผ้าในการตกแต่งสถานที่ด้วย เช่น ใช้เป็นผ้าปูนั่ง หรือผ้าม่าน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีความเปลี่ยนแปลงการแต่งกายค่อนไปทางชาวตะวันตกและเริ่มใช้ผ้าอย่างอื่นมากขึ้น แต่ผ้าอินเดียก็ไม่ได้หายไปไหน มีหลักฐานเป็นเอกสารการค้าบันทึกว่า ในปี ๒๔๓๐-๒๔๓๑ มีการนำเข้าผ้าลายเพิ่มจำนวนขึ้นถึงกว่าสองล้านผืน และเป็นผ้าลายที่มีลายดอกเล็กกว่า ซึ่งกลายมาเป็นผ้าต้นแบบให้กับผ้าลายไทยสมัยหลัง เรียกว่าผ้า "มัสกาติ" (Maskati) เป็นผ้าที่อินเดียผลิตมาเพื่อจำหน่ายในสยาม นิยมใช้เป็นเครื่องแต่งกายลำลองของขุนนางหรือฝ่ายใน แต่สามัญชนเองก็สามารถซื้อผ้านี้ใช้ได้ รวมถึงยังเคยมีนโยบายใช้ผ้าอินเดียมาแลกกับข้าวสารอีกด้วย

"ผ้ามัสกาติเป็นผ้าอินเดียยี่ห้อแรกๆ ที่เข้ามาในสยาม และได้รับความนิยมมากในราชสำนัก โดยผลิตผ้าตามลายที่สั่งทำเฉพาะ ทำเป็นบล็อกและพิมพ์ลายลงบนผ้า อาทิ ผ้าพิมพ์ลายอย่าง ถือเป็นผ้าลายพิเศษใช้ในกิจการของราชสำนักโดยเฉพาะ เนื่องจากสั่งทำและนำเข้ามาจากอินเดีย ในระยะแรกจึงเป็นผ้าที่มีลวดลายแบบอินเดีย ต่อมาทางราชสำนักได้สั่งให้ช่างหลวงออกแบบเขียนลายไทย พร้อมทั้งกำหนดสีส่งไปเป็นต้นแบบในการผลิต ผ้าพิมพ์ลายอย่างจึงถือเป็นผ้าที่แสดงถึงภูมิปัญญาของชาวสยามในการออกแบบลวดลายประดับบนผืนผ้า"

อาจารย์ประภัสสรได้อธิบายต่อถึงแหล่งที่มาของผ้าอินเดียว่า ประเทศไทยนั้นอยู่ในเส้นทางการค้าในมหาสมุทรอินเดีย โดยหลักๆ จะมีกลุ่มที่เชื่อมโยงด้วยอยู่ในแถบฝั่งเบงกอลลงมาจนถึงอินเดียใต้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกพื้นที่ที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นเคย คือพื้นที่ทางภาคตะวันตกของอินเดีย เนื่องจากอยู่ไกลจากไทยมาก แต่นั่นก็แสดงให้เห็นว่าระยะทางไม่สำคัญเท่ากับศักยภาพในการเดินเรือว่าสามารถจะไปได้ไกลมากแค่ไหน

"ในหลักฐานบอกว่าเรามีการนำเข้าผ้าจาก ๒ กลุ่มหลักๆ คือ จากเมืองสุรัต ซึ่งมีชื่อกล่าวถึงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และจากฝั่งแคว้นโจฬะมณฑล มีเมืองท่าหลายเมืองซึ่งมีบันทึกในเอกสารของไทยว่าเราได้เดินทางไปค้าขายด้วยจนถึงสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการส่งคนไปซื้อของถึงอินเดีย เนื่องจากมีการตั้งกองทหารมหาดเล็กซึ่งใช้เครื่องแบบที่นำต้นแบบมาจากประเทศอาณานิคม ต่อมาเมื่อพระองค์ได้เสด็จประพาสอินเดียจึงได้ทรงเชื้อเชิญให้ห้างแรมเซย์มาเปิดห้างขายของในบางกอก และห้างนี้เองที่เป็นผู้จัดหาเครื่องแบบต่างๆ สำหรับการฝึกทหารใหม่ให้เรา

