เที่ยวมันๆในวันหยุดยาว พัทยา - สัตหีบ - ชลบุรี (๑)

ท่องเที่ยวไทย
ช่างภาพ: 

ช่วง Long weekend หรือวันหยุดยาว ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรอคอยของใครหลายคน บางคนเตรียมโปรแกรมท่องเที่ยวไว้ล่วงหน้านาน ๒ - ๓ เดือน บางคนใช้ช่วงเวลานี้กลับบ้านต่างจังหวัด และมีบางคนที่ไม่ชอบการท่องเที่ยวในช่วงที่คนเยอะ ขอนอนพักผ่อนหรือใช้เวลาในกรุงเทพฯอันเงียบสงบซึ่งหาได้ยากแทน แผนการของฉันสำหรับวันหยุดยาวที่จะถึงนี้ คงจะหนีไม่พ้นนอนอยู่บ้านจนหมดวันหยุดเป็นแน่ ถ้าไม่ได้รับคำเชิญให้ไปร่วมทริปเสียก่อน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ไม่ปล่อยให้ฉันนอนเหงาในเทศกาลวันหยุดยาวนี้ โดยชักชวนให้ไปร่วมทริปที่มีจุดหมายปลายทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯนัก คือ พัทยา สัตหีบ และชลบุรี เป็นเวลา ๓ วัน ๒ คืน ซึ่งเหมาะกับฉันที่ไม่อยากเสียเวลาเดินทางนานๆ และไม่เหนื่อยมากเกินไปจนรู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อน เมื่อประจวบเหมาะทุกสิ่งอย่างฉันก็หมดความไม่ลังเล ขอร่วมเดินทางในครั้งนี้

วันแรกของการเดินทาง เรากำหนดว่าจะเที่ยวในพัทยาก่อน ซึ่งสถานที่แรกที่จะแวะกัน คือ ปราสาทสัจธรรม

ปราสาทสัจธรรม ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๒๔ นับได้จนถึงปัจจุบันปราสาทหลังนี้สร้างมาแล้ว ๓๔ ปี เมื่อสร้างมานานขนาดนี้หลายคนคงต้องเคยเดินทางมาที่นี่แล้วสักครั้งสองครั้ง ถึงแม้ว่าจะเคยมาเที่ยวแล้วหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกลับมาชมปราสาทหลังนี้อีกครั้งเสียรสชาติ เพราะปราสาทสัจธรรมยังคงดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมอยู่ตลอดจวบจนวันนี้ ดังนั้น ไม่ว่าจะมาแล้วกี่มากน้อย เราก็จะพบสิ่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นภายในปราสาทหลังนี้ได้ทุกครั้งที่มาเยือน

สาเหตุที่ปราสาทสัจธรรมยังคงอยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือเรียกง่ายๆว่า ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แม้จะผ่านมานานถึง ๓๔ ปีแล้วนั้น เพราะว่าตัวปราสาททั้งหลังสร้างขึ้นจากไม้ จึงเกิดการหดของไม้ การกร่อน การผุ ทำให้ต้องซ่อมแซมแก้ไขอยู่ตลอด รวมถึงงานแกะสลักที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตสูง จึงใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน เมื่อแกะสลักส่วนหนึ่งเสร็จสิ้น ส่วนที่ทำเสร็จไปก่อนหน้าก็เกิดปัญหาผุพังเสื่อมโทรมจากไอแดดไอทะเล ทำให้ต้องวนกลับไปซ่อมแซมอีก ปราสาทหลังนี้จึงมีทั้งงานซ่อมและงานสร้างทำควบคู่กันไป เป็นเช่นนี้เรื่อยมา เลยทำให้แม้จะผ่านไปนานถึง ๓๔ ปี ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์นั่นเอง

เมื่อเดินทางถึงปราสาทสัจธรรม รถยนต์จะไม่สามารถขับไปจอดถึงด้านหน้าปราสาทได้ ต้องลงเดินเป็นระยะทางพอประมาณ โดยเราจะต้องเดินลงบันไดเพื่อไปบริเวณริมหาดอันเป็นที่ตั้งของตัวปราสาท ก่อนเข้าปราสาทจะต้องสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัย เพราะภายในปราสาทยังคงมีการก่อสร้างอยู่

