“ตะลุยดอย...คอยตะวัน” เหนือสุดในแดนสยาม (3)

บันทึกการเดินทาง

ต้นชาเป็นพืชตระกูล Camellia sinensis มีลักษณะลำต้นเป็นพุ่มเตี้ยๆ ใบชามีสารประกอบทางชีวภาพ Polyphenols ที่เกิดขึ้นมาตามธรรมชาติ ให้สรรพคุณเป็นสารแอนติออกซิเด้นซ์ อีกทั้งยังมี Flavanoids ช่วยดักและทำลายสารอนุมูลอิสระ แล้วยังทำงานร่วมกับวิตามินซี สร้างความแข็งแกร่งให้ผนังหลอดเลือด แต่ละสายพันธุ์มีกายภาพแตกต่างกัน ทั้งในส่วนของขนาดและลักษณะใบ รวมถึงรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ปัจจุบันมีการนำสายพันธุ์ใหม่ๆจากไต้หวัน มาเพาะปลูกให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

ชาพืชเศรษฐกิจของชาวแม่สลอง ปลูกหลายพันไร่ต่อต้นชากว่า 2 ล้าน ทำให้มีร้านจำหน่ายชาหลายสิบร้านค้า เรียงรายอยู่ตามถนนสายหลักๆ ชาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างมาก คือ ชาอูหลง หรือ อูหลงฉา ภาษาจีนกลางตรงกับภาษาอังกฤษว่า black dragon tea คือ ชามังกรดำ โดยคำว่า อู แปลว่า ดำ ส่วนคำว่า หลง แปลว่า มังกร และคำว่า ฉา แปลว่า ชา ชาอูหลงมีกลิ่นหอมและรสชาติดี หากเมื่อได้ซื้อใบชากลับบ้านไปแล้ว แต่ยังไม่มีอุปกรณ์ในการชงชา ก็สามารถหาซื้อตามร้านขายชาทั่วไป มีทั้งชุดชงชา เหยือกชา ชุดถ้วยดมกลิ่นชา ล้วนแล้วแต่มีลวดลายสวยงามทั้งนั้น โดยมีการนำเข้าจากไต้หวันและเมืองจีน

ชาวบ้านที่อาศัยบนดอยแม่สลองนั้น เป็นลูกหลานของอดีตทหารจีนคณะชาติกองพล 93 สังกัดพรรคก๊กมินตั๋งของ นายพลเจียงไคเช็ค ซึ่งทำการสู้รบอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่อมาทางเมืองจีนเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ที่นำโดย เหมาเจ๋อตุง ได้ทำการยึดอำนาจเป็นผลสำเร็จ พรรคก๊กมินตั๊งถอยร่นปักหลักที่ไต้หวัน บรรดาทหารจีนคณะชาติฯ กลับกลายเป็นกองกำลังพลัดถิ่น หลังจากที่ได้ถูกกดดันอย่างหนักหน่วง จึงพากันถอนร่นเข้ามาในเขตของพม่า แล้วก็เกิดการปะทะกันหลายครั้งหลายครา จนกระทั่งถอยเข้ามาถึงดอยตุงชายแดนประเทศไทย

ทางฝ่ายพม่าทำการเรียนร้องต่อสหประชาชาติ เมื่อปี พ.ศ.2496 มีมติให้อพยพกองกำลังพลัดถิ่นทั้งหมด ให้ย้ายไปอาศัยยังเกาะไต้หวัน แต่ทหารๆราว 3 หมื่นคน ในสังกัดนายพลหลี่เหวินฝาน และนายพลต้วนซีเหวิน ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยอาศัยในประเทศไทย เนื่องจากไม่แน่ใจในอนาคต เพราะไต้หวันเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ในปี พ.ศ.2504 รัฐบาลไทยอนุญาต โดยจัดสรรให้ทหารของนายพลหลี่เหวินฝาน ไปอาศัยอยู่ที่ถ้ำง๊อบ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนทหารสังกัดนายพลต้วนซีเหวิน 15,000 คน อาศัยอยู่บนดอยแม่สลอง จากนั้นราวปี พ.ศ.2512 อดีตทหารจีนคณะชาติกองพล 93 อาสาเข้าร่วมกับทหารไทย เข้าสู้รบกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในบริเวณดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหม่น จนกระทั่งเหตุการณ์เป็นปกติสุข

จากความเสียสละของทหารจีนคณะชาติกองพล 93 รัฐบาลได้เห็นในการทำคุณประโยชน์แก่ประเทศไทย กระทั่งประมาณปี พ.ศ.2515 คณะรัฐมนตรีมีมติรับทหารจีนคณะชาติฯ ให้อาศัยในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมมีนโยบายมอบสัญชาติไทยให้อีกด้วย อีกทั้งเมื่อปี พ.ศ.2524 เมื่อครั้งพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนสัญชาติไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้ ยังได้อาสาเข้าปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในบริเวณเขาค้อ เขาย่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จนกระทั่งเหตุการณ์ยุติลงในที่สุด จึงเดินทางกลับมาประกอบอาชีพเยี่ยงพลเรือน โดยประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก

เรื่องราวความเป็นมาย่อๆข้างต้น เราสามารถรับรู้ได้อย่างละเอียดใน พิพิธภัณฑ์วีรชนอดีตทหารจีนคณะชาติ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์หรือให้ระลึกถึง ประวัติศาสตร์ของอดีตทหารจีนคณะชาติกองพล 93 โดยตามตัวอาคารพิพิธภัณฑ์นั้น ถูกออกแบบก่อสร้างและตกแต่งอย่างสวยงาม ด้วยสถาปัตยกรรมแบบจีน ภายในมีการจัดแสดงข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชุมชนแม่สลอง นอกจากนี้ยังมีห้องสมุดเก็บรวบรวมข้อมูล ที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลักฐานอ้างอิง มีการจัดแสดงภาพถ่ายทางประวัติศาสตร์ รูปภาพ และสิ่งสำคัญต่างๆ อันน่าสนใจและทรงคุณค่ายิ่งนัก โดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทุกวัน

โปรแกมบนดอยแม่สลองถัดมา เราไปเคารพคุณงามความดีของผู้นำกองพล 93 ณ สุสานนายพลต้วน ซี เหวิน อยู่บนความสูง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งก่อสร้างด้วยหินอ่อนทั้งหมดเมื่อปี 2523 บริเวณด้านหน้ามีเนินลาดสีฟ้าคราม จารึกตัวอักษรจีนสีทองในวงกลมแปลว่า ต้วน ถัดขึ้นไปเป็นเก๋งจีนขาวขนาดใหญ่ เป็นที่ตั้งของแท่งหินบรรจุร่างนายพลต้วน พร้อมมีภาพถ่ายที่เก่าแก่ เกี่ยวกับประวัติและผลงานมากมาย นายพลต้วน ซี เหวิน เป็นผู้ก่อตั้งชุมชนชาวจีนดอยแม่สลอง พัฒนาให้ชาวบ้านกินดีอยู่ดี ลูกหลานชาวจีนทั้งในและต่างประเทศ ต่างมาให้ความเคารพตลอดทั้งปี สุสานตั้งอยู่บริเวณด้านหลังคุ้มนายพลรีสอรท์ จากถนนหลักของบ้านสันติคีรี ตรงเข้าไปอีกประมาณ 700 เมตร

จากบริเวณสุสานของนายพลต้วน เราแล่นรถไปตามทางที่ลาดชัน กระทั่งมาถึงเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี อยู่บนระดับความสูงขึ้นไปถึง 1,500 เมตร ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้านสันติคีรีและวัดสันติคีรี โดยมีทางขึ้นได้ 2 ทางด้วยกัน คือ เดินไปตามบันไดคอนกรีต 700 กว่าขั้น ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับพระอุโบสถวัดสันติคีรี หรือจะขับรถขึ้นมาทางหน้าโรงเรียนสันติคีรี ในระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางเอาไว้อย่างดี แต่หนทางจะลาดชันหรือคดเคี้ยวสักหน่อย ควรต้องให้ความระมัดระวัง หรืออาศัยผู้ที่ชำนาญการขับรถ แล้วก็ยังมีลานจอดรถได้ไม่เกิน 10 คัน

