ปอยส่างลอง...ประเพณีแห่งศรัทธาของคนไต (2)

บันทึกวัฒนธรรม

สำหรับพิธีปอยส่างลองคืนนี้ เราจะมุ่งหน้าไปดูที่บ้าน ลุงจันทร์ สงห์แก้ว โดยเกือบทุกบ้านของชาวไทยใหญ่ จะมีลักษณะที่เหมือนๆกัน คือ ต่างมีน้ำใจโอบอ้อมอารี ยินดีต้อนรับผู้มาเยือน ต่อเมื่อเรามาถึงเรือนชานแล้ว ก็ได้ต้อนรับขับสู้กันอย่างเต็มที่ มีให้ทั้งหมาก เมี่ยง บุหรี่ ซึ่งสองสามอย่างแรกนี้...เราไม่ค่อยถนัด ตามด้วยข้าวปลาอาหารหวาน หรือบางทีแขกที่มาร่วมในงาน ก็อาจนำเงินหรือสิ่งของอื่นๆ มาร่วมทำบุญกับเจ้าภาพด้วย ทางเจ้าภาพก็นำสิ่งของดังกล่าว มาต้อนรับทุกคนที่มาเยือนอีกที

แต่ช่วงก่อนวันงาน 2-3 วัน มีผู้คนทยอยมาช่วยงานบ้านเจ้าภาพ โดยจัดเตรียมสถานที่หุงหาอาหาร ที่หลับที่นอนให้กับส่างลอง ทั้งทำต้นตะเป่ส่า ปุ๊กข้าวแตก ตกแต่งเครื่องไทยธรรม และเครื่องอัฐบริขาร เราให้ความสนใจการเตรียมงาน จึงให้ ลุงยอด จองซอย มาอธิบายได้ความว่า ก่อนถึงวันพิธีครึ่งเดือนถึง 3 เดือน ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่จัด ถ้าเป็นงานใหญ่บวชหลายรูป ต้องเตรียมงานกันอยู่นาน หากเป็นงานที่บวชเพียงรูปเดียว ใช้เวลาเตรียมงานเพียง 7-15 วันก็พอ สิ่งที่จะต้องตระเตรียมประกอบด้วย การเตรียมข้าวแตกหรือข้าวตอก เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะในพิธี โดยการนำข้าวเปลือกเหนียวมาคั่วในหม้อดิน ให้แตกเป็นช่อคล้ายๆข้าวโพดคั่ว แล้วนำไปคลุกกับน้ำอ้อยเชื่อม ปั้นเป็นก้อนโตเรียกว่า ข้าวแตกปั้น

ส่วนการทำข้าวพองต่อคือ นำแป้งมาคลุกเคล้ากัน นวดแล้วทำให้เป็นแผ่นๆ ตัดให้กว้างยาวประมาณ 1x1 นิ้ว นำไปตากแห้งแล้วนำมาทอด ตามด้วยการฉาบน้ำอ้อย สำหรับเอาไว้เป็นของหวาน และเป็นเครื่องไทยธรรมอีกด้วย วิธีจัดเตรียมข้าวแตกของเจ้าภาพนั้น จะเตรียมอุปกรณ์ต่างๆไว้ให้ครบครัน แล้วเชิญชวนสาวๆหรือเพื่อนบ้านใกล้เคียง มาช่วยกันคั่วข้าวแตกในเวลากลางคืน หลังจากที่เลิกประกอบอาชีพประจำวัน สาวๆจะมาช่วยคั่วข้าวแตกเป็นกลุ่มๆ พวกหนุ่มๆก็จะมาจีบสาวและช่วยงานไปด้วย การเตรียมข้าวแตกหรือข้าวตอกนั้น จะจัดทำกันอย่างนี้ทุกคืน หรือตามแต่โอกาสไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ปริมาณข้าวแตกเพียงพอ แต่ละคืนจะคั่วจนถึงประมาณ 22.00-23.00 นาฬิกา

