แก่แดด-แก่ลม

คิดเห็นประเด็นข่าว

ลินเซย์ ครอส แสนจะภาคภูมิใจที่ได้เขียนเล่าเรื่อง เบรนน่า ลูกของเธอผ่านเฟซบุ๊คโดยระบุว่าแม้แม่หนูน้อยอายุแค่ 4 ขวบ แต่กลับชอบแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง พฤติกรรมดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ลูกสาวได้เห็นคุณแม่แต่งหน้าเพื่อไปงาน คุณแม่เลยสอนให้ลูกรู้จักใช้เครื่องสำอางต่างๆโดยคิดเพียงว่า เป็นกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างแม่ลูก

เสียงส่วนใหญ่กลับโจมตีว่า ลินเซย์กำลังทำให้ลูกสาวตกเป็นเหยื่อทางความคิด เป็นทาสความสวยตั้งแต่อายุยังน้อยเกินไป และหวั่นวิตกว่าเธอกำลังทำให้ลูกสาวของตนเองติดกับดักที่ยากจะถอนตัว รวมทั้ง เฮนรี่ พอล นักจิตวิทยาวัยรุ่นที่เห็นว่า ในวัย 4 ขวบนั้นยังเด็กเกินไปที่จะแต่งหน้าและ ใช้เครื่องสำอาง และจะทำให้เสพติดได้ ซึ่งทำให้ต้องวิ่งไล่ตามความงามแบบสมบูรณ์แบบชนิดที่เรียกกันว่า ฉันต้องสวยที่สุดเท่าที่จะสวยได้

ในขณะที่เบรนน่าบอกกับสำนักข่าวเอบีซี นิวส์ว่า การแต่งหน้าทำให้หนูสวย อย่างไรก็ตามเมื่อถูกสังคมทักท้วงเกินความคาดหมาย คุณแม่ผู้คิดว่าตนปรารถนาดีต่อลูกแล้วจึงได้ตัดสินใจจะปล่อยให้ลูกสาวเล่นแต่งหน้าแต่งตัวตามประสาเด็กต่อไป แต่จะทำความเข้าใจให้มากเมื่อลูกสาวโตขึ้น

ในขณะที่บรรณาธิการของนิตยสารโว้กทั้ง 19 ฉบับทั่วโลกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้แต่นางแบบที่มีสุขภาพดีและอายุไม่ต่ำกว่า 16 ปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางของแฟชั่นที่มีผลต่อรูปลักษณ์ของเรือนร่างภายนอกหลังจากที่ก่อนหน้าที่ โว้ก ได้จุดชนวนให้เกิดความไม่พอใจเมื่อมีการใช้เด็กอายุเพียง 10 ขวบเป็นนางแบบเมื่อปี พ.ศ.2553 ทั้งนี้ โจนาธาน นิวเฮาส์ ประธานบริษัทคอนเด นาสต์ อินเตอเนชั่นแนล เจ้าของนิตยสารดังระบุในแถลงการณ์ว่า โว้กเชื่อว่าสุขภาพดีคือความงาม จึงต้องการสะท้อนความรับผิดชอบต่อสุขภาพของนางแบบที่ปรากฏบนหน้าหนังสือและสุขภาพที่ดีของผู้อ่าน จึงประกาศเป็นปฏิญญา 6 ข้อและให้สัญญาว่าจะไม่ร่วมงานกับนางแบบที่อายุต่ำกว่า 16 ปีหรือนางแบบที่ดูเหมือนจะเป็นโรคการกินผิดปกติ

บรรณาธิการของโว้ก ยังจะขอร้องบริษัทโมเดลลิ่งไม่ให้ส่งนางแบบอายุต่ำกว่าเกณฑ์มาให้รวมถึงจะมีมาตรการขอให้ผู้อำนวยการคัดเลือกนางแบบตรวจสอบบัตรประชาชนก่อนที่จะมีการถ่ายแบบ และสนับสนุนให้สภาวะการทำงานหลังเวทีนางแบบมีการส่งเสริมความมีสุขภาพดีจากการรับประทานอาหารที่ถูกอนามัยด้วย

 

จากการสำรวจของ กทม.พบว่า นักเรียนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีภาวะไขมันเกิน ร้อยละ 10.8 นักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีภาวะไขมันเกิน ร้อยละ 15.83 ส่วนนักเรียนสังกัดเอกชนมีภาวะไขมันเกินร้อยละ 13.66 ซึ่งโดยมาตรฐานมีการกำหนดภาวะไขมันเกินไว้ไม่เกินร้อยละ 10 แสดงให้เห็นว่า เด็กกรุงเทพฯมีแนวโน้มอ้วนมากขึ้น ล่าสุดจึงเตรียมจัดโครงการ มหานครสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพ โดยเน้น 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ กลุ่มแรกโรงเรียน วัด ชุมชน กลุ่มที่สอง ร้านอาหาร ภัตตาคาร กลุ่มที่สาม สวนสาธารณะ กลุ่มที่สี่ สถานประกอบการ กลุ่มที่ห้า หน่วยงานราชการ และกลุ่มที่หก ห้างสรรพสินค้า โดยจะมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งจัดอาหารเพื่อสุขภาพใน 4 เขตนำร่อง ได้แก่ บางรัก ภาษีเจริญ ราชเทวี และหนองแขม ซึ่งในแต่ละเขตจะคัดเลือกจุดเด่นของแต่ละแห่งมาดำเนินการจัดกิจกรรม ระหว่างนี้จะมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันในระหว่างหน่วยงานที่มีความสนใจ และจะมีการเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 สิงหาคม ศกนี้

การเตรียมพร้อมใส่ใจดูแลสุขภาพ จะมีความสำคัญต่อโลกที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมแห่งผู้สูงวัยเป็นอย่างมาก ไม่เว้นแม่แต่ประเทศไทยซึ่งในขณะนี้ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า จากการศึกษารายงานสุขภาพคนไทยประจำปีของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมพบว่าประชากรชายจะมีอายุเฉลี่ย 69.5 ปี ส่วนผู้หญิงอายุเฉลี่ย 76.3 ปี ซึ่งหากพิจารณาจากระบบการดูแลสุขภาพที่ดีแล้วเมื่ออายุครบวัยเกษียณที่ 60 จะมีอายุยืนยาวต่อไปอีกราว 20 ปี โดยพบผู้หญิงมีความบกพร่องทางสุขภาพมากกว่าผู้ชาย ต้องการการพึ่งพิงสูงทั้งกาย ใจ และเศรษฐกิจ ดังนั้นนอกจากคำนึงถึงตัวเลขอายุที่ยืนยาวขึ้นจะต้องเริ่มคิดถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย

หลายประเทศโดยเฉพาะทางตะวันตก อาทิ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา มีการปรับเปลี่ยนฐานอายุของผู้สูงวัยมาอยู่ที่ 65 ทำให้หลายหน่วยงานของไทยต่างหันมาใส่ใจเรื่องนี้โดยมีการตั้งเป็นข้อสังเกตให้เปลี่ยนนิยามผู้สูงอายุโดยขยายนิยามของผู้สูงอายุจาก 60 ปีเป็น 65 ปี ซึ่งจะทำให้จำนวนแรงงานต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 ล้านคน หรือสัดส่วนแรงงานต่อประชากรทั้งหมดเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 67.4 เป็นร้อยละ 71.3ทันทีนปั และลดการพึ่งพิงของผู้สูงอายุจาก 17 คนใน100 คนเป็น 11 คน เป็นผลดีต่อการเพิ่มโอกาสการทำงานในอาชีพให้กับผู้สูงอายุมากขึ้น เป็นการสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้สูงอายุ และเพิ่มระยะเวลาการออมมากขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพสามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงบุตรหลานหรือภาครัฐมากนัก

ที่ผ่านมาสังคมไทยใช้เกณฑ์กำหนดอายุ 60 ปีเป็นผู้สูงวัยตามนิยามใน พ.ร.บ.ข้าราชการ บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 ซึ่งระบุว่าข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ต้องพ้นจากราชการเมื่อสิ้นปีงบประมาณ หรือทุกวันที่ 30 กันยายนของทุกปี ในขณะที่ภาคเอกชนกำหนดอายุการทำงานของแรงงานไว้ที่ 55-60

มีคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ซึ่งย่อมจะหนีไม่พ้นวัยชราในวันหนึ่งข้างหน้ามาฝาก ชีวิตหลังเกษียณที่จะต้องอยู่ยงกระพันไปอีกถึง 20 ปีนั้น การออมเงิน การวางแผนการเงิน และการบริหารการเงินคือโจทย์ที่สำคัญต่ออนาคตของการเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุข โดยผู้เชี่ยวชาญฟันธงว่า ผู้ชายควรจะมีเงินเก็บเอาไว้ใช้ในยามแก่เฒ่าไม่มีงานทำที่ 3 ล้านบาทเป็นอย่างน้อย ส่วนผู้หญิงที่มีอายุยืนกว่าจะต้องมีเงินเก็บไว้ใช้มากกว่า 3.5 ล้านบาท

ความจริงที่เราต้องยอมรับก็คือทุกช่วงของชีวิตมีความสำคัญต่อการพัฒนามนุษย์ มิใช่ปล่อยให้ผ่านไปโดยไร้ค่า ซึ่งจะต้องเริ่มกันที่การหล่อหลอมเด็กให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานอันมีคุณค่า และก้าวไปสู่วัยชราที่รู้จักคิด รู้จักใช้สติปัญญา เป็นแบบอย่างอันงดงามของสังคมไทย

สังคมที่รู้จักคิดรู้จักใช้ปัญญา จะเป็นสังคมที่รู้จักแยกแยะ ฉุกใจ สดับตรับฟังแล้วใช้วิจารณญาณ รู้จักเรียนรู้บทเรียนแล้วแก้ไข ไม่เป็นกระต่ายตื่นตูมไปตามกระแส แม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แต่เราก็สามารถรู้เท่าทันและรับมือกับมันได้ตลอดเวลา อายุที่ผ่านไปในแต่ละวัน ขอให้อย่าเป็นเพียงตัวเลข แต่ให้เรียนรู้ที่จะต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชาญฉลาด