วัดพระพุทธไสยาสน์ (วัดพระนอน) เพชรบุรี

ศรัทธาสัญจร
ช่างภาพ: 

วันที่4มิ.ย.2555นี้เป็นวันวิสาขบูชาค่ะ ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 54 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ยกย่องให้วันวิสาขบูชาเป็น “วันสำคัญสากลนานาชาติ (International Day)” ซึ่งไม่เหมือนวันมาฆบูชา และวันอาสาฬหบูชา ที่เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่นิยมนับถือกันเฉพาะในประเทศไทย, ลาว, และกัมพูชา เหตุที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกยกย่องวันวิสาขบูชาให้เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล เนื่องจากเป็นวันที่เกิดสามเหตุการณ์สำคัญเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีก่อน ณ ดินแดนชมพูทวีป ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าและเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาพุทธ โดยเหตุการณ์แรกเกิดขึ้น80 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในพระราชอุทยานลุมพินีวัน (อยู่ในเขตประเทศเนปาลในปัจจุบัน) เหตุการณ์ที่สองเกิดขึ้นใน 45 ปีต่อมาในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(บุคคลที่ตรัสรู้ด้วยตนเองและสอนให้ผู้อื่นรู้ตาม) ณ ใต้ร่มโพธิ์พฤกษ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม (ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอินเดีย) และเหตุการณ์สุดท้ายเกิดขึ้น1 ปี ก่อนพุทธศักราช เป็นวันเสด็จดับขันธปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ใต้ร่มสาละพฤกษ์ ในสาลวโนทยาน พระราชอุทยานของพระเจ้ามัลละ เมืองกุสินารา (ประเทศอินเดีย) น่าอัศจรรย์ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนเกิดตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 หรือเดือนวิสาขะทั้งสิ้น พุทธศาสนิกชนทั่วโลกจึงบำเพ็ญบุญกุศลประกอบพิธีพุทธบูชาต่าง ๆ เพื่อถวายสักการะรำลึกถึงแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสืบมาจนปัจจุบัน

วินาทีเสด็จดับขันธ์เข้าสู่แดนปรินิพพานนั้น พระองค์ทรงนิ่งเงียบ เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วย้อนลงมาตามลำดับถึงปฐมฌาน แล้วย้อนขึ้นอีกโดยลำดับจนถึงจตุตถฌาน เมื่อออกจากจตุตถฌานนั้นจึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ทรงตรัสถึงความดับสมุทัยอันเป็นเหตุแห่งความดับทุกข์ (เสด็จดับขันธปรินิพพาน) ไว้เมื่อคราวทรงพระชนม์อยู่ว่า “...ต้นไม้ เมื่อโคนต้นยังอยู่ ไม่มีอุปัทวะ แม้ถูกตัด (ส่วนบน) แล้วก็งอกได้อีกอยู่นั่น ฉันใดก็ดี แม้ทุกข์นี้ก็ฉันนั้น เมื่อตัณหานุสัยยังมิได้ถูกถอนทิ้งแล้ว ก็ ได้เกิดร่ำไป...” จาก สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. ขุ. ธ. ๒๕/๓๓๘/๑๓๘ กล่าวคือ พระพุทธองค์ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานเพราะความดับไปแห่งสมุทัย คือ ได้ทรงถอนเสียสิ้นซึ่งต้นและราก กิเลสตัณหาอันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวงนี้แล้วในวันตรัสรู้ การเสด็จดับขันธปรินิพพานนี้จึงเป็นการตายครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ โดย "สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ" (สิ้นตัณหาเมื่อคราวตรัสรู้ และสิ้นขันธ์ห้าเมื่อคราวปรินิพพาน) เมื่อนั้นได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โลมชาติ(ขน)ลุกขึ้นชูชัน กลองทิพย์บันลือลั่นไปในอากาศ ไว้อาลัยแด่การจากไปของพระพุทธองค์ ผู้ทรงเป็นบรมครูของโลก กายของพระองค์สิ้นเชื้อคือตัณหาที่จะนำไปเกิดในภพใหม่ ครั้นกายแตกดับแล้ว ถึงความเป็นของว่าง ไม่มีอะไรเหลือสำหรับส่วนผสมของกายในภพต่อไป พระพุทธองค์ทรงจากไป ณ ยามสุดท้ายแห่งราตรี วันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศก (ตามการนับของไทย) 1 ปี

สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่“สาลวโนทยาน” (ป่าไม้สาละ) ในเมืองกุสินารา (เมืองเอกหนึ่งในสองของแคว้นมัลละ) ตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร หรือกาเซีย หรือกาสยา (Kushinaga; Kasia; Kasaya) เขตจังหวัดเทวริยา (Devria; Devriya) รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย สำหรับชื่อ “สาลวโนทยาน” สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาถากุนวะระกาโกฏ (Matha-Kunwar-Ka-Kot) ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ ปรากฏตามคัมภีร์ว่า เมืองนี้เคยเป็นที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ เป็นที่เกิดบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์หลายครั้ง เคยเป็นราชธานีนามว่ากุสาวดี ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ์ ปัจจุบันกุสินารา มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญคือสถูปใหญ่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ วิหารปรินิพพานภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ซึ่งเป็นพระพุทธรูปลักษณะ บรรทม (นอน) ตะแคงเบื้องขวา หลับพระเนตร พระเศียรหนุนพระเขนย (หมอน) พระหัตถ์ซ้ายทอดทาบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาวางหงายอยู่ข้างพระเขนย พระบาทซ้ายทับซ้อนพระบาทขวา (เรียกโดยทั่วไปว่าพระนอน หรือพระไสยาสน์) เช่นเดียวกับปางโปรดอสุรินทราหู และปางทรงพระสุบิน สร้างเพื่อเป็นที่ระลึกถึงการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า

แม้เรายังไม่มีโอกาสเดินทางไปยังสังเวชนียสถานเมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย แต่เพื่อน้อมนำใจให้รำลึกถึงพระมหากรุณาของพระพุทธองค์ที่ทรงสั่งสอนเวไนยสัตว์แม้อยู่ในช่วงสังเวยทุกขเวทนาสุดท้ายก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน เราจึงเดินทางไปยัง “วัดพระพุทธไสยาสน์” (วัดพระนอน) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขามไหศวรย์ (เขาวัง)ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ บนถนนคีรีรัฐยา ตำบลคลองกระแชง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี สันนิษฐานว่าสร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 วัดนี้มีวิหารขนาดใหญ่อยู่บนเชิงเขา ทางขึ้นวิหารเป็นบันไดไม่สูงมากนัก ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์สร้างด้วยอิฐตลอดทั้งองค์ลงรักปิดทอง ลักษณะงดงามด้วยศิลปะงานช่างสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง องค์พระในท่า “สีหไสยา” ขนาดยาว43เมตร( ยาว21 วา 1 ศอก 1 คืบ 7 นิ้ว ใหญ่กว่าพระนอนที่วัดขุนอินทประมูล จังหวัดอ่างทองซึ่งยาว20วาสูง5วา )มีหมอน(เขนย)หนุนพระเศียร 3 ลูกแต่ละลูกขมวดชายไว้พระหัตถ์ขวาแตะพระเศียรพระหัตถ์ซ้ายพาดเหยียดไปตามปรัศว์(ลำตัว)ซ้าย แม้ในหลายตำราบอกว่าปางปรินิพพาน ต่างจากปางไสยาสน์ตรงที่พระหัตถ์ของพระองค์จะไม่ทรงชันพระเศียรตั้งขึ้น แต่จะแผ่ราบลงกับพื้น ซึ่งเป็นลักษณะทอดร่างวางขันธ์ดับ มุ่งสู่มหาปรินิพพาน แต่พระพุทธไสยาสน์วัดพระนอนเมืองเพชรบุรีองค์นี้ก็งดงามและส่งความสงบร่มเย็นให้เราได้สัมผัสได้ทันทีที่ได้ก้มลงกราบเบื้องพระพักตร์อิ่มมีรอยยิ้มละมุนละไมนั้น

เดิมพระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่4) โปรดฯให้สร้างหลังคาคลุมไว้ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่5) ได้มีการซ่อมหลังคาใหม่ และสร้างผนังล้อมรอบองค์เป็นวิหารพระพุทธไสยาสน์ วิหารหลังนี้ตั้งอยู่บนไหล่เขาสูงประมาณ 15 เมตร วางตัวไปตามแนวไหล่เขาเป็นอาคารทรงไทยก่ออิฐถือปูน มีผนังเพียง 3 ด้านเท่านั้นเพราะอยู่ติดกับเขาวัง ผนังอีกด้านจึงเป็นส่วนของภูเขา ผนังทางด้านทิศเหนือใช้ส่วนหนึ่งของภูเขา ผนังทางด้านทิศตะวันออกเจาะช่องประตู 1 ช่อง ผนังทางด้านทิศใต้เจ้าหน้าต่าง2 ช่อง ภายในมี เสาขนาดใหญ่ จำนวน 10 ต้น เป็นเสาแปดเหลี่ยม บัวหัวเสารูปบัวกลุ่ม เชื่อว่าเป็นฝีมือสกุลช่างสมัยอยุธยา ด้วยความที่องค์พระยื่นออกมาจากหินภูเขาที่อยู่ด้านหลัง ประกอบกับวิหารหลังใหญ่นี้มีเสาขนาดใหญ่หลายต้น ทำให้หามุมในการถ่ายภาพค่อนข้างยาก มุมถ่ายภาพส่วนใหญ่จึงเป็นมุมบริเวณพระพักตร์อิงพระเขนย ที่เรียกกันว่ามุมมหาชนเพราะใครๆมาก็ถ่ายได้แค่มุมนี้ พระพุทธไสยาสน์ประดิษฐานอยู่บนฐานสูง จึงปิดทององค์พระได้แค่บริเวณพระพาหุ ( แขนตั้งแต่ไหล่ถึงศอก) บนฐานของพระพุทธไสยาสน์ มีพระพุทธรูปเก่าปางมารวิชัยและปางประทานพร ขนาดเท่าๆกันตั้งเรียงอยู่หลายองค์ ด้านหน้ามีโต๊ะหมู่บูชา ตั้งพระพุทธไสยาสน์องค์เล็ก พระสังกัจจายน์ และพระสิวลี (พระแห่งโชคลาภ)ให้ประชาชนจุดธูปเทียนกราบไหว้บูชา บริเวณฝ่าพระบาทของพระพุทธไสยาสน์มีลวดลายมงคล108 เลือนหายไปบางส่วน มีความเชื่อว่าการได้นมัสการบูชามงคล 108 เป็นการปัดสิ่งเลวร้ายทั้งปวงออกจากตัวเองและครอบครัวค่ะ

หลังจากกราบพระแล้วเราออกมาเดินชมวิหารโดยรอบ เห็น “วิหารน้อย” อันเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหาอุดมมงคลนิมิต หรือ พระจักรพรรดิราช (พระพุทธรูปทรงเครื่องกษัตริย์ ชฎาสูง ทรงเทริดมีตุ้มหู เอกลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยา) ตามประวัติไม่ทราบแน่ชัดว่า เคลื่อนย้ายมาจากที่ใด แต่ศิลปกรรมประติมากรรมของตัววิหารและหอระฆังรูปทรงเก๋งจีนที่สร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 3 ทำให้น่าเชื่อได้ว่าพระทรงเครื่องอยุธยาตอนปลายนี้ อาจถูกเคลื่อนย้ายมาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่น่าเสียดายว่ามีผู้ลักลอบ “แกะ” ทับทรวงและเครื่องทรงผสมทองคำของพระจักรพรรดิราชองค์นี้ออกไปจนเกือบหมด ในประเทศไทย มีพระทรงเครื่องกษัตริย์ในพุทธศิลป์เช่นเดียวกันนี้อยู่เพียงไม่กี่แห่ง อาทิ ระเบียงวัดพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เดินเลยมาทางด้านหลังวิหารน้อย พบวิหารพระยืน (เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ามณฑปพระพุทธฉาย)ลักษณะอาคารก่ออิฐถือปูนฉาบปนตลอดทั้งอาคารรวมถึงหลังคา ผนังด้านทิศตะวันออกเจาะประตู 1 ช่อง ผนังอีก 3 ด้านทึบ ด้านนอกเจาะเป็นซุ้มยอดแหลม พื้นที่ภายในวิหารนี้ค่อนข้างคับแคบ มีประตูเข้าออกทางเดียว มีหน้าต่างช่องเล็กๆ พอให้แสงลอดเข้ามาได้บ้าง ผนังด้านในฉาบปูนเรียบ บนผนังมีภาพเขียนพระพุทธรูปประทับยืนปางประทานอภัย วิหารหลังนี้สร้างโดยพระครูสุชาติเมธาจารีย์(กุน) ก่อนปี 2456 ข้างภาพเขียน มีสถูปจำลองบรรจุอัฐิของท่านเก็บไว้ ก่อนกลับเราได้เข้าไปกราบ “พระยิ้ม อายุ 200ปี” พระประธานในพระอุโบสถซึ่งคนโบราณเรียกว่า “โบสถ์มหาอุตตม์”เพราะเป็นโบสถ์ที่มีประตูเข้าออกเพียงประตูเดียว ซึ่งค่อนข้างหาดูได้ยากและมีไม่กี่แห่งในประเทศไทย

พิธีตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียน เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ 3 เหตุการณ์ดังกล่าวในวันวิสาขบูชานั้น ชาติไทยเราจัดกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยค่ะ ปัจจุบันนี้ได้มีการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดราชการ จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านไปวัดเพื่อปฏิบัติบูชาถวายองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพร้อมเพรียงกันนะคะ