ทางด้านของการเตรียมบุหรี่ ซึ่งประเภทบุหรี่ก็มีอยู่ 2 ชนิด คือ ยาฉุนกับขี้โย ยาฉุนมวนจากยาสูบพื้นเมือง ด้วยใบตองกล้วยอบแห้ง หรือใยกาบต้นหมาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร ส่วนบุหรี่ขี้โยมวนจากยาฉุน ผสมไม้ไคร้สับหรือเปลือกฝักมะขาม คลุกน้ำอ้อยและน้ำมะขามเปียก นำตากแห้งเป็นบุหรี่รสจืด สำหรับไว้ให้ผู้หญิงสูบกัน เมื่อมวนเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีขนาดยาวประมาณ 15 เซนติเมตร ด้านปลายที่จุดไฟจะสอบแหลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ด้านโคนกรองด้วยเส้นใยจากกาบมะพร้าว พันด้วยกระดาษสีกว้าง 1 เซนติเมตร ซึ่งจะต้องมีการเตรียมมวนบุหรี่ เอาไว้เป็นจำนวนพันๆมวน เพื่อใช้ในการต้อนรับแขกที่ร่วมงาน และใช้เป็นเครื่องไทยธรรมอีกเช่นกัน แต่ในปัจจุบันภาระการเตรียมบุหรี่...จะน้อยลงไป เพราะมีบุหรี่ของโรงงานยาสูบจำหน่าย แต่บางหมู่บ้านก็ยังจัดเตรียมกันอยู่ เพราะบุหรี่ที่ซื้อหามามีราคาแพง

ส่วนเครื่องไทยธรรมและเครื่องอัฐบริขาร เมื่อใกล้ถึงกำหนดพิธีประมาณ 7 วัน จะมีการเตรียมตกแต่ง ทั้งเครื่องไทยธรรมและเครื่องอัฐบริขาร เช่น จัดทำต้นปุ๊กข้าวแตก โดยนำข้าวแตกมาห่อด้วยกระดาษสา ผูกติดกับธงสามเหลี่ยมเป็นช่อๆ แล้วนำไปผูกไขว้เป็นคู่ๆ ติดกับลำไม้ไผ่หรือไม้รวก ยาวประมาณ 5-6 เมตร ซึ่งห่อข้าวแตก...จะนำมาแจกผู้เข้าร่วมพิธีในวันสุดท้าย เพื่อใช้เป็นเครื่องสักการะต่างดอกไม้ ธูป เทียน สำหรับเครื่องอัฐบริขาร เช่น บาตร จีวร เสื่อ หมอน ผ้าห่ม จาน ช้อน เครื่องกรองน้ำ มีดโกน จะนำมาตกแต่งด้วยไหมพรม ถักเป็นตารางสี่เหลี่ยมเล็กๆ เป็นผืนหุ้มอุปกรณ์เหล่านั้น แล้วนำไปผูกติดกับไม้คานยาวประมาณ 3 เมตร เพื่อสะดวกในการให้คนหามนำเข้าขบวนแห่ ในช่วงวันพิธีแห่เครื่องไทยธรรม

ตอนกลางคืนยิ่งสนุกกันใหญ่เลย มีการตีกลองมองเซิง ที่มีกลองก้นยาว 1 ใบ ฆ้องตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงใหญ่ 5-6 ใบ แขวนหรือผูกห้อยกับเพดาน และมีฉาบใหญ่อีก 1 คู่ ดึกๆก็จะมีการเฮ็ดกวามหรือร้องเพลงไทยใหญ่ เพื่อสรรเสริญให้แก่เจ้าภาพ ที่ได้จัดงานบุญกุศลในครั้งนี้ แต่เราก็ไม่สามารถอยู่กันได้นาน จึงแอบขอตัวกลับไปตั้งหลักเสียก่อน พรุ่งนี้จะมาร่วมขบวนแห่ได้ทันกาล ซึ่งเป็นวันที่สองเรียกว่า วันข่ามแขก โดยในช่วงเวลาตอนเช้า จะมีผู้คนทั่วทุกหมู่บ้าน แต่งกายกันอย่างสวยงาม ต่างช่วยจัดเตรียมเครื่องไทยธรรมและเครื่องอัฐบริขาร ที่จะนำไปเข้าขบวนแห่โคหลู่ (ไทยธรรม) เครื่องไทยธรรมทุกชิ้นทุกอย่าง จะนำมาแห่พร้อมกันในวันนี้ เสมือนเป็นกิจกรรมแสดงถึงความหรูหราและพร้อมเพรียง เหล่าเครือญาติช่วยกันแบก ช่วยกันถือ ช่วยกันหาม และนำมาจัดเรียงร่วมขบวนอย่างสวยงาม

โดยขบวนแห่จะเริ่มด้วยผู้อาวุโส แต่งชุดขาวอุ้มขันข้าวตอกดอกไม้ ซึ่งถือว่า เป็นผู้มีศีลธรรมหรือผู้บริสุทธิ์ ให้เดินนำอยู่หน้าขบวน โดยมีจีเจ่ (กังสดาลใหญ่) ตีเป็นระยะๆ เป็นการป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่วไป เมื่อใครได้ยินแล้วให้ร่วมอนุโมทนา หรือเดินทางมาร่วมทำบุญ รวมทั้งเป็นการบอกกล่าว ถึงเทวบุตร เทวดา หรือเทพาอารักษ์ทั้งหลาย ให้ได้ทราบถึงการทำบุญใหญ่ของชุมชน แล้วตามด้วยเครื่องสักการะพระพุทธ ที่เรียกว่า อุ้บ อันมีดอกไม้ ธูปเทียน ขนม บรรจุอยู่ในภาชนะ ใช้คนแบกหามจำนวน 2 คน เมื่อถึงวันทำบุญจะนำไปถวายพระพุทธ ถัดมาเป็นม้าทรงของเจ้าเมือง (เจ้าพ่อหลักเมือง) ที่อัญเชิญมาร่วมในขบวนแห่โคหลู่ ในประเพณีปอยส่างลองทุกครั้งไป เพื่อเป็นการให้เจ้าเมืองที่เคารพของชุมชน ได้รับทราบและช่วยปกป้องคุ้มครอง ให้งานดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยดี

มาต่อกันด้วยต้นตะเป่ส่าหรือต้นกัลปพฤกษ์ เพื่อบันดาลสิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง มี 2 ประเภท คือ ต้นตะเป่ส่าพระพุทธคล้ายกับจองพารา โครงสร้างทำด้วยไม้ไผ่กรุกระดาษสา ตกแต่งลวดลายสวยงาม ต้นเล็กหรือใหญ่แล้วแต่ฐานะของเจ้าภาพ จัดว่า เป็นส่วนที่เด่นที่สุดในขบวน ใช้สำหรับถวายพระพุทธเจ้า และต้นตะเป่ส่าที่ถวายแก่วัด จะคล้ายต้นตะเป่ส่าพระพุทธ ต่างกันตรงเครื่องห้อย ซึ่งเป็นเครื่องใช้สำหรับวัด เช่น ถ้วยชาม จาน แก้วน้ำ หม้อ ทางด้านของขบวนกลองมองเซิง ที่ใช้บรรเลงประกอบขบวน เพื่อให้เกิดความไพเราะรื่นเริง ในขบวนเครื่องแห่โคหลู่ ส่วนใหญ่มีแต่คนแก่ ที่สามารถตีกลองมองเซิงได้ ส่วนทางด้านเครื่องไทยธรรม เป็นปัจจัยถวายพระสงฆ์ ที่นิมนต์มาร่วมในงานนี้ ได้จัดตกแต่งด้วยดอกไม้งดงาม

โดยมากแล้ว...หญิงสาวจะเป็นผู้ถือเครื่องอัฐบริขาร ซึ่งเป็นเครื่องใช้ของสามเณร ประกอบด้วยส่างกาน (จีวร) เครื่องนอน และเครื่องใช้อื่นๆ ขบวนส่างลองจะอยู่เกือบท้ายขบวน มีทั้งส่างลอง ตะแปส่างลอง และผู้ถือทีคำ จะแต่งกายสวยงามกันเป็นพิเศษ ขณะขบวนเคลื่อนตัวออกไป ก็จะฟ้อนรำไปตามจังหวะกลองก้นยาว ทางด้านท้ายขบวนแห่โคหลู่ จะเป็นคณะโบกไพ (บ้องไฟ) ซึ่งจะนำไปจุดในวันสุดท้ายของงาน ปีใดมีส่างลองจำนวนมากเป็นร้อย ที่มาจากหลากหลายหมู่บ้าน จำนวนชุดกลองก้นยาว...ก็มีมากตามไปด้วย ทั้งมีบริวารแห่แหนรายรอบ อันประกอบไปด้วย คนที่ให้ส่างลองขี่คอ 2-3 คนสับเปลี่ยนกัน คนคอยกางทีคำ (ร่มใหญ่ปิดทอง) และคณะดนตรีชุดกลองก้นยาว

