โบราณนานมา ลูกชายจะถูกส่งไปเล่าเรียนเขียนอ่านกับท่านสมภารที่วัด ส่วนลูกสาวกลับเชื่อว่า ให้เรียนสูงเดี๋ยวจะไปเขียนเพลงยาวตอบโต้เจ้าหนุ่ม อย่ากระนั้นเลยบ้านไหนที่มีวาสนาสามารถส่งลูกสาวเข้าวังไปฝึกงานหัตถศิลป์ เตรียมความพร้อมกับการมีเหย้าเฝ้าเรือนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นหน้าตาและเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล

สมัยก่อน พระราชฐานชั้นในซึ่งตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง คือแหล่งอบรมกุลสตรีไทยที่บรรดาเจ้านายและข้าราชการชั้นสูงนิยมส่งธิดามาเล่าเรียนเขียนอ่านและอบรมความรู้ให้มีคุณสมบัติเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมด้วยกริยา มารยาทและความสามารถในการครองเรือน เล่าขานกันว่าเมืองเล็กๆซึ่งเป็นที่ประทับของพระมเหสี ราชเทวี พระราชธิดา เจ้าจอม นางห้าม และข้าราชบริพารที่รวมของสตรีแห่งนี้ เต็มไปด้วยขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยข้อห้ามประการแรกเลยเห็นจะได้แก่ การห้ามบุคคลภายนอก โดยเฉพาะบุรุษผ่านเข้าออก ยกเว้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสที่ยังไม่ได้ประกอบพระราชพิธีโสกัณต์ เด็กชายที่อายุไม่เกิน 10 ปี และแพทย์ชายที่ต้องเข้าไปรักษาผู้ป่วย

ภายในเขตหวงห้ามนี้ยังมี โขลน ทำหน้าที่รักษาการณ์ และ ดูแลความเรียบร้อย ไม่ให้เกิดการกระทำที่ผิดระเบียบ ทำหน้าที่คล้ายตำรวจหญิง เวลาค่ำจะปิดประตูลงกลอน ห้ามเข้าออก เปิดเพียงประตูฉุกเฉิน ประตูราชกิจ ที่อยู่ติดกับพระมหามณเฑียรเท่านั้น ผู้เป็นโขลนจะทำหน้าที่อย่างเคร่งครัด แม้แต่ใครเผลอเดินเหยียบธรณีประตูเท่านั้น จะโดนจ่าโขลนดุและลงโทษด้วยการให้กราบธรณีประตู เพราะถือว่า ทุกธรณีประตูมีเทวดาสิงสถิตอยู่ ทุกปีจึงมีการทำพิธีสมโภชน์ประตูวังเป็นการภายใน

เป็นที่ทราบกันดีว่า สาวชาววัง เป็นต้นตำรับความงดงามแบบละเมียดอันก่อเกิดจากการอบรมอย่างเข้มงวด กิตติศัพท์นี้จึงใช่จะได้มาโดยง่ายแต่เกิดจากภูมิปัญญาของสถาบันชั้นสูงที่สั่งสมและสืบทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าผสมผสานกับความอุตสาหะของกุลธิดาสมัยก่อนที่ตั้งใจและมุ่งมั่นจะรับการฝึกฝนอย่างจริงจัง แม้จะยากลำบากสักปานใด

นอกจากกริยามารยาท การลุก การนั่ง เดิน ยืน คลานเข่า เข้าเฝ้า การแต่งกาย ที่แตกต่างจากสาวชาวบ้านโดยสิ้นเชิงแล้ว สาวชาววังยังมีเอกลักษณ์การแต่งกายไม่เหมือนใคร เริ่มตั้งแต่การพิถีพิถันคิดค้นเครื่องแต่งกายด้วยความประณีตพิถีพิถัน การทุ่มเททำความสะอาดและเก็บรักษาผ้าให้เรียบเป็นมัน จับจีบจนคมสวย และมีกลิ่นหอมกำจายไปได้ไกล ตามคำเปรียบเปรยที่เคยได้ยินได้ฟังกันว่า สาวชาววังเมื่อนั่งลงที่ไหนก็จะหอมติดกระดานไปนานไกล นอกจากนี้สาวชาววังยังมีระเบียบในการแต่งกายโดยจะต้องใช้ผ้านุ่งและผ้าห่มเข้าชุดกันตามวันตลอด 7 วันอีกด้วย

กรรมวิธีการทำความสะอาดผ้าของสาวชาววังอาจจะถึงขั้นทำให้สาวสมัยใหม่ยุดไอโฟน4เอส อย่างเราเราท่านท่านในยุคนี้มองตากันปริบปริบ เพราะจะเริ่มจากล้างผ้าด้วยน้ำมะพร้าว แล้วนำไปต้มด้วยลูกซัดและเปลือกของต้นชะลูดซึ่งทำให้ผ้าหอมและแข็งเหมือนลงแป้ง จากนั้นนำมาขัดด้วยหอยเบี้ยเพื่อทำให้ผ้าเรียบเป็นมันวาวแล้วจึงอัดกลีบผ้าด้วยเครื่องอัดกลีบและเครื่องก๊อปปี้ผ้าเพื่อให้มีจีบที่คมสวย เท่านั้นยังไม่พอสาวชาววังยังต่อด้วยการนำผ้าไปนึ่งด้วยเครื่องหอม และทำกรรมวิธีร่ำผ้า โดยนำผ้าลงอบในหีบหรือโถที่ปิดสนิท ใช้เทียนหอมจุดให้เกิดควันทิ้งไว้เพื่อให้ความหอมซึมเข้าสู่เนื้อผ้า จากนั้นนำดอกไม้หรือน้ำมันหอมชุบผ้าขาววางไว้ในหีบหรือ โถ ปิดทิ้งไว้เพื่อให้ผ้ามีกลิ่นหอมนาน เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุด ถือเป็นเอกลักษณ์ของสาวชาววังที่หอมกรุ่นชวนให้ถวิลถึงคำนึงหาไม่รู้วาย

งานฝีมือที่ถือว่า สาวชาววังตั้งใจจดจ่อรอการไขว่คว้าหาความรู้มีตั้งแต่ งานแกะสลักผักและผลไม้ ซึ่งสร้างความมหัศจรรย์ให้กับนานาชาติมาจนถึงปัจจุบัน ผลไม้ที่มีเปลือกบางอย่างมะปรางริ้ว ผักที่ถูกสลักเสลาเป็นรูปร่างต่างๆ เหลือเชื่อ การทำอาหารคาวหวาน รวมถึงอาหารว่างที่สาวชาววังนิยมทำคราวละมากๆ เก็บใส่ขวดโหลพร้อมรับประทานได้ทุกเวลา

งานประดิษฐ์ดอกไม้ที่สืบทอดมาแต่โบราณ ในโอกาสต่างๆ ทั้งตกแต่งอาคารสถานที่ และใช้สำหรับบูชาพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีตั้งแต่ มาลัย เครื่องแขวน พุ่มกรวย และตาข่าย สาวชาววังนั่งพับเพียบเรียบร้อยประดิดประดอยร้อยเรียงจากดอกไม้เล็กๆ ให้กลายเป็นรูปต่างๆ อย่างประณีตน่าทึ่ง สำหรับนำไปใช้ในพิธีมงคลต่างๆ ทั้งงานแต่งงาน งานโกนจุก หรืองานบวช

ภาพของสาวชาววังในอดีตจึงมิได้เป็นเพียงแบบอย่างของสุภาพสตรีผู้งดงามทั้งกายวาจาและใจสมเป็นกุลสตรีที่ควรค่าแก่การยกย่อง หากยังเป็นผู้ที่นำภูมิปัญญาของชนชั้นสูงทางด้านศิลปะและสรรพวิทยาอันประณีตบรรจงที่ถือว่าเป็นสุดยอดผลงานหัตถศิลป์ของแผ่นดินสยาม และนับวันจะหาผู้สืบทอดได้น้อยลงทุกที

น่ายินดีว่า นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ หนึ่งในโครงการที่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก่อตั้งขึ้นบนถนนราชดำเนิน โดยมีเป้าหมายที่จะจุดประกายให้ประชาชนคนไทยหันมาสนใจประวัติศาสตร์และมรดกทางวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนาน ทำให้คนไทยเข้าใจในอดีตและความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมย้อนอดีต พาไปสัมผัสกับงานฝีมือของสาวชาววัง ประกอบด้วย งานแป้งพวง บุหงารำไป งานร้อยดอกไม้ และการแสดงดนตรีไทย สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก

ใครจะคิดว่าจากแป้งหินที่นำมาทำดินสอพอง นำมากวนกับน้ำอบไทยแล้วใส่ในกรวยหยอดเป็นเม็ดสูงๆ ผึ่งลมให้แห้ง เก็บใส่ขวดโหลสามารถกลายเป็นเครื่องประทินโฉม หรือจะเอามาร้อยด้ายทำเป็นพวงใช้เป็นเครื่องประดับเพื่อความสวยงาม หรือทำของชำร่วยที่เก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร จากอดีตแป้งพวงใช้ทำเครื่องประดับชฎาของพระมหากษัตริย์หรือประดับปิ่นปักผมของสาวชาววัง ปัจจุบันมีผู้สั่งเป็นทำของชำร่วยแต่งงาน ผู้สนใจติดต่อได้ที่ คณะคหกรรมศาสตร์ วิทยาลัยอาชีวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ส่วนบุหงารำไป ซึ่งเป็นเครื่องหอมอย่างหนึ่งทำจากดอกไม้นานาพันธุ์นำมาผึ่งแดดให้พอแห้งแล้วพรมน้ำปรุงเล็กน้อย บรรจุในผ้าโปร่งหรือผ้าตาพริกไทย ใช้อบผ้าให้หอมหรือทำเป็นของชำร่วย

สำหรับวงร้อยมาลัยนั้นยิ่งชื่นใจนักที่ได้เห็นน้องหนูละสายตาจากจอคอมพิวเตอร์มานั่งต่อคิวยาวเพื่อขอเรียนร้อยมาลัยกัน

แม้ไม่อาจจะหมุนวันเวลากลับไปเหลียวหาสาวชาววังได้อย่างในอดีต แต่เชื่อว่าจากนี้ไป คณะคหกรรมของมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ คงกลายเป็นที่ที่ใครๆก็อยากเข้าเรียน เพราะจบแล้วมั่นใจได้นอกจากจะสามารถประกอบวิชาชีพทำรายได้ จากงานเสริมหรืองานประจำได้เป็นอย่างดี ยังเป็นการสืบทอดมรดกงานฝีมือของสาวชาววังไม่ให้เหลือเพียงตำนานอีกด้วย