องค์พระบรมธาตุเจดีย์ศรีนครินทราสถิตมหาสันติคีรี สร้างแล้วเสร็จเมื่อราวปี พ.ศ.2539 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ลักษณะเจดีย์เป็นแบบล้านนาประยุกต์ มีฐานสี่เหลี่ยมลดชั้นสูงประมาณ 30 เมตร ส่วนฐานกว้างด้านละ 15 เมตร ประดับประดาด้วยกระเบื้องสีเทา ซุ้มจระนำด้านละสามซุ้ม เรือนธาตุประดับพระพุทธรูปยืนสี่ทิศ องค์ระฆังประดับทองแกะสลักลวดลาย ใกล้ๆกับองค์เจดีย์เป็นวิหารล้านนาประยุกต์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ด้วยที่ตั้งของพระบรมธาตุเจดีย์ฯ สถิตอยู่สูงสูดบนดอยแม่สลอง จึงสามารถชมทิวทัศน์ได้กว้างไกล จึงเป็นจุดนิยมรอชมพระอาทิตย์ขึ้น แล้วในช่วงสายๆจะแลเห็นทะเลหมอก เป็นปุยสีขาวโพลนมาจากทางทิศเหนือ

เสียดาย!!!เรามาถึงกันในเวลาช่วงบ่ายๆ จึงมิอาจมารั่งรอจนพระอาทิตย์ขึ้นได้ จึงจำใจอำลาสัญลักษณ์ของดอยแม่สลอง เพื่อมุ่งไปสู่แหล่งหลับนอนในวันที่ 2 ของการเดินทางแสนไกล เมื่อซานกายเข้าไปที่ห้องพัก ก็หลับไหลราวกับสลบจนถึงช่วงเช้า อื๊ด!!!บิดตัวเหยียดแขนขา ให้รู้สึกสดชื่นกว่าเมื่อวันก่อน เพราะไม่ต้องถ่างตาตื่นนอนก่อนไก่โห่ ด้วยโปรแกมแรกช่วงสายๆของวันนี้ เราไปเยี่ยมชม สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง บนดอยช้างมูบ อำเภอแม่ฟ้าหลวง แหล่งรวบรวมต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ เราจึงเดินทางไปตามถนนสายพระธาตุดอยตุง-บ้านผาหมี ห่างจากทางแยกวัดน้อยดองตุง ระยะประมาณ 4 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

สวนรุกชาติแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเทือกดอยตุง ในความสูง 1,520 เมตรจากระดับน้ำทะเล สมัยก่อนป่าบนดอยช้างมูบเป็นป่าเสื่อมโทรม จากการทำไร่เลื่อนลอยและการปลูกฝิ่น ต้นไม้ใหญ่ถูกตัดโค่นจนเป็นเขาหัวโล้น เมื่อครั้งที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เสด็จมาพบแต่พงหญ้าปกคลุม จึงมีพระราชประสงค์ที่จะฟื้นฟู ให้กลับสู่สภาพป่าที่สมบูรณ์ดังเดิม โดยในปี พ.ศ.2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯได้สนองพระราชดำริ สร้างสวนรุกขชาติในพื้นที่ 250 ไร่ เพื่อรวบรวมพันธุ์ไม้หลากสายพันธุ์ ที่เคยพบบนดอยช้างมูบและดอยตุง ถือเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นถิ่นเอาไว้ พร้อมปลูกสนสามใบเป็นไม้เบิกนำและร่มเงา

