มะลิเดือนแรม (สันติธร วินิจฉัยกุล)

ชวนอ่านวรรณกรรม

"ข้าอยู่สุขสบายไม่ได้

หากท่านยังทุกข์ยากเช่นนี้

ข้ายินดีอยู่ข้างท่าน แม้ต้องยากเข็ญเพียงไร..."

"เมื่อพระเป็นเจ้าลิขิตให้ข้าเป็นคู่ชีวิตท่าน ข้าก็พร้อมยอมรับทุกอย่าง พร้อมร่วมชะตากรรมกับท่าน ไม่ว่าจะสุข หรือทุกข์เพียงไร ก็ไม่คิดทอดทิ้งหนีหาย เอาแต่สุขสบายอยู่เพียงลำพัง ขอได้อยู่เคียงท่าน ใจข้าก็เป็นสุขแล้ว..."

"ฉันช่างโง่เขลานัก มุ่งหาแต่ความสุขนอกกาย แสวงหาอำนาจจอมปลอม แต่กลับละเลยสิ่งมีค่าที่สุดข้างกาย น่าเสียดาย มาคิดได้ตอนนี้ก็สายไปแล้ว..."

จุลศักราช ๑๐๕๐ ปีมะโรงสัมฤทธิศก เดือน ๖ วันศุกร์ เวลาเที่ยงตรง ออกญาวิไชยเยนตร์ ก็องสต็องซ์ ฟอลคอน ก็ถึงอสัญกรรมด้วยโทษประหาร

มารี ก็องสต็องซ์ ผู้ภริยาจึงต้องหลบลี้หนีภัยไปพร้อมลูกน้อย

จุลศักราช ๑๐๔๑ ปีมะแมเอกศก เดือน ๕ ปีที่ ๒๓ ในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ์ มารี อายุ ๑๒ ปี

ครอบครัวของ "มารี" เป็นชาวคริสต์ พ่อหล่อนเป็นหมอผู้อุทิศตนเพื่อพระเป็นเจ้า โดยผู้ภริยาใช้เวลาว่างเปิดร้านขายขนมเล็กๆหารายได้ตามอัตภาพ อยู่สุขสบายไม่ทุกข์ร้อน

พ่อของหล่อนมีเชื้อสายเบงกอล สีผิวจึงออกคล้ำ มารีได้ผิวมาจากทางพ่อ แม้เทียบกับชาวพื้นเมืองอโยธยาแล้ว หล่อนยังถือว่านวลขาว ทว่าก็ยังไม่สู้ผิวกายผู้เป็นแม่

มารีจึงเป็นชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในอโยธยา และมารีมีชื่อไทยว่า "มะลิ"

ในเมื่อมารดาของ "มะลิ" มีฝีมือทางการทำอาหารโดยเฉพาะขนมหวานของชนชาวญี่ปุ่น มารีหรือมะลิ จึงได้รับการฝึกหัดให้ทำขนมต่างๆอยู่เสมอ จนกระทั่งมีฝีมือ นอกจากนี้มะลิยังมีเพื่อนรุ่นเดียวกันคือ "มุก" ที่เป็นลูกสาวขุนนางไทย และชอบทำอาหารไทยๆแบบอโยธยา มะลิจึงได้เรียนรู้และฝึกหัดทำอาหารไทยจากมารดาของมุกเช่นเดียวกับมุกก็ได้ฝึกทำอาหารและขนมญี่ปุ่นจากแม่ของมะลิอยู่บ่อยๆ

มะลิเติบโตเป็นสาวน้อยที่งดงามแปลกตาด้วยเชื้อชาติ แต่ด้วยความกลมกลืนของสองวัฒนธรรม ประกอบกับเป็นผู้ที่มีจิตใจอันอ่อนโยน เมตตา กรุณาจึงเป็นที่รักใคร่ของญาติมิตรและเจ้านายผู้ใหญ่

ชะตาชีวิตชักนำให้มะลิได้พบรักครองคู่กับ "ก็องสต็องซ์ ฟอลคอน" ชายหนุ่มใหญ่ เชื้อชาติกรีก ที่เข้ามารับราชการในอโยธยาและมีตำแหน่งใหญ่โตในพระราชวัง มะลิแต่งงานกับก็องสต็องซ์อย่างมีความสุข และได้รับการยกย่องเป็น "ท่านผู้หญิงมารี"

หากชีวิตคือละคร ชีวิตของ "มะลิ" หรือท่านผู้หญิงมารีก็คือละครที่มีทั้งความหวานและความขมขื่นอย่างเข้มข้น จนกระทั่งได้รับการกล่าวขานถึงในเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์

"สันติธร วินิจฉัยกุล" ได้นำประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลาของกรุงศรีอยุธยา มาเรียบเรียงเป็นนวนิยายสั้นๆให้ผู้อ่านได้พบกับเหตุการณ์ในช่วงชีวิตของ "ท้าวทองกีบม้า" หรือมะลิ หรืออีกนามหนึ่งคือ "ดอญ่ามารี" ให้ผู้อ่านได้รับรู้ภาพในอดีตของกรุงอโยธยายามรุ่งเรือง จนเป็นที่มุ่งหมายมาค้าขาย มาครอบครองเพื่อขยายอาณาจักรก็ตามแต่ความประสงค์อันซ่อนเร้นของชาวต่างชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่เรามิอาจปฏิเสธได้ก็คือ การเมืองภายในตามที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ก็มีความเข้มข้นไม่แพ้กัน

เมื่อ "ก็องสต็องซ์ ฟอลคอน" (หรือ "คอนสแตนติน ฟอลคอน" ในความคุ้นเคยของคนไทย) ได้ก้าวหน้ามีบรรดาศักดิ์เป็น "ออกญาวิไชยเยนตร์" แน่นอนแรงต้านย่อมมีมาจากหลายฝ่าย การทำลายล้างจึงเกิดขึ้น และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเปลี่ยนแปลงก็ได้ถูกบันทึกไว้เช่นกัน

แต่อีกด้านหนึ่งที่ประวัติศาสตร์อาจไม่กล่าวถึงนั่นคือ โศกนาฏกรรมของครอบครัวที่เป็นปุถุชน ย่อมมีความรัก ความทุกข์ ความสุข ความเศร้า เช่นคนทั่วไป จะดำรงชีวิตอย่างไรต่อไป "มะลิ ดอญ่ามารี หรือท้าวทองกีบม้า" อาจมีเรื่องราวที่เราอาจรับรู้ข้อมูลต่างกันไป แล้วแต่ว่าผู้บันทึกจะเป็นใครและมองมุมใด

"สันติธร วินิจฉัยกุล" ได้เปิดบันทึกใหม่ของ "มะลิเดือนแรม" ให้ผู้อ่านได้พิจารณาแล้ว แม้อาจจะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยเลย