งานศิลปะอันงดงาม ของ...สุรัชต์ สดแสงสุก

ลีลาศิลป์

ด้วยทาง สำนักสงฆ์ป่าญาณคุตโต หมู่ที่ 6 ตำบลหนองรี อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี มีโครงการสร้าง พระมหาเจดีย์เก้าศรีสยาม เพื่อเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554

พร้อมทั้งเป็นมรดกทางพระพุทธศาสนา และเป็นอุทยานในการปฏิบัติธรรม หรือศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ให้เกิดความสงบภายในจิตใจ แล้วเกิดความรัก ความศรัทธา ในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งจะได้ช่วยกันทำนุบำรุงให้อยู่คู่ประเทศสืบไป

อุทยานในการปฏิบัติธรรมแห่งนี้ มีการริเริ่มโครงการสอนคติธรรมจากดิน ภายใต้โครงการ ธรรมดีจากดิน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล ด้วยการจัดสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะดิน อันเกี่ยวข้องกับหลักทศพิธราชธรรม และพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นการจัดสร้างอย่างเป็นทางการแห่งแรกของประเทศไทย โดยได้ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ อาจารย์สุรัชต์ สดแสงสุก เป็นผู้สรรค์สร้างศิลปะงานปั้น ที่สะท้อนความหมายแห่งทศพิธราชธรรม 10 ประการ ได้แก่ ทาน ศีล บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความเที่ยงธรรม

อาจารย์สุรัชต์ ได้ให้เกียรติพูดคุยการทำงาน ในโครงการฯสำคัญดังกล่าว ว่า

“สำหรับงานหลักๆตรงนี้ ผมจะดูภาพที่เล่าถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับหลักทศพิธราชธรรม 10 ประการ โดยมีการเลือกรูปแบบมาคุยกับ ท่านรองวีระวัฒน์ ชื่นวาริน รองอธิบดีกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น จากนั้นกลับไปทำการสเก็ตรูปไว้ก่อน แล้วก็ค่อยมาสร้างเป็นงานประติมากรรมขึ้นมา เพราะว่าคอนเซ็ปต์ของงาน คือ ทำดีจากดิน ฉะนั้นวัสดุจึงจำเป็นต้องใช้ดิน มาทำการสร้างเป็นชิ้นงานขึ้น แต่ในส่วนของดินที่นำมาใช้นั้น อาจมีการประยุกต์ใช้กันนิดนึง ด้วยการสร้างงานด้วยดินอย่างเดียวตามธรรมชาติ ค่อนข้างจะมีข้อจำกัดสูงในการสร้างงาน ผมจึงเสนอท่านรองฯไปว่า ผมจะใช้ตัวดินญี่ปุ่นที่ทันสมัยขึ้นหน่อย แล้วยังสามารถสร้างสีสันได้อีกด้วย พอผลงานออกมาแล้ว ท่านก็โอเคกับผลงานที่ออกมา

...โดยส่วนตัวผมเองไม่ได้เป็นนักปฏิมากร ผมเป็นจิตรกรเขียนภาพมากกว่า แต่โดยพื้นฐานการเรียนก็มีพื้นตรงนี้อยู่แล้ว อีกประการหนึ่งผมเขียนภาพพระองค์ท่าน ถือได้ว่าเป็นงานหลักๆเลย แล้วมีข้อมูลภาพมากพอสมควร ฉะนั้นช่วงที่ได้รับการติดต่อให้เข้ามาทำงาน...จะดีใจอยู่แล้ว ด้วยโครงการแบบนี้ เราจะมีโอกาสค่อนข้างยาก จึงรู้สึกปีติมากๆที่ได้ทำงานครั้งนี้ อีกทั้งถือเป็นการเฉลิมฉลองพระองค์ท่านด้วย โดยในแต่ละภาพทศพิธราชธรรม 10 ประการนั้น ถ้าเอาตามตรงบางทีอาจมองไม่ตรงกับทางผู้ใหญ่ ก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ภาพบางภาพทำไมถึงเลือกภาพนี้ ผมพยายามเลี่ยงภาพที่ประชาชนชินตา แต่บางภาพก็มีความจำเป็นต้องเอามาใช้