ภายในสวนออกแบบเป็นเส้นทาง ลัดเลาะไปตามร่มเงาของไม้ใหญ่น้อย ที่เป็นพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธุ์ไม้หายาก อาทิ กล้วยไม้ดิน พญาเสือโคร่ง สนภูเขา และที่น่าสนใจที่สุด คือ กุหลาบพันปี เป็นพันธุ์ไม้เด่นและปลูกมากในสวนแห่งนี้ กุหลาบพันปีจะออกดอกช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม นอกจากมีเส้นทางเดินชิวชิวในสวน ยังเดินตามไหล่เขาไปจนถึงระเบียงชมวิว จะแลเห็นวิวทิวทัศน์ได้กว้างขวางสุดตา ไกลออกไปจนถึงชายแดนพม่าและลาว ไม่ไกลออกไปมีลำธารเล็กๆ น้ำใสแจ๋วไหลเยือกเย็นตลอดทั้งปี บนเนินด้านหน้าทางเข้าของสวน มีสถูปสูงประมาณ 3 เมตร ก่อร่างสร้างเอาไว้บนก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งแลดูลักษณะเหมือนช้างนอนหมอบ ต่อมาจึงเรียกขานกันว่า สถูปช้างหมอบ เป็นสถูปโบราณที่ไม่ทราบประวัติแน่ชัด แต่น่าจะมีอายุกว่า 100 ปี

มัวแต่เพลินใจกับการถ่ายรูปดอกไม้ จนเดินอยู่ท้ายขบวนอย่างไม่รู้ตัว พอเงิยหน้ามาอีกทีเพื่อนหายไปหมด จึงเร่งฝีเท้าไปรวมตัวทันเวลากลับพอดี ด้วยจากนี้เป็นการเดินทางที่ไกลสุดๆ การเดินทางจากจังหวัดเชียงราย ใช้เส้นทางเชียงราย-เวียงชัย-พญาเม็งราย-บ้านต้า ทางหลวงหมายเลข 1233 1173 และ 1152 ระยะทาง 50 กิโลเมตร บ้านต้า-บ้านท่าเจริญ ทางหลวงหมายเลข 1020 ระยะทาง 45 กิโลเมตร บ้านท่าเจริญ-เวียงแก่น-ปางหัด ทางหลวงหมายเลข 1155 ระยะทาง 17 กิโลเมตร และปางหัด-ดอยผาตั้ง ระยะทางอีก 15 กิโลเมตร ซึ่งการเดินทางทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผมนั่งหลับตาแอบหลับมาตลอดทาง

เมื่อมาถึงเป้าหมายอำเภอเวียงแก่น คือ ภูผาตั้ง หรือ ดอยผาตั้ง บนความสูง 1,634 เมตรจากระดับน้ำทะเลปาน เป็นส่วนหนึ่งของเทือกดอยผาหม่น ซึ่งเป็นภูเขาในทิวเขาหลวงพระบาง กั้นอาณาเขตไทยกับลาวแทนแม่น้ำโขง ที่แยกตัวออกไปไหลอยู่ในดินแดนลาว อันเป็นผลมาจากการเสียดินแดน ทางด้านฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ให้กับประเทศฝรั่งเศสในรัชกาลที่ 5 นอกจากเป็นจุดที่ชมทะเลหมอกยามเช้า และชมพระอาทิตย์ตกยามเย็น ที่สวยงามอย่างน่าประทับใจแห่งหนึ่ง ยังมีสถานที่น่าสนใจหลายจุดด้วยกัน เราจึงเดินไล่ชมที่ละสถานที่สำคัญๆ ซึ่งหลังจากลอดผ่าน ซุ้มทางเข้า อบจ. เราเดินเบี่ยงไปทางซ้ายมือ แล้วก็ซวนเซไปกับหนทางอันขลุขละ เพื่อหมายมั่นมาชม ผาบ่อง หรือเรียกกันว่า ประตูสยามสู่ลาว