ในการเข้าชมจะมีมัคคุเทศก์ช่วยบรรยายความเป็นมาเป็นไปของปราสาท พร้อมทั้งความหมายที่แฝงอยู่ในงานแกะสลัก ซึ่งมัคคุเทศก์ที่ช่วยบรรยายให้เราฟังมีนามว่า "ป้อม" ได้เล่าว่า พื้นที่ที่ตั้งของปราสาทมีลักษณะเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล โดยมีชื่อเรียกว่า แหลมราชเวช ซึ่งมาจากชื่อเจ้าของที่เดิม คือ หลวงราชเวชชพิศาล และหาดบริเวณนี้มีลักษณะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่าหาดวงพระจันทร์

โครงสร้างปราสาทสัจธรรมเป็นทรงไทยจตุรมุข ซึ่งยึดไม้ไว้ด้วยวิธีเข้าเดือยหรือใส่สลักไม้ โดยจะไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่พอเราลองแหงนมองขึ้นไปตามเสาในปราสาทกลับพบตะปูและนอตให้เห็นอยู่มากมาย จึงเกิดความมึนงงเล็กน้อย เพราะที่ตาเห็นกับที่ฟังบรรยายมันต่างกันอย่างเห็นชัดๆ คุณป้อมมัคคุเทศก์ของเราไม่ปล่อยให้พวกเราได้สับสนเป็นเวลานาน จึงชี้แจงว่า ที่เห็นตะปูหรือนอตยึดไม้ไว้นั้น เป็นเพียงการชั่วคราว เหมือนการเนาผ้ายึดไว้ก่อน พอลงงานจริงจะถอดออกแล้วใช้สลักยึด ซึ่งไม่สามารถถอดออกได้อีก ดังนั้น จุดไหนที่ยังไม่แน่ใจจึงใช้ตะปูยึดไว้ก่อน อีกทั้งตะปูเหล่านี้ไม่สามารถใช้เป็นการถาวรได้เพราะนานไปจะเป็นสนิมกินเนื้อไม้

งานแกะสลักภายในห้องโถงแรกที่เข้าชมกล่าวถึงธาตุทั้ง ๔ พระพรหมประจำธาตุลม พระนารายณ์ประจำธาตุน้ำ และพระศิวะประจำธาตุดินและธาตุไฟ ข้อสังเกตอย่างหนึ่งของที่นี่คือ จะไม่สลักตาที่สามของพระศิวะ หรือพระเนตรที่อยู่กลางหน้าผาก ซึ่งประจำธาตุไฟ มีพลังทำให้ทุกสิ่งมอดไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ เพราะปราสาทหลังนี้สร้างจากไม้ทั้งหมดซึ่งไม่ถูกกับไฟ ถือเป็นเคล็ดอย่างหนึ่ง

ธาตุทั้ง ๔ เป็นส่วนประกอบของจักรวาล โลก รวมทั้งร่างกายของเรา เมื่อถึงเวลาย่อมต้องเสื่อมสลายไปตามอายุขัย เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป คือสัจธรรมของชีวิต อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มนุษย์จงอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งใด เพราะมันไม่มีตัวตน มันไม่เที่ยง และมันนำมาซึ่งความทุกข์ คือสัจธรรมที่ห้องโถงแห่งนี้ต้องการจะสื่อให้ผู้มาเยี่ยมชมได้ระลึกถึงนั่นเอง

นอกจากคติธรรมที่แฝงอยู่ในโครงสร้างและลวดลายของปราสาท ภายในยังอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้นักท่องเที่ยวที่มาได้กราบไหว้บูชาเป็นสิริมงคล และยังเตือนใจถึงความไม่เที่ยง เพื่อความไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตอีกด้วย

สิ่งที่เป็นเสน่ห์ของปราสาทสัจธรรมสำหรับฉัน คือ ความสวยงามอันน่าอัศจรรย์ของลวดลายงานแกะสลักอันวิจิตรบรรจง แสดงถึงความสามารถของช่างศิลป์ไทย อีกทั้งในทุกๆลวดลายแกะสลักยังแฝงถึงข้อคิด คติธรรม หลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมมาพุทธเจ้าไว้เตือนใจ ภายใต้ความวิจิตรสวยงามของปราสาท มีแก่นที่บอกถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หลักสำคัญของคำสอนเอาไว้ให้ผู้ที่มาชมได้เกิดความระลึกแล้วหวนใคร่ครวญถึงการดำเนินชีวิตของตน เสน่ห์อย่างที่สอง คือการที่ปราสาทหลังนี้ยังคงสร้างไม่เสร็จ ความไม่เสร็จสมบูรณ์กลายเป็นความพิเศษอย่างหนึ่งที่หาใดเหมือน แม้จะเคยมาแล้วกี่ครั้ง แต่ทุกครั้งที่กลับมาปราสาทหลังนี้จะมีสิ่งใหม่เพิ่มขึ้นมาต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่เสมอ

ค่าธรรมเนียมในการเข้าชมปราสาทสัจธรรม ผู้ใหญ่คนละ ๕๐๐ บาท เด็ก ๒๕๐ บาท และทุกวันที่ ๙ ธันวาคม นักท่องเที่ยวที่ใส่เสื้อสีเหลืองจะสามารถเข้าชมได้ฟรี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร (๐-๓๘๓๖-๗ ๒๒๙ ถึง ๓๐

เมื่อเต็มพลังกับมื้ออร่อยที่ร้านอาหารในปราสาทสัจธรรมแล้ว เราไปต่อกันที่ ไทธานี หมู่บ้านวัฒนธรรมและศิลปะ ตั้งอยู่บนถนนสายสวนนงนุช (บางเสร่)

เมื่อเดินผ่านประตูหน้าบานใหญ่เข้าไปจะพบการจำลองสถาปัตยกรรมไทย ทั้งวิหารและบ้านเรือนในแบบโบราณ เหมือนเดินหลุดเข้าไปในอีกยุคสมัย เรือนไทยที่สร้างขึ้นนั้นทั้งสวยงามและอลังการ จนผู้ร่วมคณะต่างหยิบกล้องถ่ายรูปลั่นชัตเตอร์พร้อมกันทั่วหน้า พนักงานรอต้อนรับเราด้วยน้ำสมุนไพรหอมๆ พร้อมผ้าเย็นให้ชื่นใจคลายเหนื่อยจากการนั่งรถเดินทาง จากนั้นเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานก็ดังขึ้น!

ขบวนแห่วัฒนศิลป์ กิจกรรมการแสดงของไทธานี ตั้งขบวนเข้ามาให้นักท่องเที่ยวได้ชม สาวๆแต่งกายด้วยชุดไทยถือขันน้ำสีเงินแยกย้ายกันไปพรมน้ำ รดน้ำแก่นักท่องเที่ยว ขบวนแห่นี้จะเปลี่ยนรูปแบบตามเทศกาลต่างๆ สำหรับวันนี้เป็นขบวนแห่ของวันสงกรานต์ ซึ่งเป็นประเพณีที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติรู้จักกันแพร่หลายและชื่นชอบความสนุกสนานของเทศกาลนี้ เมื่อชมขบวนแห่เสร็จสิ้น เราก็เดินสำรวจบริเวณไทธานี ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางถึง ๒๐ ไร่ ภายในจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ

จุดแรกเมื่อเข้าประตูมาจะเห็นเด่นชัด คือ วิหารจตุรมุข เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป ๔ องค์ หันพระพักตร์ไป ๔ ทิศ ด้านข้างวิหารจตุรมุขเรียกว่า ศาลาบาตร เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำวันเกิด จตุพร พิศาลวาเลิศ เจ้าของกิจการไทธานีเล่าถึงการจำลองวิหารหรือวัดภายในหมู่บ้านไทธานีแห่งนี้ว่า สำหรับวัฒนธรรมไทย ศาสนาเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพราะเกี่ยวเนื่องแนบแน่นกับวิถีชีวิตของไทย จึงจำลองวิหารที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปไว้ภายในเพื่อบอกเล่าความสำคัญตรงนี้แก่นักท่องเที่ยว ผ่านสถาปัตยกรรมทางภาคเหนือที่สวยงาม