...ตัวอย่างภาพของคุณยายตุ้ม ผมก็หาที่มาของภาพด้วยว่า คุณยายไปนั่งรอเมื่อไหร่ วันที่เท่าไหร่ ที่ไหน...ประมาณนั้น ผมจึงจำเป็นต้องดึงภาพนี้ขึ้นมา ผมมองว่า เป็นภาพประวัติศาสตร์ การที่พระองค์ท่านก้มลงไปหาคุณยาย ได้สื่อความหมายได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด ส่วนภาพอื่นๆก็มีความหมายที่ต่างกันไป เช่นภาพที่พระองค์ท่านทรงเรือใบ เนื้อหาของภาพก็อธิบายได้ค่อนข้างครอบคลุม ในความอัฉริยะภาพด้านกีฬาด้วย แล้วยังบอกด้านความซื่อตรงของพระองค์ท่าน ด้วยกติกาคือกติกา พระองค์ท่านทำผิดกติกา จึงทรงแล่นเรือกลับเข้าฝั่ง พระองค์ท่านยอมรับ โดยที่คนอื่นไม่รู้ว่า พระองค์ท่านแล่นเรือไปชนถุ่น ซึ่งต้องอ่านคำอธิบายใต้ภาพประกอบด้วย

...ผมเป็นคนที่สะสมภาพพระองค์ท่านไว้เยอะมาก ก็พยายามเอาภาพที่คนไม่ชินตา เพื่อให้เห็นว่า พระองค์ท่านก็พระจริยวัตรอย่างอื่นด้วย อย่างภาพที่พระองค์ท่านนั่งบัลลังก์ผู้พิพากษา ภาพนี้ก็ไม่ค่อยได้เห็นกันนัห แล้วไฟล์ภาพก็เล็กมากด้วย ถ้าต้องปั้นกันขึ้นมาจริงๆ ผมอาจต้องเอาภาพอื่นของพระองค์ท่านมาประกอบด้วย แต่ว่าต้องหาภาพช่วงพระชันษา ที่ตรงกับพระองค์ท่านเท่านั้นเอง คือ เป็นทริกหนึ่งที่ผมต้องการนำเสนอ ในมุมมองที่ประชาชนทั่วไป ไม่ค่อยได้เห็นกันตามปกติ ผมเป็นคนชอบค้นหา ค้นคว้าข้อมูล ซื้อหนังสือเก่าๆเก็บเอาไว้ ซึ่งภาพส่วนใหญ่สวยงามมาก แต่ว่าไม่ตรงกับเนื้อหาของงาน จึงเลือกเอาเฉพาะที่ใกล้เคียงมากที่สุด หากเอาที่ผมชอบที่สุดนะ เป็นภาพพระองค์ท่านกับสมเด็จย่า ผมว่า เป็นภาพที่แสดงความอ่อนโยนได้อย่างชัดเจนมาก ผมจะปั้นเท่าจำนวนที่สเก็ตเอาไว้ 10 ภาพ ภาพที่สเก็ตมาทั้งหมดนั้น จะเป็นการทำดีจากดิน โดยจะเป็นภาพประติมากรรมนูนต่ำทั้งหมด

...ภายในโครงการฯจะมีการจัดสร้างบ้านดิน ในอาคารทรงกลมติดภาพเอาไว้ทั้งหมด เสมือนเป็นนิทรรศการถาวร ในพื้นที่แห่งนี้ผมมองว่า เป็นผืนดินที่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ ประชาชนคนทั่วไปหรือนักเรียนนักศึกษา สามารถเข้ามาเรียนรู้ในเรื่องของดินได้ แล้วทางคณะผู้จัดการโครงการฯ ก็จะมีงานอีเวนท์ต่างๆหรือกิจกรรมที่เกี่ยวกับดิน เข้ามาหมุนเวียนให้ชมกันเสมอ ส่วนภาพทศพิธราชธรรม 10 ประการ จะมีขนาด 60X80 เซนติเมตร จริงๆแล้วคอนเซ็ปต์ของผม เป็นขนาด 60X60 เซนติเมตร เพราะว่าได้ดึง 60 พรรษาการครองราชย์ แล้วด้วยมาประเมิลการติดตั้งจริง ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักภาพ และมีความคิดไหลเรื่อยมาโยงกับเลขแปด จึงกลายเป็นขนาด 60X80 เซนติเมตร ถือเป็นขนาดมาตรฐานในที่สุด   

...ตามหลักกระบวนงานปั้นทั่วไป คือ เริ่มด้วยการร่างแบบอยู่แล้ว แต่เราได้ทำการสเก็ตแบบไว้ก่อน เราจึงอ้างอิงตรงนั้นขึ้นมา เนื่องจากภาพสเก็ตไม่เท่าจริง จึงต้องทำการขยายแบบขึ้นมา ด้วยการปรุลายไปบนดิน จากนั้นค่อยๆเพิ่มเนื้อดินขึ้นมาทีละชั้น ตามด้วยการแกะลายด้วยเครื่องมือ แต่ก็อย่างที่บอกผมไม่ใช่ช่างปั้นมืออาชีพ ผมถนัดงานวาดภาพมากกว่า บางคนมาดูเรื่องของดีเทล อาจจะสู้ช่างปั้นอาชีพเขาไม่ได้ แต่เราได้รับโอกาสสำคัญในครั้งนี้ แล้วทีมงานก็ได้มอบโอกาสให้อีก จึงทำให้รู้สึกดีใจและอยากทำมาก ถ้าพูดกันตรงๆนะ...งานปั้นก็ยากพอสมควร แต่ด้วยพื้นฐานของการเรียนจิตรกรรม จะสอนประติมากรรมไปในตัว เสมือนวิชาโทที่เรียนหลักๆอยู่แล้ว คือ ตั้งแต่เรียนจบก็ทำงานด้านศิลปะมาโดยตลอด ก็ค่อนข้างได้เปรียบกับคนที่ไปสอนเต็มเวลา ผมเป็นอาจารย์พิเศษไม่ได้สอนประจำ หมดเวลาสอนก็กลับมาทำงานตามปกติ ถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว ก็อาจจะได้เปรียนคนอื่นๆก็ตรงนี้

..เสน่ห์ของงานปั้นและงานเพ้นท์...จะต่างกัน งานเพ้นท์คนจะสื่อสารได้ง่ายกว่า ด้วยเป็นงานสองมิติที่เหมือนกับภาพถ่าย คนเรามีภาพถ่ายที่บ้านเห็นกันจนชิน ดังนั้นการสื่อสารด้วยงานจิตรกรรม กับคนที่ไม่มีความรู้ด้านศิลปะมากนัก...จะง่ายขึ้น คือ ดูสวย ดูเหมือน แต่งานประติมากรรม มีมิติ มีความนูน คนอาจไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ หรือทำไมต้องตัดตรงนี้ไป ผมไม่ได้ปั้นเป็นงานเรียลลิสติกทั้งหมด จะมีการตัดทอนบางส่วนออก เน้นไปที่รูปของพระองค์ท่าน ส่วนประกอบทางด้านข้าง หรือตัวแบลคกราวต่างๆ จะมีการตัดออกไปบ้าง ด้วยไม่ต้องการให้แข่งกับตัวประธานในภาพ แต่ถ้าถามว่า เสน่ห์ของงานประติมากรรม ก็เนื่องจากเป็นงานที่มีมิติ ครั้นเวลาส่องไฟจะเกิดวอลลุ่มขึ้นมา แลดูเสมือนจริงที่จับต้องได้ ทว่าจิตรกรรมกลับจับต้องไม่ได้ ต้องอาศัยการจินตนาการตาม ก็มีจุดดีกันคนละด้านนะครับ