...เมืองสุรัตมีความเชื่อมโยงกับชุมชนการค้าแถบทะเลอาราเบีย ซึ่งเชื่อมโยงกับเปอร์เซียและแอฟริกาตอนเหนือจึงเป็นชุมชนการค้าที่คึกคักมาก และมีการฟาดฟันกันอย่างหนักระหว่างมุสลิมอินเดียกับพวกฝรั่งที่เข้ามา มีการปล้นเรือสลับกันไปมา เพราะจริงๆแล้วพ่อค้าอินเดียมุสลิมครอบครองพื้นที่ตรงมาก่อน ที่รู้จักกันดีคือ ราชวงศ์โมกุล ซึ่งเป็นผู้นำวัฒนธรรมอินโดเปอร์เซียเข้ามา เมื่อราชสำนักอิหร่านล่มสลาย ช่างฝีมือและช่างทอผ้าต่างๆ ก็ได้อพยพเข้ามาพึ่งราชสำนักโมกุลและราชสำนักต่างๆ ในหลายเมืองของอินเดีย ดังนั้น จึงมีการนำวัฒนธรรมและศิลปะต่างๆ เข้ามาด้วย แต่อินเดียก็ไม่ได้ลอกเลียนแบบของเขาทั้งหมด แต่จะมีรสนิยมของตัวเองจึงมีการพัฒนาเทคนิคการทอ รวมถึงผ้าพิมพ์ลาย ผ้ายก ผ้าปัก"

ในตอนท้ายวิทยากรได้สรุปถึงอินเดียว่าเป็นแหล่งผลิตผ้าป้อนตลาดโลกมาตั้งแต่อดีต นอกจากนี้การมีช่างฝีมือที่สร้างสรรค์ผ้าสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นมาตั้งแต่ยุคอุปถัมภ์จากมหาราชาและเจ้าเมืองจึงทำให้ในปัจจุบันนี้ผ้าของอินเดียยังคงได้รับความนิยม และถูกนำมาจัดเป็นนิทรรศการผ้าตามพิพิธภัณฑ์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกอยู่เป็นประจำ

"มีบันทึกไว้ในสมัยราชวงศ์โมกุลว่า มีช่างทอผ้าถึง ๔,๐๐๐ คน ทำงานให้ราชสำนัก ดังนั้น พอเริ่มมีการผลิตเพื่อการค้าจึงทำให้อินเดียมีศักยภาพในการที่จะผลิตผ้าพวกนี้ค่อนข้างเยอะ และแม้ว่าปัจจุบันระบบอุปถัมภ์จะเสื่อมสลายไป แต่เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ส่งเสริมด้านงานฝีมือจึงยังคงสืบสานงานในรูปแบบดั้งเดิมไว้ได้ เพียงแต่ใช้วัตถุดิบเปลี่ยนไปเพื่อตอบสนองตลาดปัจจุบัน เช่น เมืองสุรัตที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองผลิตดิ้นอันดับ ๑ ของอินเดีย ทุกวันนี้ก็ใช้เป็นดิ้นพลาสติกไปเสียเยอะแล้ว แต่ดิ้นแบบเดิมที่เป็นเงินผสมก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ราคาค่อนข้างแพง ส่วนแหล่งผ้าอินเดียซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือตลาดผ้าอเมห์ดาบาดในรัฐคุชราต ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของมุมไบ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเลือกหาซื้อผ้าพิมพ์ลายคุณภาพดี เช่น ผ้ามัสรู (Mashru) ที่มีลักษณะมันวาวคล้ายผ้าไหม แต่เนื้อบางเบาเหมือนฝ้าย ผ้าบานดานี (Bandhani) ผ้าฝ้ายย้อมลายที่มีลักษณะเป็นปุ่มปมคล้ายผ้าหนามขนุนของไทย เป็นต้น"

เหล่านี้คือเรื่องราวบนผืนผ้าที่ถูกกล่าวถึงในฐานะประจักษ์พยานจากอดีตที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงมีประเด็นให้ติดตามศึกษาต่อไปได้ไม่รู้จบ