ขบวนแห่โคหลู่ในงานปอยส่างลอง ถือว่าเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม นับเป็นขบวนแห่ ที่มีผู้คนมาร่วมกันมากที่สุด ยิ่งกว่างานประเพณีใดๆ ขบวนแห่จะออกจากบ้านเจ้าภาพใหญ่ เคลื่อนไปตามถนนที่สำคัญๆ ระหว่างทางจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ถืออุ้บ ออกมาโปรยข้าวตอกดอกไม้ เป็นการอนุโมทนาสาธุในการทำบุญ เมื่อแห่รอบหมู่บ้านเสร็จแล้ว ขบวนแห่จะไปสิ้นสุดกันที่วัด จะมีผู้คนออกมาต้อนรับ บ้างก็มารอโปรยข้าวตอกดอกไม้ ขบวนแห่จะเวียนรอบวัด 3 รอบ แล้วนำโคหลู่ขึ้นไปจัดบนวัด และก็แยกย้ายกันกลับบ้าน

เช้าวันที่สามของงาน เป็นวันที่เรียกว่า วันข่ามส่าง จะนำส่างลองบรรพชาเป็นสามเณรหากในการจัดงานมี จางลอง คือ ผู้ที่จะอุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ด้วย ก็จะกระทำพิธีตั้งแต่เช้าตรู่ เรียกกันว่า ยาบจาง การยาบจางหรือการอุปสมบทนั้น จะเริ่มกันราวๆ 04.00-05.00 นาฬิกา ตะแปจางลองจะแต่งตัวจางลอง แล้วนำจางลองแห่ไปที่วัด โดยมีจีเจ่ (กังสดาล) ตีนำขบวน หรืออาจมีดนตรีพื้นบ้าน หรือกลองก้นยาวร่วมขบวนไปด้วย เมื่อถึงวัดก็จะเวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วทำพิธีอุปสมบทกันในโบสถ์ หากวัดใดไม่มีโบสถ์สำหรับทำพิธีอุปสมบท ทางเจ้าภาพก็จะร่วมกับทางวัด จัดทำสิ่มน้ำ คือ การจัดทำศาลาประกอบพิธีอุปสมบท ที่อยู่กลางแม่น้ำหรือในบึงน้ำ แล้วนิมนต์พระสงฆ์ทำพิธีอุปสมบท

วันที่สามหรือวันสุดท้ายของปอยส่างลอง ผู้คนจะมาชุมนุมที่วัดตั้งแต่เช้า โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่...จะไปถึงวัดก่อน พร้อมมีอุ้บหรือขันบรรจุดอกไม้ จนกระทั่งได้เวลาพอสมควร ก็จะมีการถ่อมลีก คือ อ่านหนังสือธรรมะให้ทุกคนฟัง อันเป็นการกล่อมเกลาจิตใจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความดี ถือเป็นประเพณีสืบทอดกันมานาน ผู้อ่านหนังสือธรรมะในการถ่อมลีก คือ จเร หมายถึงผู้รอบรู้หรือผู้เชี่ยวชาญในด้านลีกไต (หนังสือไทยใหญ่) ส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ แล้วเป็นที่เคารพนับถือของชุมชน ครั้นเวลาฮอลีกหรืออ่านหนังสือ ผู้ฟังก็จะนั่งฟังอย่างสงบและสำรวมอาการ ทั้งนุ่งขาวห่มขาวหรือไม่ก็แต่งชุดไต โดยจะนั่งอ่านตรงหน้าพระประธาน บนศาลาการเปรียญของวัด จเรจะมีเผินหรืออุ้บ เป็นเครื่องยกครูบาอาจารย์ ซึ่งจะมีข้าวสาร กล้วยน้ำว้าดิบ 1 หวี หมากพลู ดอกไม้ธูปเทียน บรรจุในกาละมัง และมีปัจจัยหรือเงินใส่ซอง

เมื่อฮอลีกจบ...ก็จะยกเผินบูชาไปไว้ที่บ้าน หรือบางทีก็นำถวายวัด ส่วนปัจจัยจะนำไปใช้จ่ายต่อไป เมื่อได้เวลาฉันเพล...จะมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ที่นิมนต์มาร่วมพิธีบรรพชาก่อน แล้วจึงเลี้ยงอาหารผู้มาร่วมงานในพิธี อาหารที่เลี้ยงในงานปอยส่างลอง ที่จะขาดไม่ได้เลย คือ แกงฮังเล ที่ปรุงจากเนื้อหมูสามชั้น หมักด้วยเครื่องปรุง ที่มีทั้งซีอิ๊วดำ น้ำอ้อย หอม กระเทียม กะปิ พริกเม็ดใหญ่ ขิง มะเขือเทศ หมักรวมกันก่อนปรุงด้วยไฟอ่อนๆ จนสุกแล้วโรยด้วยหมากสะหล่า ที่เป็นเครื่องเทศกลิ่นหอมชนิดหนึ่ง เพื่อแก้เลี่ยนก็จะมีน้ำซดหรือต้มจืด แล้วยังมีน้ำพริกอ่อง ผัดผัก หรือยำใหญ่ อาหารหวานก็จะเป็นขนมไต อย่างเช่น อะละหว่า ที่ทำจากแป้งและน้ำตาล แล้วฉาบหน้าด้วยกะทิ ส่วนทะมินที่ทำจากข้าวเหนียว มีลักษณะคล้ายอะละหว่า และขนมที่ได้เตรียมทำไว้ก่อนหน้าแล้ว คือ ข้าวแตกปั้นและข้าวพองต่อ