...ตอนแรกของงานปั้น...ก็มีปัญหาเหมือนกัน วัสดุที่นำมาใช้นั้น ไม่เคยนำมาปั้นขนาดใหญ่เท่านี้มาก่อน เพียงเคยทำเป็นโมเดลเล็กๆ แต่พอจับจังหวะได้...จะเกิดความสนุกขึ้น โดยธรรมชาติของตัววัสดุ ถ้าเป็นช่างปั้นอาชีพเลย เขาจะรู้ว่า จะต้องแก้ปัญหากันอย่างไร แต่ด้วยความที่เราวาดมากกว่าปั้น เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆที่เจอปัญหา แล้วด้วยเวลาของงานต้องเกิดขึ้นก่อนชิ้นแรก เราก็เกิดความเครียตเหมือนกัน แต่พยายามทำใจให้เย็นขึ้น จริงๆแล้วในส่วนของผม ที่แบบไม่ได้โกหกอะไรเลยนะ ผมได้อธิษฐานถึงพระองค์ท่าน ช่วยให้ผมทำงานได้เสร็จลุล่วง เพราะการทำงานในครั้งนี้ ทำเพื่อพระองค์ท่าน ทำเพื่อประชาชนทั่วไป เสร็จแล้วผมก็ใจเย็นขึ้นมามาก แล้วก็ค่อยๆแก้ปัญหาจนกระทั้งทำเสร็จ ตอนนั้นปัญหาหลักที่เกิดขึ้น คือ ดินร้าว ดินแตก เรื่องของเรื่องเราไปเร่งเวลาด้วย แล้วเราเองยังไม่ชินกับกระบวนการของวัสดุมากนัก พอไปเร่งเวลามากเกินไป ก็เกิดเอฟเฟคขึ้นมาทันที การแก้ปัญหามันก็เหมือนกับการเดา เราลองใช้วิธีนั้นเข้ามาแก้ไข โอเคมันแก้ปัญหาได้ และทำงานได้ตลอดลอดฝั่งจนเสร็จ

...กระบวนการปั้นจะต่างกับการเพนท์ ตอนแรกที่เกิดปัญหาขึ้น พูดภาษาชาวบ้าน คือ เรายังไม่รู้นิสัยของดินดีพอ ครั้งพอเราจับจังหวะได้แล้ว โดยทิ้งไว้ให้แห้งก่อน ใช้เครื่องมือขุดออกได้ มีน้ำเป็นตัวเชื่อมของดิน เราก็ฉีดน้ำเข้าไปก่อน แล้วค่อยๆเพิ่นดินญี่ปุ่นเข้าไป ปล่อยให้แห้งพอหมาดๆแล้วเกาออก กลายเป็นเนียนดูดีเลย ส่วนแบคกราวด้านหลัง ผมต้องการให้เป็นรอยนิ้วมือการปั้น ดูเหมือนเป็นเทคเจอร์ของดิน ส่วนตัวภาพของพระองค์ท่าน ทำการเกาให้เรียบ เวลาส่องไฟจะดูผ่องขึ้น มากกว่าพื้นผิวที่หยาบๆ ผมพยายามทำให้ต่างกับงานประติมากรรมทั่วไป ให้เป็นแนวความคิดโมเดิล บวกกับแนวความคิดเรียลลิสติกเดิมๆ

...สาเหตุที่เลือกเป็นประติมากรรมนูนต่ำ ด้วยประติมากรรมแบบลอยตัว คนเข้าใจศิลปะจะดูสวยงาม มีความลึก มีมิติ สามารถจับต้องได้มากกว่า แต่บางทีเวลาส่องแสงไฟ...จะดูน่ากลัวไปหน่อย ด้วยมีมิติมากกว่าประติมากรรมนูนต่ำ แล้วคนทำงานศิลปะก็มีความสนุกด้วย อีกทั้งเป็นความคุ้นชินกับคนทั่วไปมากกว่า ผมเลยเอาเหรียญบาทเหรียญสิบเป็นที่ตั้ง แล้วเสนอทางผู้ใหญ่ไปว่า จะทำเป็นภาพนูนต่ำขึ้นมา ถ้าถามถึงอายุของดิน ผมว่า ไม่น่าจะถึงร้อยปีหรอก น่าจะอยู่ได้ประมาณสิบยี่สิบปี แต่ถ้าจะให้อยู่ได้นานกว่านั้น อย่างที่ผมบอกตั้งแต่ต้น...ถ้าไม่ชื้น ไม่เปียก ไม่ร้อน อุณหภูมิบ้านเราปกติ 30 องศา ผมว่าก็โอเคแล้วนะ ซึ่งมีการตรวจเช็ดเรียบร้อยแล้ว กับตัวสถานที่ บรรยากาศ ทุกอย่างก็น่าจะโอเค คือ ผมจะกลัวเรื่องความชื้น ที่จะมีผลต่อวัสดุของเรา แต่ถ้าเป็นอาคารปิด อุณหภูมิประมาณนี้...คงไม่มีผลอะไร แต่ต้องเรียนให้ทราบก่อนว่า วัสดุที่นำมาใช้ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นวัสดุที่ถาวร เป็นวัสดุที่ทำพวกโมเดลมากกว่า แต่ทางทีมงานไม่ได้ต้องการให้อลังการเกินไป ผมเชื่อว่าทางทีมงานจะดูแลได้

...สำหรับผลงานทางด้านจิตรกรรม ผมเคยแสดงงานทั้งเดี่ยวและกลุ่มมา 90 กว่าครั้ง ตั้งแต่ปี 2530 ก็แสดงงานมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีงานที่เป็นงานตกแต่ง ตามโรงแรมในหลายที่ด้วย เคยสอนที่มหาลัยราชภัฎ เป็นวิทยากรให้กับจุฬาลงกรณ์ บางทีก็จะสอนเฉพาะเทอมๆไป ผลงานของส่วนใหญ่เป็นแนวเรียลลิสติก แต่ถ้าถามความชอบ...ผมชอบสีน้ำมากกว่า สีน้ำเป็นสีที่ฉับไว สามารถตอบตัวเองได้ง่าย แต่คนส่วนใหญ่มองว่า สีน้ำยาก สำหรับผมคิดว่า มันวัดใจดี ถ้าทำได้จะดีใจมาก ถ้าพูดถึงเรื่องศิลปะกับทางศาสนา ก็มีเกิดขึ้นและเกี่ยวเนื่องมานานแล้ว อย่างการเขียนภาพพระพุทธประวัติ งานปั้นพระพุทธรูป

...ในสมัยก่อนคนปั้นเป็นชาวบ้านทั่วๆไปเอง หรือไม่ก็เป็นพระภิกษุมาช่วยกันปั้น ผมกลับมองเป็นความงดงามด้วยซ้ำไป ไม่ต้องมาคิดถึงสัดส่วนที่ผิดไปบ้าง เช่น หัวโต ตาใหญ่ ลำตัวยาว แต่นั่นเป็นงานเพียวอาร์ต แล้วคนที่ทำงานศิลปะสมัยในนี้ จะต้องเรียนประวัติทางศิลปะกันมาบ้าง จะทำให้ได้รู้ว่า ศิลปะพื้นบ้านเป็นอย่างไร ศิลปะแฝงมากับคนเราตั้งแต่เมื่อใด ตามวัดวาอารามมีศิลปะอยู่ 2 ประเภท ศิลปะที่มีความอลังการ กับศิลปะที่มาจากความศรัทธาอย่างแท้จริง แต่อะไรที่แลดูอลังการมากเกินไป...ก็เกินความจำเป็น ถ้าเป็นอะไรที่ง่ายๆ นำวัสดุท้องถิ่นมาสร้างสรรค์ ผมกลับคิดว่า น่าจะโอเคมากกว่า แล้วยังไม่ห่างไกลกับคนในท้องถิ่น ที่สามารถสัมผัสจับต้องได้ ไม่จำเป็นต้องหรูหรามากมาย”

โครงการ“ธรรมดีจากดิน” นิทรรศการถาวรแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย ที่นำเสนองานในรูปแบบของงานปั้นดิน สนใจสามารถสอบถามที่ โครงการสร้างพระมหาเจดีย์เก้าศรีสยาม โทร. 08-5156-5955 ได้เลยครับ