รหัสผ่านแห่งโลกอนาคต

หญิงไทยไอที

หญิงไทยไอทีคราวนี้อาจเหมือนนิยายวิทยาศาสตร์ไปนิด ตรงที่เป็นเรื่องคาบเกี่ยวระหว่างโลกอนาคตกับชีวิต ณ ปัจจุบันของใครหลายๆ คน ถึงแม้เราจะไม่ได้ทำงานทำการอะไรเกี่ยวกับเทคโนโลยีเลยก็ตาม แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า สิ่งต่างๆ ที่ผมจะเล่าต่อไปนี้มันอยู่ใกล้ตัวคุณผู้อ่านเราซะเหลือเกิน

ถ้าคุณผู้อ่านยังนึกไม่ออกให้นึกถึงภาพยนตร์เกี่ยวกับจารชน สายลับหลายๆ เรื่องครับ ไม่ว่าจะเป็น เจมส์บอน 007, Mission Impossible ตั้งแต่ 1 ถึง 4 หรือแม้กระทั่งเรื่อง X-Men ก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับรหัสผ่านแบบที่ผมกำลังจะเล่านี้อยู่เลยครับ

1. User Name/Password ผมขอเริ่มด้วยเรื่องพื้นแบบที่เราส่วนใหญ่มักเจอกันตอนเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานกันเลยนะครับ ระบบนี้เป็นระบบที่มีให้ใช้กันมายาวนานจนปัจจุบันเริ่มล้าสมัย เรียกว่าแฮกเกอร์หลายคนเริ่มเบื่อที่จะแคะรหัสผ่านแบบนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าแกะยากเย็นอะไรหรอกนะครับ แต่มันง่ายจนเดาเอาก็ได้สำหรับใครหลายๆ คน เพราะชอบกันจังเลยที่จะตั้งรหัสผ่านเป็นชื่อบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นชื่อสามี-ภรรยา ชื่อลูก ชื่อหลาน หรือแม้กระทั่งชื่อน้องหมา น้องแมว จนทำให้แม้แต่คนที่ไม่ใช่แฮกเกอร์ต่างก็เดากันได้ แล้วแบบนี้แฮกเกอร์จะไม่เบื่อได้อย่างไร เพราะมันหมดความท้าท้ายไปนานหลายปีแล้ว

2. Smart Card/Pin Code ระบบนี้ก็ยังเป็นเรื่องค่อนข้างเก่าอยู่ครับ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดๆ ก็ได้แก่บัตร ATM หรือบัตรเครดิตที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งแรกๆ ที่ออกมาก็ดูเหมือนว่าจะน่าไว้ใจดี เพราะคนที่จะใช้ได้ต้องมีทั้งบัตรกับรหัสผ่านเท่านั้น แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นได้ เมื่อเจ้าของบัตรหลายๆ คนชอบจดรหัสผ่านเอาไว้หลังบัตร ด้วยเกรงว่าจะลืมรหัสของตัวเอง เท่านั้นยังไม่พอครับ บรรดามิจฉาชีพยังพยายามหาทางติดตั้งกล้องจิ๋วเอาไว้แอบดูเราเวลากดรหัสผ่านที่หน้าเครื่อง แถมยังแอบติดตั้งเครื่อง Skimming เอาไว้ตรงช่องสอดบัตรเพื่อสำเนาข้อมูลภายในบัตรของเรา ด้วยเหตุนี้เอง เวลาจะใช้บัตร ATM หรือบัตรเครดิตผ่านตู้เบิกเงินอัตโนมัติ เราถึงต้องใช้มือบังปุ่มกดรหัสผ่าน แถมก่อนจะใช้ตู้ก็ต้องดูดีๆ ว่ามีอะไรแปลกไปกว่าเครื่องที่ใช้อยู่ประจำหรือเปล่า

3. Finger Print Detector ระบบนี้เป็นระบบที่เริ่มมีให้ใช้กันทั่วไปเมื่อไม่นานนี้เองครับ ทั้งนี้เพราะลายมือนี่ถือเป็นเอกลักษณ์ที่โอกาสซ้ำกันนั้นยากมากเข้าขั้นอภิมหายากเลยเชียว ก็ขนาดฝาแฝดไข่ใบเดียวกันแท้ๆ ยังมีลายมือไม่เหมือนกันเลยครับ เคยมีคนทำสถิติเรื่องลายมือเอาไว้ว่า ถ้าจับลายมือแค่จุดเดียวจากทั้งนิ้วนี่มีโอกาสลายมือซ้ำกันได้ 1 ใน 400 คน เรียกว่าถ้าเรามีเพื่อนอยู่ 400 คน จะมีโอกาสเพื่อนลายมือซ้ำกับเราอยู่ 1 จุด (ขอย้ำว่า 1 จุด) เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เวลาที่เขาใช้งานกันจริงๆ นี่เขาจะดูจุดบนนิ้วมือเรา 8 ถึง 12 จุด ซึ่งมีโอกาสที่ลายมือจะซ้ำกันได้ 1 ใน 2หมื่น5พันล้านคนกว่าๆ นั่นหมายความว่าถ้าเราเอาคนทั้งโลกมาเทียบลายมือกัน จะหาคนซ้ำกับเราได้ต้องใช้โลกประมาณ 4 ใบ ถึงจะเจอที่ซ้ำกับเรา แต่สงสัยบรรดานักลายมือวิทยาทั้งหลายคงลืมนึกถึงเรื่องการทำสำเนา เพราะปรากฏว่าเมื่อไม่นานนี้เองก็มีคนหัวใส ใช้การเก็บลายนิ้วมือแบบเดียวกับที่เห็นกันในหนังฆาตกรรมทั้งหลาย แล้วนำมาแปะบนนิ้วเทียมที่สร้างขึ้นจากซิลิโคน แล้วใช้วิธีการนี้หลอกเครื่องเป็นผลสำเร็จ ถึงจะไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ แต่นั่นก็หมายความว่าการใช้ลายนิ้วมือที่ดูเหมือนจะปลอดภัยก็กลายเป็นไม่ปลอดภัยไปซะงั้น

4. Face Detector เป็นระบบตรวจสอบใบหน้า ซึ่งตอนนี้เริ่มมีให้ใช้กันแล้วนะครับ โดยเครื่องจะทำการวัดระยะห่างระหว่างตา ปีกจมูก ปาก หน้าผาก และคาง ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่เราใช้ในการจดจำใบหน้าเพื่อนของเรา แต่ก็ยังมีคนหัวใสใช้รูปถ่ายของคนหลอกเครื่องจนได้ ตอนหลังๆ นี่เขาก็เลยเพิ่มระบบตรวจสอบความมีชีวิตเข้าไปในระบบนี้ด้วย เช่นการกระพริบตา การขยับตัวนิดๆ หน่อยๆ อะไรพวกนั้น ใครสนใจอยากใช้ระบบความปลอดภัยแบบนี้สามารถหาได้ใน Windows 7, Vista หรือแม้กระทั่ง XP ก็มีให้ใช้ แต่เราต้องติดตั้งโปรแกรม Blink หรือ Smile-In ซะก่อน ซึ่งโปรแกรม Smile-In นี่ล่ะครับที่สามารถตรวจสอบความมีชีวิตได้

5. Images Password ระบบต่อมานี่เป็นระบบที่หลายท่านอาจเคยเห็นแว่บๆ มาบ้างแล้วในภาพยนตร์ไซไฟเรื่อง Johnny Mnemonic ที่พระเอกสุดหล่อ Keanu Reeves เล่นเป็นพระเอก ที่ในตอนท้ายๆ เรื่องมีการใช้รูปภาพเป็นรหัสผ่าน แล้วพี่ปลาโลมาในเรื่องก็เป็นผู้ถอดรหัสผ่านจนได้ พระเอกเลยรอดตาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องราวในภาพยนตร์ครับ สำหรับของจริงนอกจากจะใช้รูปภาพเป็นรหัสผ่านแล้วเรายังต้องทำอะไรที่ต่างไปอีกนิด คือเราต้องทำการขีดๆ เขียนๆ บนรูปอีก 3-4 แห่งด้วย มิฉะนั้นเดี๋ยวใครเกิดไปหารูปจากที่ไหนไม่รู้มาใช้ก็สามารถเข้าระบบของเราได้สบายๆ เลย ข่าวดีของการใช้รหัสผ่านแบบนี้คือ เรามีโอกาสได้ใช้ตอน Windows 8 เปิดตัวอย่างเป็นทางการ (อย่าสับสนนะครับ ปัจจุบันเรายังอยู่กับ Windows 7 อยู่)

6. Pattern Lock เป็นระบบรักษาความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือระบบ Android ครับ วิธีการคือให้ใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอแล้วลากไปตามจุดที่อยู่บนหน้าจอตามที่ตั้งค่าเอาไว้ ปัญหาอย่างหนึ่งของระบบนี้คือการไม่ทำความสะอาดหน้าจอ เพราะถ้าใครตั้งใจจะแอบใช้เครื่องของเรา แค่เอียงๆ ส่องๆ ดูหน้าจอ ก็พอจะมองเห็นแนวทางของ Pattern Lock ของเจ้าของเครื่อง จากนั้นก็ลองลากตามได้ไม่กี่แบบก็แอบใช้เครื่องได้แล้วครับ

7. ฝากรหัสไว้กับ USB Flash Drive วิธีนี้จะว่าปลอดภัยก็ใช่ครับ แต่เหมาะสำหรับผู้ที่รู้จักการเก็บรักษาสิ่งของ ไปเผลอวางทิ้ง USB Flash Drive เอาไว้ แล้วจำไม่ได้ว่าเอาไปวางไว้ที่ไหน เพราะ USB Flash Drive ที่ใช้นั้นจะต้องเสียบไว้กับพอร์ต USB ไว้เสมอ พอไม่ใช้งานก็เพียงถอด USB Flash Drive ออก เวลาที่คนอื่นจะแอบมาใช้ของเรา เขาก็จะทำไม่ได้ เพราะนอกจากเครื่องถามรหัสผ่านแล้ว เครื่องยังถามหา USB Flash Drive ด้วย ถ้าไม่มีก็หมดสิทธิ์ ใครสนใจวิธีการนี้สามารถไปดาวน์โหลดโปรแกรมมาใช้ได้ฟรีๆ ที่ http://notebookspec.com/web/?p=65079

ยังไม่จบนะครับ เดี๋ยวคราวหน้าจะมาต่อกันด้วยวิธีการเข้ารหัสแบบที่เราอาจคิดไม่ถึง แต่ถ้าใครชอบดูหนังแนวสืบสวน สอนสวนประเภทไฮเทคบ่อยๆ อาจเคยเห็นผ่านตามาบ้าง