สวนทูนอิน มีชีวิต ความงามและดอกไม้

ชีวิตกับการเดินทาง

ผมมีโอกาสไปเยือนสวนทูนอิน ในวันที่ไม่มีอา'รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติ นักเขียนอาวุโสหรือที่ใครหลายคนบอกว่าเขาคือ พญาอินทรีแห่งวรรณกรรม ที่ได้บินจากไปไกล ทว่า บรรยากาศของสวนทูน บนดอยสูงนั้นยังคงมีเสน่ห์ มีมนต์ขลังและสดชื่นรื่นรมย์ให้แก่ผู้ไปเยือนได้สัมผัสอยู่ทั้งวันและคืน

ยังจดจำได้ในค่ำนั้น ผมขับเจ้าคาริเบียนสีแดงคันเก่า ไต่ไปบนไหล่เขา ไปบนถนนเล็กๆ ผ่านโป่งแยง ก่อนแยกซ้ายมือ มุ่งสู่หมู่บ้านม่วงคำ ห้วยบวกเขียด ในขณะเม็ดฝนโรยตัวลงมาเป็นเส้นสาย จนทำให้ถนนลื่น ใบไม้เปียก ม่านหมอก ม่านฝนปกคลุมไปทั่ว ทำให้เร่งเครื่องหักเลี้ยวขึ้นไปบนเนินสูงอีกทางหนึ่งซึ่งทางดินกำลังทรุดตัว กระทั่งมารู้ตัวอีกที จึงรู้ว่าผมหลงไปบนทางอีกสายหนึ่ง ตัดสินใจถอย หันหลังกลับไปเริ่มต้นอีกครั้ง บนความคดเคี้ยวของถนน โผล่พ้นเข้าไปในดงป่า ก่อนหยุดนิ่งในสวนแห่งนั้น ใช่แล้ว...สวนทูนอิน เป็นทั้งชีวิตและจิตวิญญาณ ของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ กับคุณสุมาลี และลูกๆ ได้อยู่อาศัยกันมาเนิ่นนาน รถจอดนิ่งในโรงรถ ผมเดินลัดเลาะลงมาตามทางเดิน ปกคลุมด้วยแมกไม้ มองเห็นเม็ดฝนเกาะใบเมเปิลสีแดงอยู่ไม่ไกล ใบไม้คลอเคลียบนหลังคากระเบื้องดินชุ่มชื้นด้วยมอสส์ ตะไคร่ เป็นอีกภาพงามงดยามพบเห็น ครั้นอ้อมไปด้านหลังห้องเขียนหนังสือ ระหว่างนั้น ผมหยุดแนบสายตาจ้องผ่านกระจกใสเข้าไปข้างใน มองเห็นโต๊ะทำงาน หนังสือ กระดาษยังกองอยู่อย่างนั้น ตัวหนังสือยังมีชีวิต และเมื่อไต่บันไดลงมายังระเบียงยื่นไปกลางแอ่งน้ำและโขดหิน ผมหย่อนนั่งบนเก้าอี้ ใกล้ๆ กระบะดินวางเตาไฟไว้ผิงยามหนาว เมื่อก่อนเคยเป็นลานสนทนา กินดื่มของญาติผู้ใหญ่ ผองเพื่อนน้ำมิตรและลูกหลานวรรณกรรม ทุกคนชอบมานั่งๆ นอนๆ กันตรงนี้ ในค่ำคืนนั้น เจ้าคำแบล็ค แมวดำน้ำหนักร่วมสิบกิโล พร้อมมวลแมวอวบอ้วนอีกหลายตัวเดินมาทักทายคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง บนฟากฝา มีภาพถ่าย ภาพวาดใบหน้าของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ แขวนอยู่ บางครั้งผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังหันมามองเราสนทนากันด้วยด้วยดวงตาอุ่นอ่อนโยน

"เหงาไหมครับอา" ผมเอ่ยถามอาติ๋ม สุมาลี

"ก็คิดถึงเขานะในช่วงแรกๆ คนเคยอยู่ด้วยกันทุกวัน คิดถึง ก็มีน้ำตาทุกวัน ห้องทำงานยังอยู่หมือนเดิม ยังเก็บไว้เหมือนเดิมโน้ตชิ้นเล็กๆ ของเขาที่แปะๆไว้ตามโต๊ะทำงานตามข้างฝาก็ยังอยู่เหมือนเดิม หมึกก็จะซีดลงหน่อยเพราะมันนานแล้ว พิมพ์ดีดก็อยู่เหมือนเดิม" อาติ๋ม สุมาลี บอกเล่าภาพสุดท้ายของชีวิต 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ให้ผมฟัง เธอบอกว่า สวนทูนอิน ยังไม่โดดเดี่ยว ยังอบอุ่นอยู่ เพราะว่าปัจจุบัน พื้นที่ตรงนี้ ได้ถูกจัดวางไว้เป็น Tune In Garden The Writers Secret Restaurant และผมมองว่าเป็นร้านอาหารธรรมชาติที่งดงามลงตัวแห่งหนึ่งที่ยากจะหาร้านใดมาเทียบหรือเลียนแบบได้ เพราะว่าเนื่องจากเป็นสวนชีวิตโดยแท้ และ เมนูอาหารนั้นล้วนเป็นเมนูอาหารของนักเขียน นาม รงค์ วงษ์สวรรค์ ชอบทานเป็นประจำ อีกทั้งพืชผักผลไม้นั้นเก็บมาจากสวนทูนอิน รสชาติอาหารนั้นทำจากหัวใจ ของอาติ๋ม-สุมาลี ผู้เป็นที่รักของผู้คนที่แวะเวียนไปหาในยามนี้ได้ลงมือเป็นแม่ครัวเองเลยทีเดียว อาติ๋ม สุมาลี บอกว่า หลังจาก อารงค์จากไปแล้ว ก็มีเวลาว่างมาก จึงเริ่มทำสวนทำไร่ ปลูกหลายอย่าง ทั้งข้าวไร่ ถั่วแขก สตรอว์เบอร์รี งา มะเขือเครือ ผักหวานบ้าน ปีแรกๆ ก็ปลูกเป็นการทดลองก่อน ยังไม่ได้ปลูกมากมาย ก็เอามากิน ส่วนที่เหลือก็เอาขายไปด้วย

"ลูกๆ ก็บอกว่าน่าจะลองทำเป็นร้านอาหาร เราก็คุยกัน ลองทำดูซิ เผื่อแม่จะหายเหงาก็เอาอาหารที่พ่อเคยทานนั่นแหละมาทำให้แขกทาน ในที่สุดก็กลายเป็นร้านอาหาร ใครที่เป็นแฟนคุณ รงค์ ก็จะทราบดีว่ามีเมนูอาหารที่คุณ รงค์ชอบทานนั้นมีหลากหลาย และก็ได้เขียนถึงเรื่องอาหารไว้เยอะ สวนทูนอินจึงรื่นรมย์และอิ่มเอมกันถ้วนหน้า อย่างที่บอกนั่นแหละ ร้านอาหารแห่งนี้ โดดเด่นและแปลกกว่าร้านอาหารที่ไหนๆ แม้ว่าจะอยู่บนดอยสูงและไกล หากในวันเวลานี้ มีผู้คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปไม่ขาดสาย ที่สำคัญ ลูกค้านั้นต้องโทรศัพท์ติดต่อจองไว้ล่วงหน้าเสียก่อน และจะคิดราคาอาหารเป็นรายคน" อาติ๋ม สุมาลี บอกเล่าให้ฟัง จากนั้น แม่ครัวท่านนี้ จะเสนออาหารให้กับลูกค้า โดยมีอาหารสี่อย่างเริ่มต้นด้วย เวลคัมดริ้ง เป็นน้ำเสาวรสจากสวน แล้วมีอาหารว่างที่ อารงค์ชอบมาก นั่นคือ ม้าฮ่อ ซึ่งได้สูตรตำรามาจากคุณแม่ ตามด้วยอาหารหลักมีทั้งต้ม ยำ แกง ผัด พร้อมเสิร์ฟขนมไทยๆ คือข้าวเหนียวเปียก โดยข้าวเหนียวนั้นมาจากไร่ ใส่เผือก ใส่ลำไย หรือข้าวโพด ซึ่งแล้วแต่ฤดูกาลของผลไม้ และมีความพิเศษและอัศจรรย์อีกอย่างหนึ่งในสวนทูนอิน นั่นคือน้ำดื่มนั้นเป็นน้ำแร่ธรรมชาติออกมาจากหินผาที่ไหลออกมาจากตาน้ำโตรกผาใกล้ๆ เรือนพักนั่นเอง อาติ๋มชี้ให้ผมดูว่า น้ำธรรมชาติตรงนี้ใส สะอาด บริสุทธิ์ตลอดปี แม้ในยามฝนตกน้ำป่าหลากนอง

บางคนอาจสงสัย แต่หลายคนไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ลูกค้าที่ดั้นด้นขึ้นไปทานอาหารถึงบนดอย ในสวนทูนอินนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเป็นแฟนหนังสือของ รงค์ วงษ์สวรรค์ หลังจากทราบข่าวแล้ว ต่างอยากขึ้นไปทานอาหารของนักเขียน บางกลุ่มนักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวเชียงใหม่ก็จะนึกถึงขึ้นมาทันใด อาติ๋ม สุมาลี บอกผมว่า ทุกวันนี้ แม้ว่าอารงค์ จะจากไป แต่ก็ไม่ได้เงียบเหงา ยังไม่โดดเดี่ยว ยังอบอุ่นอยู่ และเป็นความสุขอีกอย่างหนึ่งที่ได้พบเจอผู้คน อาติ๋ม สุมาลี บอกกับผมว่า คนบางคนได้ยินชื่อสวนทูนอินมานานแล้ว ก็ได้ขึ้นมาดูต้นไม้ ดอกไม้ในสวนทูนอินด้วย คนที่เป็นแฟน คุณรงค์ก็จะได้มาเห็น มาสัมผัส ได้มาเห็นที่ทำงานของอา บางครั้งก็จะเปิดห้องทำงานให้เขาเข้าไปดู เขาก็จะมีความสุขมาก บางคนซาบซึ้งมาก เรื่องอาหารก็เป็นเรื่องรองไปที่ได้มาเห็นสวนทูนอิน จริงสิ การกลับไปเยือนหนนี้ ทำให้ผมรู้ว่า สวนทูนอินในวันนี้ยังมีชีวิต

ในเช้าวันใหม่ อาติ๋ม เดินไปตามทางเดินในสวน ชี้ดอกไม้ ต้นไม้กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ใต้ต้นไม้ใหญ่มีกล้าไม้แตกกอ งอกงามอยู่ให้เห็นตรงนี้ตรงโน้น

"นี่คือว่านค้างคาวกำลังออกดอกโตเลย แล้วตรงนั้นคือเกล็ดมังกร" อาติ๋มชี้ให้ดูดอกไม้แปลกตากำลังเบ่งบานอยู่กลางสวน จำได้วันนั้น ขากลับผมได้รับอนุญาตให้นำกล้าไม้น้อยๆ ใส่รถลงจากดอยไปปลูกในสวนของผมที่เชียงดาวด้วย จริงสิ ในสวนทูนอิน เวลานี้ยังคงรื่นรมย์และงดงาม เพราะยังมีอาติ๋ม สุมาลี คอยเฝ้าดูแลอยู่ไม่ห่าง ทำให้ผมนึกถึงดอกไม้ดอกหนึ่ง ในนาม 'ดอกสุมาลี' ซึ่งอยู่ในบทกวี ในบทเพลงที่ ชิ สุวิชาน ศิลปินหนุ่มปกาเกอะญอ ได้แต่งและร้องให้ฟังในสวนทูนอินเมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาทันใด

ฟ้าสางแล้ว...ธรรมชาติได้ก่อกำเนิดขึ้น

มีทั้งความดีและความชั่ว

ก้าวเท้าค้นหาความหมายแห่งชีวิต

ดิ้นรนฝ่าฟันสู่ฝัน

ผู้เฒ่าเคยกล่าวไว้ว่า- -

"ของมีค่าย่อมเกิดในที่ลำบาก"

งดงามยิ่งนักแดนดินสวนทูนอิน

คือรังของนกนางแอ่นขาวสองตัว

Drop Out วางปล่อยในชีวิต

แม้นไม่เห็นยุ้งข้าว แต่หากก้าวเท้ามาเยือน

ได้กินอิ่ม นอนอุ่น

ร่มเย็นยิ่งกว่าน้ำที่ไหลลงจากโตรกผา(ห้วยบวกเขียด)

หอมหวนยิ่งนัก- -หอมดอกสุมาลี

หอมทั่วแดนดินสวนทูนอิน

คือสวรรค์บนดิน ของตะหล่า 'รงค์ วงษ์สวรรค์

เขียนบทกวีแห่งสวรรค์

ต้นไม้ใบหญ้าและผีเสื้อคือตัวอักษร

ดอกสุมาลี คืออักษรและบทกวีแห่งหัวใจ.

**************************

หมายเหตุ : ตะหล่า(ภาษาปวาเก่อญอ) หมายถึง ครู, คุรุ สล่า,ช่าง,ปราชญ์ผู้รู้