การบรรพชาการอุปสมบท...เป็นพิธีทางสงฆ์ ปฏิบัติเหมือนกับท้องถิ่นอื่นทุกประการ การบรรพชานิยมทำกันในตอนบ่าย สำหรับการอุปสมบทนั้น นิยมทำกันในตอนเช้ามืด เลียนแบบการออกผนวชของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งขบวนเข้าไปในศาลาการเปรียญหรือวิหาร ที่ใช้เป็นที่บรรพชาอุปสมบท โดยส่างลองเดินเข้าไปนั่งเรียงแถวหน้าพระอุปัชฌาย์ กราบพระอุปัชฌาย์ 3 ครั้ง แล้วรับผ้าจีวรจากบิดา มารดา หรือพ่อข่าม แม่ข่าม (พ่อแม่อุปถัมภ์) ซึ่งแสดงถึงความผูกพันและสนับสนุนกัน ระหว่างพ่อแม่ และลูก เสร็จแล้วหันกลับไปหาพระอุปัชฌาย์ เปล่งวาจาขอบรรพชา พระอุปัชฌาย์รับผ้าจีวรไปแก้ห่อ

จากนั้นนำผ้าอังสะหรือผ้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง คล้องคอให้แก่ส่างลอง เพื่อนำไปให้เจ้าหน้าที่เปลี่ยนเครื่องส่างลอง หรือพระภิกษุจะช่วยนุ่งผ้าจีวรให้ แล้วให้กลับมาเปล่งวาจาขอรับศีล 10 ข้อ พระอุปัชฌาย์ให้ศีล กล่าวกรรมฐาน และให้โอวาทแก่ส่างลอง ก็ถือว่า เป็นผู้เข้าสู่เส้นทางดำเนินไปสู่สิ่งสูงสุดแห่งพุทธศาสนา หลังจากนั้นจะมีเทศนา 1 กัณฑ์ เจ้าภาพใหญ่ เจ้าภาพร่วม และผู้มาร่วมงานในพิธี ถวายจตุปัจจัยไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาเป็นอันเสร็จพิธี ต่อจากนั้นหากมีคณะโบกไพ (บ้องไฟ) มาร่วมงานด้วย ก็จะนำโบกไพไปจุด เมื่อจุดเสร็จเจ้าของโบกไพ จะนำโบกไพไปรับอะซูจากเจ้าภาพ จะมีการเฮ็ดกวามขออะซูด้วย ซึ่งเจ้าภาพจะมอบรางวัลให้เป็นเงิน แถมยังเลี้ยงข้าวปลาอาหารให้ด้วย สำหรับเงินที่คณะโบกไพได้ไปนั้น จะนำไปซื้อเครื่องใช้ไม้สอยถวายวัด หรือทำเป็นต้นผ้าป่าถวายวัดต่อไป

ปอยส่างลอง ประเพณีที่เกิดจากความศรัทธา อย่างมั่นคงของคนไทยใหญ่ ที่มีต่อบวรพระพุทธศาสนา ซึ่งได้มีการถูกตัดทอนจำนวนวัน และขั้นตอนพิธีกรรมลงไปมาก เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดพิธีเต็มรูปแบบ เพราะการบรรพชาและการอุปสมบท จัดเสียใหญ่โตก็สิ้นเปลืองทรัพย์สิน แล้วไม่ตรงตามหลักการของพระพุทธองค์ แต่ถ้ามองในรูปของการสร้างความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ในหมู่เครือญาติและระหว่างหมู่บ้าน การที่คนหมู่มากมีโอกาสมาร่วมงาน ทั้งช่วยเหลือกันจัดงานเป็นกลุ่มใหญ่ จะก่อเกิดประโยชน์ในการพัฒนาสังคม และสร้างความสัมพันธ์ในชุมชน โดยใช้วัฒนธรรมและประเพณี เป็นสื่อกลางได้เป็นอย่างดีครับ