บริเวณประตูสยามสมกับที่ขนานนาม เพราะมีชะง่อนหินโค้งคล้ายช่องประตูใหญ่ พอหันหลังพากันเดินกลับออกมา 100 เมตร ตรงเบื้องหน้าเราได้พบกับ ศาลาอนุสรณ์นายพลหลี่ ได้นั่งรับลมพร้อมอ่านข้อความที่เพดาน ว่า “ศาลาอนุสรณ์นายพลหลี่ เทือกเขาเด่นสล้าง ทอดทิวสง่างาม ศาลาเด่นตระการ รำลึกคุณนิรันดร์” อ้อ!!!ศาลาอนุสรณ์ฯแห่งนี้ สร้างขึ้นด้วยคุณงามความดี ของผู้นำทางทหารจีนคณะชาติกองพล 93 ที่ได้อาสาเข้าร่วมกับฝ่ายทหารไทย ต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ เพื่อให้แผ่นดินไทยมีแต่ความร่มเย็น

พอละสายตามาดูเพดานอีกด้านหนึ่ง มีภาพถ่ายขาวดำและข้อความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้นายพลหลี่เหวินฮ้วน (หลีไช่หยาน) หัวหน้าอดีตทหารจีนคณะชาติกองทัพที่ 3 ถ้ำงอบ อำเภอไชยปราการ จังหวัดเชียงใหม่ เข้าเฝ้า ณ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2514 ภายหลังจากที่นายพลหลี่ ได้ร่วมส่งกำลังทหารยืดพื้นที่ ในบริเวณดอยผาหม่นและดอยวาวี คืนจากผู้ก่อการร้ายได้เป็นผลสำเร็จ ในโอกาสเดียวกันนายพลหลี่ ได้ถวายหินที่ระลึกจากดอยผาหม่นแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงผืนแผ่นดินดังกล่าว ได้กลับคืนมาสู่คนไทยโดยสมบูรณ์

ห่างจากศาลาสถาปัตกรรมจีน 150 เมตร ผมก็มาก้มกราบนมัศการพระพุทธรูป หลับตาพริ้มสวนมนต์อธิษฐานพักหนึ่ง พอลืมตาขึ้นมาก็ให้เกิดความสุขใจ จากนั้นก็เดินมั่วไปตามเรื่องตามราว ด้วยไม่เห็นผองเพื่อนที่เดินนำหน้า จนกระทั่งแว่วยินเสียงมาจากทาง ป่าหินยูนาน จึงย้อนกลับเดินขึ้นทางชันระยะ 250 เมตร ก็พบกับผองเพื่อนกลุ่มใหญ่ของเรา จากนั้นก็เดินเรียงแถวมุ่งหน้าไปที่ ช่องเขาขาด ในระยะทางเพียง 250 เมตร บริเวณแนวหน้าผาช่องเขาขาด มองเห็นทิวทัศน์ประเทศลาว และเห็นแม่น้ำโขงพาดผ่านพรหมแดน

ต่อจากนั้นก็เร่งไปที่เนิน 102 ระยะทาง 450 เมตร และเนิน 103 ในระยะทาง 950 เมตร เพื่อเลือกจุดชมพระอาทิตย์ลับฟ้า ในขณะที่ชาวจีนฮ่อ ม้ง และเย้าในหมู่บ้าน โดยเฉพาะชาวจีนฮ่อในอดีต ที่เป็นส่วนหนึ่งของกองทหารจีนคณะชาติกองพล 93 อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ดอยผาตั้ง คงได้นอนหลับอย่างเป็นสุขใจ ไม่เหมือนกับบรรพชนในครั้งอดีต เพราะด้วยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้แผ่ไพศาลไปทั่วฟ้าเมืองไทย ทำให้บรรดาชาวเขาทุกเผ่าพันธุ์ มีความสุขกับอาชีพเกษตรกรรม เพาะปลูกทั้งบ๊วย ท้อ สาลี่ แอปเปิ้ล และชา ให้ผลผลิตมากมหาศาลช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวจึงแห่มาเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดรายได้แก่ท้องถิ่นอย่างดี จริงๆแล้วที่ดอยผาตั้งแห่งนี้ สามารถเดินเที่ยวเล่นได้ตลอดทั้งปี

(โปรดอ่านต่อฉบับหน้า)