เดินถัดขึ้นไปจะพบเรือนไทยภาคเหนือและภาคอีสาน พร้อมบ้านชาวเขา ในรูปแบบสมัยโบราณย้อนยุค ซึ่งทำไว้ได้อย่างสวยงามและคงรูปแบบที่ถูกต้อง ทุกหลังเราสามารถเดินเข้าไปชมถึงภายในตัวบ้านได้หมด ของประดับตกแต่งทำได้รายละเอียดครบถ้วน เป็นโอกาสให้คนที่ไม่เคยได้สัมผัสวิถีชีวิตสมัยเก่าเหล่านี้ได้มีโอกาส โดยไม่ต้องยืนมองผ่านตู้กระจก แต่สามารถเข้าไปเล่น เข้าไปจับ ใกล้ชิดได้ ฉันและเพื่อนๆต่างเข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้ สนุกสนานเป็นเด็กๆย้อนวัยกันทีเดียว นอกจากการจำลองบ้านที่สวยงามแล้ว บรรยากาศโดยรอบของที่นี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฉันประทับใจ ความร่มรื่นของต้นไม้ที่ประดับตกแต่งอย่างดี ทำให้ทุกอย่างดูเข้ากัน สวยไปหมดทุกมุม ช่วงเวลาที่เรามาถึงเป็นช่วงเย็นแดดร่ม เดินสบายไม่ร้อน และแสงตอนเย็นยิ่งขับให้บรรยากาศดูสวยขึ้นไปอีก

เราเดินกันมาจนถึงลานกิจกรรมวิถีไทย ตรงนี้จำลองร้านค้า เช่น ร้านอาหาร ขนม ให้เราได้ลองทำ เช่น ขนมครก เมี่ยงคำ มีบริการนวดแผนไทยให้ได้ลองด้วย ทั้งยังสาธิตการทำลูกประคบ ทำยาดม ยาหม่อง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเราก็จัดยาดมสมุนไพรกันคนละขวดติดไม้ติดมือกลับบ้านกัน แต่ละร้านมีกิจกรรมให้เราได้ทำมากมายเดินได้ไม่มีเบื่อ มีแต่จะเมื่อยขากันเสียก่อน

ได้เวลาที่นัดแนะเราก็เคลื่อนทัพไปกินขันโตก พร้อมชมการแสดงสี่ภาค อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของที่นี่ การแสดงของที่นี่จะไม่ได้เป็นรูปแบบการฟ้อนรำที่ดูเนิบนาบเชื่องช้า แต่จะมีจังหวะสนุกสนานชวนให้ติดตาม พร้อมแสงสีเสียงที่จัดกันเต็ม จนอาจทำให้ลืมกินขันโตกตรงหน้าไปชั่วคราว กินอาหารเคล้าการแสดงจนอิ่ม ฟ้าข้างนอกก็เริ่มมืด แต่บริเวณไทธานีไม่ได้มืดมิดตาม แสงไฟและแสงเทียนที่ประดับไว้ตามเรือนไทยหลังต่างๆส่องสว่าง เป็นอีกบรรยากาศที่ดูโรแมนติคและสวยไม่ซ้ำกับตอนฟ้าแจ้งเลย แม้พวกเราจะถ่ายรูปกันไปแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็อดที่จะเก็บภาพความงามตอนค่ำอีกรอบไม่ได้ ต้องงัดกล้องถ่ายรูปกันออกมาอีกระลอก

ไทธานีมีเนื้อที่ถึง ๒๐ ไร่ หากนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเดินสำรวจให้รอบพร้อมทำกิจกรรมและชมการแสดง อาจต้องใช้เวลาสัก ๓ - ๔ ชั่วโมง สำหรับคนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากเที่ยวห้างเที่ยวศูนย์การค้า หรือหลบจากแสงสีเสียงในเมืองพัทยา มาเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชมวิถีชีวิตที่สวยงามของไทยดูบ้าง ที่ไทธานีแห่งนี้เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ สามารถสัมผัสกับประเพณีและวัฒนธรรมไทยได้ครบทั้ง ๔ ภาคในสถานที่แห่งเดียว และที่สำคัญคือไม่ไกลจากกรุงเทพฯด้วย โดยเปิดบริการทุกวัน ไม่มีวันหยุด ติดต่อได้ที่เบอร์ ๐-๓๘๑๑-๙๐๘๐ - ๑

แม้จะอิ่มกับขันโตก แต่สายแข็งอย่างคณะเรามีหรือจะหยุดเพียงแค่นี้ ต้องขอเดินตลาด จัดของอร่อยอีกสักตั้งก่อนกลับเข้าโรงแรม พวกเราเลยจะไปต่อกันที่ ตลาดถนนคนเดินชากแง้ว ชมวิถีชีวิตชุมชนจีนโบราณพร้อมกับหาของอร่อยปิดท้ายวันนี้กัน

