อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล

ทุ่มเพื่องานสุดตัว ให้ครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง
ศิลปบันเทิง
ช่างภาพ: 

ก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงจากเวทีนักล่าฝัน ทรู อะคาเดมี แฟนเทเชีย ฤดูกาลที่ ๕ (True Academy Fantasia Season 5) แต่ อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล หรือกรีน กลับแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงที่มีผลงานได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับฝีมือทางการแสดงที่ได้รับการยอมรับและชื่นชมมากขึ้นในทุกบทบาท รวมถึงบทบาทล่าสุดอย่าง "แพรไหม" ในละครสะท้อนสังคมวัยรุ่น "คู่ปรับฉบับหัวใจ" ที่ทั้งสะท้อนสังคม สะท้อนความสามารถทางการแสดง และสะท้อนตัวตนของความรักครอบครัวที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเธอ

"ตอนนี้กรีนมีละคร ๒ เรื่องค่ะ ที่เพิ่งจบไปคือคู่ปรับฉบับหัวใจช่อง แล้วก็มีที่กำลังถ่ายอีกเรื่องหนึ่ง คือขุนกระทิง บทบาทในคู่ปรับฉบับหัวใจจะใกล้เคียงกับชีวิตจริง เพราะเป็นเรื่องในรั้วมหาวิทยาลัย ในเรื่องกรีนเป็นเด็กเฟรชชี่ปี ๑ เพิ่งเข้ามหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่ากรีนจะผ่านมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ว่ามันก็ใกล้เคียงกับชีวิตเรา เพราะเราก็เพิ่งผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมา ในเรื่องเราชื่อแพรไหมเป็นลูกสาวของแม่ค้าขายผักในตลาด ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องครอบครัวพ่อกับแม่แยกทางกัน เลิกกัน พ่อไปมีเมียใหม่ซึ่งมีลูกด้วย เราก็รู้สึกว่าเรารับไม่ได้กับตรงนี้ ที่สำคัญก็คือมีเมียใหม่ไม่พอ ยังตามมาขอเงินกับแม่ทุกครั้ง เราก็มองว่านอกจากทำให้ครอบครัวไม่มีความสุขแล้วยังจะมารีดไถเงินแม่อีก แล้วแม่ก็ให้ตลอด แม่เป็นคนดีมากเราก็เลยมีความรู้สึกที่ไม่พอใจในตัวพ่อ เราก็ทำทุกวิถีทางเพื่อให้แม่สุขสบาย ให้แม่หลบหนีไปจากชีวิตที่เป็นแบบนี้ก็พยายามทำงานหาเงิน ก็เลยกลายเป็นว่าคาแร็คเตอร์ในเรื่องนี้ จะเป็นคนที่เหมือนเป็นเสาหลักครอบครัว มีความรับผิดชอบเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลแม่ ห้าวๆหน่อย มันก็จะใกล้เคียงกับชีวิตจริงของเราเพราะเราก็รับผิดชอบ ช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเหมือนกันค่ะ"

บทบาทความเป็นเสาหลัก และชีวิตที่ต้องสู้ ทำให้ความเป็นแพรไหมแข็งแกร่ง จนถึงขั้นอาจมองดูว่าก้าวร้าวจากการใช้คำพูดที่ค่อนข้างรุนแรง แต่ในทุกคำพูดเหล่านั้นก็มีคำสอนอยู่ด้วยเสมอ

"ตัวบทบาทเรื่องนี้ไม่ได้ยากมาก มันใกล้เคียงกับชีวิตเรา แต่จะยากตรงที่ในเรื่องเราต้องปะฉะดะกับพระเอก ต้องมีต่อล้อต่อเถียงกับพระเอก แรกๆมันก็จะคิดว่าทำไมเราต้องเถียงเยอะขนาดนี้ เราไม่ได้ด่าแต่พระเอก แต่เราด่าพ่อด้วย ด่าคนโน้นคนนี้ แรกๆก็จะไม่ค่อยโอ.เค.เท่าไหร่ รู้สึกว่าพูดเยอะขนาดนี้ ภาพมันจะออกมาไม่ดีหรือเปล่า เด็กๆ เขาดูจะดีหรือเปล่า แต่จริงๆแล้วมันจะสอดแทรกคำสอนอยู่ มีข้อคิดให้"

คู่ปรับฉบับหัวใจมีพระนางสามคู่ แต่ละคู่บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจแตกต่างกัน ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีเป็นอย่างยิ่ง รวมถึงบทบาท "แพรไหม" ของกรีนเองด้วย ขณะเดียวกันละครเรื่อง "ขุนกระทิง" ที่กรีนพลิกบทบาทเป็นสาวเปรี้ยวก็กำลังเร่งถ่ายอย่างเข้มข้น

"ขุนกระทิงเป็นละครบู๊แอ็คชั่น เป็นละครที่ทุ่มทุนสร้างมาก โปรดักชั่นใหญ่โตมากจริงๆ แล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่กรีนพลิกบทบาทเลย เป็นสาวเปรี้ยว ใส่ส้นสูงตลอด ปกติกรีนจะใส่แต่ผ้าใบ เรื่องนี้เป็นลูกสาวมาเฟีย ตอนแรกจะร้าย ตอนหลังๆ ถึงจะเป็นคนดี ในเรื่องกรีนเป็นลูกพี่เวอร์ (โอลิเวอร์ บีเวอร์) เป็นลูกครึ่งเวียดนาม เราโตมาในครอบครัวที่ถูกสั่งสอนให้อยู่ในการทำงานเป็นธุรกิจ ก็จะติดต่องานแทนพ่อ เราก็มีความทะเยอทะยาน เป็นผู้ดีมีความหรูหรา มีความเป็นนางพญาอยู่ในตัว พี่ๆ เขาก็อยากจะให้เราเป็นลุคแบบนี้ คอต้องเชิด มากกว่าเป็นตัวร้ายกรี๊ดๆ เขาอยากให้เล่นที่สายตาและความรู้สึกเยอะๆ ก็มีบู๊บ้างแต่ไม่ได้บู๊แบบเหงื่อไหลไคลย้อย จะเป็นถือปืน ท่าสวยๆมากกว่าค่ะ"

นอกจากละครที่เพิ่งจบไป และอีกหนึ่งเรื่องที่กำลังเร่งถ่ายทำ ตอนนี้กรีนยังเรียนต่อระดับปริญญาโทและทำธุรกิจส่วนตัวอยู่ด้วย

"ตอนนี้กรีนเรียนโทอยู่ที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ คณะบริหารธุรกิจค่ะ อีกเทอมหนึ่งก็จะจบแล้วค่ะ และทำธุรกิจกับน้องสาว เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำเคสมือถือเป็นแฮนด์เมด แล้วก็เคส MacBook เริ่มจากน้องสาวเขาอยากหาธุรกิจเล็กๆ อยากมีรายได้เป็นของตัวเองเพื่อเอามาทำโน่นทำนี่ในสิ่งที่เขาอยากทำ พอดีเขาเรียนสถาปัตย์ จุฬาฯ แล้วกรีนจบอินทีเรียดีไซน์ เริ่มจากเขาก่อนเขาก็ถามว่าเจ๊กรีน ไปช่วยเขาทำไหม เราก็ได้ไปช่วยกัน กรีนก็จะช่วยพี.อาร์. โปรโมท ให้ดูการตลาดให้ดูว่า Marketing ยังไง แล้วก็ให้พี่ๆ ที่เป็นดาราด้วยกันช่วยกันโปรโมทช่วยกันลงไอจี ส่วนน้องก็จะเป็นฝ่ายทำและออกแบบ แต่เราก็ช่วยเรื่องการออกแบบด้วยเหมือนกันค่ะ"

ธุรกิจออกแบบเป็นจุดเริ่มต้น และกรีนก็เริ่มมองถึงธุรกิจที่ต่อเนื่องแล้ว

"กรีนคิดอยู่เหมือนกันค่ะ ก็คือถ้าตัวเคสนี้ สามารถทำต่อไปเรื่อยๆ ก็อยากจะจับตัวนี้ไปเรื่อยๆเหมือนกัน ก็อยากให้มันเจริญเติบโตไป แต่ว่าเราไม่ได้ทำเยอะๆ เพราะเป็นงานแฮนด์เมด มันไม่สามารถเยอะได้ ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นงานโหลแล้ว เราขายผ่านทางออนไลน์ เดี๋ยวนี้โซเชียลมีเดียบูมมาก ช็อปปิ้งออนไลน์ก็เยอะ เราก็มีไปเอี่ยวกับแอพต่างๆ เป็นเหมือนหนึ่งในแม่ค้าที่อยู่ในแอพนั้นๆ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการจัดจำหน่ายสินค้าของเรา ก็กำลังดูอยู่ว่าอยากเอาสินค้าตรงนี้ส่งออกต่างประเทศ เป็นเพราะตอนที่เราไปขายออกบู๊ธต่างๆ เราได้เจอชาวต่างชาติหลายชาติมาก ดูไบ อเมริกา แคนาดา คนยุโรปต่างๆ เขาก็ชอบงานของเราเพราะไม่ซ้ำแบบใครดี แต่ว่างานพวกนี้อยู่ในประเทศไทยมันจะไม่รุ่งเพราะคู่แข่งค่อนข้างเยอะ แล้วคนก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับพวกงานดีไซน์เท่าไร ซึ่งไม่เหมือนกับฝรั่งหรือคนต่างชาติที่เขารู้สึกว่าเขาชอบงานที่มันเป็นงานออกแบบ งานแฮนด์เมด แล้วมันเป็นงานที่เราคิดเองทำเอง มีเอกลักษณ์ จริงๆ ก็คิดไว้ว่าอยากไปเปิดตลาดที่ต่างประเทศ แต่ก็คงไม่ได้ไปเอง แต่อาจจะใช้วิธีผ่านโซเชียลผ่านทางอินเทอร์เน็ตเอา ซึ่งตรงนี้กรีนก็ทำเองด้วย มานั่งตัดต่อภาพเองทำเองก็มีค่ะ"

กรีนทำงานหลายอย่างไปพร้อมกัน เพราะมองเห็นว่าความมั่นคงของครอบครัวนั้นสำคัญ

"กรีนคิดว่า อายุเท่าเรา สามารถทำได้ก็อยากทำไปก่อน ตอนนี้เศรษฐกิจมันก็ขึ้นๆลงๆ อะไรที่สามารถทำได้แล้วทำให้แม่สบายได้เราก็อยากทำ เรารู้สึกว่าเราก็เป็นหัวหน้าครอบครัว อยากช่วยเหลือที่บ้าน เราก็ยังมีภาระมีน้อง มีบ้านมีนู่นมีนี่ที่เราต้องผ่อน ก็ยังต้องดำเนินชีวิตต่อไป ถามว่าเราเหนื่อยไหมมันก็เหนื่อยแต่ว่ามันก็มีความสนุกอยู่ในนั้นเรารู้สึกว่าเราทำงานตรงนี้มันสนุก เราได้เจอผู้คน ได้ทำในสิ่งที่เรารัก ได้เป็นนักแสดง ได้มีบทบาทที่ท้าทายที่เราอยากจะเล่นอีกมากมายค่ะ"

กรีนรับผิดชอบภาระในบ้านด้วยความเต็มใจ และมุ่งมั่นทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระทุกอย่างอย่างเต็มที่

"ที่กรีนรับผิดชอบส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายของครอบครัวมากกว่า แล้วก็ต้องส่งน้องด้วย ได้มาก็ให้แม่หมด ให้แม่ไปจ่ายค่านู่นค่านี่ เพราะบางทีทางฝั่งพ่อเขาอยู่ทางใต้ เขาก็ต้องใช้เงินหมุน เขาก็ไม่ได้ส่งมา เราก็ต้องเป็นคนที่ส่งให้แม่ แต่สำหรับกรีนมันก็เป็นสิ่งที่ลูกต้องทำอยู่แล้วค่ะ"

การทำงานหนักเพื่อดูแลครอบครัวของกรีนส่งผลกลับมาที่ตัวเธอด้วยเช่นกัน นั่นคือความสุขที่เกิดขึ้น

"กรีนก็คงไม่ได้มีเงินมากขึ้นอยู่แล้วเพราะกรีนให้แม่หมด แต่สิ่งที่กรีนได้กลับมาอย่างน้อยก็กรีนได้เห็นน้อง เห็นแม่สบาย เห็นแม่ได้สิ่งในสิ่งที่เขาอยากได้ จากที่เขาลำบากมามาก กรีนไม่อยากให้เขาลำบากแล้ว อยากให้เขาอยู่สบาย อย่างน้องถึงแม้เขาจะไม่เคยใช้ชีวิตลำบาก แต่กรีนก็ไม่อยากให้เขามาลำบากเหมือนที่แม่ลำบาก เหมือนที่เราลำบาก อยากให้เขาสบาย แต่ทุกวันนี้มันก็ลำบากกันทุกคน น้องกรีนก็ช่วยเหลือกันและกัน แต่ถ้าเรามีเราก็อยากให้น้องก่อน ก่อนที่จะให้ตัวเราเอง เวลาที่กรีนรู้สึกเหนื่อย แต่ว่าพอเราเห็นหน้าครอบครัว เห็นหน้าน้อง กลับบ้านไปเราเจอน้องทุกวัน มันก็หายเหนื่อย อายุแบบนี้เราก็คือแค่เหนื่อยกาย มันก็ทำได้ ในใจยังมีครอบครัวที่เป็นกำลังใจ ให้อายุน้อยก็ทำไปเถอะทำไปจนกว่าเราจะทำไม่ไหว"

เวลาที่ท้อกรีนมีครอบครัวเป็นกำลังใจ เช่นเดียวกับเวลาที่มีเรื่องร้ายๆ ครอบครัวก็คือแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กรีนก้าวผ่านความยากลำบากไปได้

"ครอบครัวเป็นกำลังใจสำคัญ สำคัญมากๆ ถึงแม้เราท้อ เราไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่ว่ายังมีคนที่เราทิ้งไม่ได้เลยก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังเรา เป็นแรงสนับสนุนผลักดันให้เรามาถึงขั้นนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเราอย่างเดียว ถ้าเราเป็นอะไรขึ้นมาแล้วคนข้างหลังเราล่ะจะเกิดอะไรขึ้น มันก็ทำให้เราทิ้งไปไม่ได้จริงๆ ถึงให้เราท้อเหนื่อยแค่ไหนก็ตามเราก็ยังรู้สึกว่าเรารักงานตรงนี้ เรารักที่จะทำตรงนี้เพื่อใคร เป้าหมายของเราคืออะไร"

กรีนมองเป้าหมายในวงการบันเทิงว่าอยากทำงานตรงนี้ให้นานที่สุด ขณะที่ความฝันสูงสุดของสาวน้อยเป็นเรื่องของครอบครัว

"ในวงการ กรีนก็อยากจะทำงานตรงนี้ให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอยากดำเนินชีวิตไปแบบ...ดีไปเรื่อยๆ อยากให้คนมองเราในเรื่องของผลงานเรื่องการแสดง กรีนเชื่อว่าเราสามารถทำได้ทุกแบบ จริงๆกรีนก็ไม่ได้เก่งนะ แต่กรีนพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง อยากให้ทุกคนยอมรับตรงนี้ ส่วนนอกวงการหรือว่าธุรกิจถ้ามีอะไรที่เราจับได้แล้วเราคิดว่ามันตรงกับสายงานที่เราถามสายวิชาชีพที่เราเรียนมา ก็อยากให้มันเติบโตไปได้ ความฝันสูงสุดก็คงเป็นเรื่องของครอบครัว อยากยกระดับชีวิตครอบครัวของเราให้ดีขึ้นเพราะว่ามันก็ยังมีอะไรที่ขาดๆอยู่ เราก็อยากจุนเจือเพิ่มให้ตรงนั้นมันเต็มเข้ามาในชีวิตของแม่ ให้แม่สบาย"

บทบาทในจอของกรีนสร้างความประทับใจผู้ชม แต่บทบาทในชีวิตจริงของกรีนสร้างความประทับใจให้มากกว่า กับการทุ่มเททำงานเพื่อครอบครัวด้วยตัวของเธอเอง ติดตามผลงานของกรีนได้ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง ๗ ติดตามกรีนได้ทางอินสตาแกรม @green_ausadaporn และชมผลงานแฮนด์เมดของกรีนและน้องสาวได้ทาง อินสตาแกรม @insitufolder และเฟซบุ๊ค case.in.situ