ตลาดถนนคนเดินชากแง้วเปิดทุกวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ - ๒๐.๐๐ น. แต่เดิมเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนไทยเชื้อสายจีน บริเวณนี้จึงมีศาลเจ้า มีอาคารบ้านเรือนที่สะท้อนวัฒนธรรมจีน คณะเราเดินทางมาถึงก็เป็นเวลาเกือบสองทุ่มใกล้กับเวลาปิดตลาด เราจึงวางแผนกันว่าจะแยกย้ายกันเดินด้วยความรวดเร็ว ใครใคร่จะกินอะไรก็จะได้จัดหาลงท้องได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลากัน แต่เมื่อเข้ามาภายในกลับพบว่าผู้คนยังคงเดินกันเต็มตลาด ไม่มีวี่แววว่าตลาดจะซาแต่อย่างใด เราจึงได้มีเวลาค่อยๆเดินดูทีละร้านอย่างไม่รีบเร่ง บรรยากาศตอนค่ำคืนของที่นี่เต็มไปด้วยแสงไฟสีส้มสีแดงจากโคมจีนที่ประดับไปตลอดทาง ยิ่งทำให้ตลาดแห่งนี้สวยงามและมีชีวิตชีวา ตึกรามบ้านช่องมีลักษณะเป็นตึกแถว ๒ ชั้น สไตล์ย้อนยุคแบบเก่า แต่ละร้านจะตั้งโต๊ะขายขนมโบราณ ขายอาหาร รวมทั้งของใช้กันด้านหน้า บอกได้เลยว่าถ้าใครได้มาต้องหลงรักบรรยากาศที่นี่ เพราะเป็นถนนคนเดินที่บรรยากาศดี มีกลิ่นอายความเป็นจีนที่ไม่จอแจ บ้านช่องสวยงามไม่ทรุดโทรม เข้ากับแสงสี น่าถ่ายรูปไปหมดทุกจุด และยังได้ความรู้สึกชุมชนชาวจีนในต่างจังหวัดที่สงบ ไม่เร่งรีบ บอกได้เลยว่าเป็นบรรยากาศที่น่ารักและลงตัวมาก

แค่บรรยากาศก็เหมือนจะกินขาดแล้ว แต่ยังมีขนมและอาหารที่หันไปทางไหนก็น่ากินไปหมด ที่สำคัญคือ "ราคาไม่แพง" ฉันและเพื่อนประเดิมด้วยส้มตำปูม้า รสชาติแซ่บถูกปาก แต่เมื่อต้องจ่ายเงินแล้วถึงกับตกใจ เพราะสนนราคาที่ ๔๐ บาทเท่านั้น อย่างที่ทราบว่าราคาอาหารในพัทยาซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ได้แตกต่างจากกรุงเทพฯเท่าใดนัก เมื่อเจอราคาถูกแสนถูกขนาดนี้พวกเราก็ยิ้มแก้มปริกันทีเดียว ทั้งอร่อย ทั้งถูก อะไรมันจะเลิศขนาดนี้ ต่อกันที่กวยจั๊บ กระเพาะปลา เฉาก๊วย ไอศกรีมกะทิ นี่ต้องขอบอกอีกครั้งนะคะว่าพวกเรากินอาหารเย็น คือขันโตกที่ไทธานีกันมาแล้ว แต่สายแข็งอย่างพวกเราหาได้หวั่น ถือคติ กินวันนี้ลด(น้ำหนัก)พรุ่งนี้ค่ะ

พ่อค้า แม่ค้าที่ขายของในตลาดคนเดินนี้ เป็นคนในชุมชน ต่างคนต่างหาอะไรมาขาย ตั้งขายกันหน้าบ้านใครหน้าบ้านมันนี่แหละ แถมยังมีเสื้อทีมสีแดงพิมพ์ชื่อชุมชนใส่เหมือนกันหมด ดูแล้วน่ารักน่าชัง แถมยังแสดงถึงความสามัคคีและความผูกพันกันของคนในชุมชนด้วย เมื่อเดินมาจนสุด จะพบโรงหนังชื่อชากแง้วราม่า เป็นอาคารไม้ชั้นเดียว มีโปสเตอร์ภาพยนตร์แสดงโดย มิตร ชัยบัญชา แปะไว้ให้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางกลับ ถูกอกถูกใจกับทั้งเด็กที่ได้มาสัมผัสสถานที่เที่ยวกลิ่นอายย้อนยุค และผู้ใหญ่ที่ได้โอกาสย้อนรำลึกถึงวันวานอันแสนสนุกสนานด้วย...