บวบปีนรั้ว

เกษตรพอเพียง

แม้จะเป็นนักนิยมบริโภคผักมากกว่าเนื้อสัตว์มานานนับสิบๆปีแล้ว แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา "ผักหวาน" ยังไม่เคยได้ลิ้มรสชาติของ "บวบ" ที่อร่อยมากมายเท่านี้มาก่อนเลย ...

ที่ว่าประทับใจนี้ ใช่เพราะเป็นปลื้มกับฝีมือการปลูกของตัวเองหรอกนะคะ แต่ด้วยว่า เนื้อของบวบที่อ่อน รสชาติหวาน นุ่ม และหอมเป็นพิเศษ ของบวบผิวเรียบ ผลอวบยาว ซึ่งมีชื่อว่า "บวบหวาน" นี้ แตกต่างไปจากบวบเหลี่ยม หรือบวบงู ที่เคยกินบ่อยๆ มาตั้งแต่เด็ก

ตอนที่ซื้อเมล็ดมาหว่าน ก็คิดว่าเป็นบวบเหลี่ยมที่คุ้นเคย เลยไม่ได้เอะใจจะดูรายละเอียดข้างซองก่อนปลูกแต่อย่างใด กระทั่งเมื่อได้เก็บผลลูกแรกที่โตเต็มที่แล้วนั่นแหละ ถึงได้สะดุดกับกลิ่นหอมเขียว (คือเป็นกลิ่นผักเขียวๆที่ไม่ยักเหม็นเขียว แต่หอมประหลาดด้วยซ้ำ) ที่ชัดเจน และยังเป็นบวบไม่มีเหลี่ยมอย่างที่คิด ทำให้ต้องรีบไปหาข้อมูลดูจึงได้รู้ว่า บวบที่นำมาปลูกเป็น "บวบหวาน" หรือ "บวบหอม" ... โอ้ หอมจริงๆด้วยค่ะ

* * * * * *

บวบเป็นผักจำพวกเดียวกันกับมะระ น้ำเต้า ฟักเขียว และมะเขือเครือ หรือฟักแม้ว ภาษาอังกฤษเรียกชื่อรวมๆ ว่า "กูร์ด" (gourds) เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศเขตร้อน

บวบเป็นไม้เถาเลื้อย ที่มีความเหนียวคล้ายกับถั่วพู เถาสีเขียวอ่อน ลำต้นม้วนพันกับสิ่งยึดเกาะ ตามเถาและใบจะมีขนอ่อน ขึ้นปกคลุม ดอกเดี่ยว ออกตามซอกใบ ดอกมีสีเหลืองนวล เย็นตา มักบานในช่วงเย็น ๆ กลีบดอกสีเหลือง ส่วนผลมีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 - 10 เซนติเมตร ยาว 10 - 80 เซนติเมตร มีหลายเมล็ด ผลอ่อนสีเขียวมีลายเขียวเข้ม ผลแก่สีเขียวออกเหลืองจนถึงสีน้ำตาล มีเส้นใยเหนียว ลักษณะเป็นร่างแห เมื่อแก่จัดภายในผลจะกลวง และเหลืออยู่แต่เส้นใย

บวบที่นิยมกันมีอยู่ 3 ชนิดคือ บวบเหลี่ยม (angled gourd) บวบหวาน (smooth orspongs gourd) และบวบงู (snake gourd) แต่บวบหวานที่จะพูดถึงนี้ เป็นบวบที่มีผิวเรียบ ไม่มีเหลี่ยม ผลอ่อนนำมากินได้ ซึ่งจะนุ่มและหวานกว่าบวบเหลี่ยม จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกว่า "บวบหวาน" แต่บางที่ชาวบ้านก็เรียก "บวบหอม" ชาวตะวันตกเรียกว่า "บวบฟองน้ำ" (sponge gourd) หรือบางทีเรียก "บวบเรียบ" (smooth gourd)

 

ข้อมูลจำเพาะของบวบหวาน

ชื่อสามัญ : SPONGE GOURD

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Luffa cylindrica (L.) M.J.Roem

ถิ่นกำเนิด : เอเชียเขตร้อน

ชนิดของผัก : ผักฤดูเดียว (annual crop)

ฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุด : ฤดูฝน

 

วิธีการปลูกบวบหวาน ก็เหมือนกับการปลูกพืชสวนครัวโดยทั่วๆไป คือเริ่มตั้งแต่การเตรียมต้นกล้า โดยหยอดเมล็ดบวบลงกระบะสำหรับเพาะ รดน้ำ จนบวบโตขึ้นมามีใบแท้สองใบ จึงนำต้นกล้าไปปลูกในที่ที่ต้องการ หากมีพื้นที่พอก็ควรทำค้างไม้ไผ่ให้ยึดเกาะด้วย และถ้าจะให้ดี ที่หลุมปลูกควรรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักชีวภาพ แล้วคลุมด้วยฟางแห้ง หรือหญ้าแห้ง

แต่การดูแลบวบเพื่อให้รอดพ้นจากศัตรูพืชและให้ผลดกนั้น มีเคล็ดที่ไม่ลับจากเกษตรกรมืออาชีพว่าไว้ดังนี้ ...

- คอยปลิดแขนงออกให้มียอดเถาเดียว ขึ้นร้าน แต่เมื่อขึ้นบนร้านให้มีหลายแขนงยิ่งดี เพราะจะให้ผลดก

- ควรเติมปุ๋ยหมักชีวภาพอยู่เสมอ ๆ ทุก ๆ 15 วัน และรดน้ำให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะจนเกินไป และอย่าให้ขาดน้ำในช่วงออกดอกและติดผล

- ฉีดพ่นน้ำหมักสะเดา ทุกสัปดาห์

- ควรตัดผลบวบขณะอายุพอดี

- ขณะผลบวบหอมยังเล็ก มักถูกแมลงวันทองทำลาย แต่ป้องกันได้โดยใช้หนังสือพิมพ์ห่อหุ้ม

การเก็บเกี่ยวผลบวบ หากต้องการบริโภคควรเก็บขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว อายุการเก็บเกี่ยวของบวบหอมจะอยู่ในช่วงประมาณ 50 - 60 วันหลังจากหยอดเมล็ด แต่ถ้าต้องการเก็บเพื่อเอาเส้นใย ก็ต้องรอให้ผลแก่จัดเสียก่อน

* * * * * * *

จริงๆแล้ว การปลูกบวบ ควรจะทำค้างไว้สำหรับให้เถายึดเกาะตามธรรมชาติของไม้เลื้อย แต่ด้วยเนื้อที่สวนหน้าบ้าน "ผักหวาน" ได้ปลูกผลไม้ ดอกไม้ และพืชสวนครัวจนเกือบจะเต็มพื้นที่แล้ว เลยต้องใช้วิธีย้ายต้นกล้าไปปลูกไว้ใกล้ๆกับแนวรั้วเหล็กหน้าบ้าน เมื่อบวบเจริญเติบโตจะได้อาศัยเกาะเกี่ยว เลี้ยวเลื้อยขึ้นไปค้างอยู่ตลอดแนวรั้ว จึงกลายเป็น "บวบปีนรั้ว" ด้วยประการฉะนี้ แต่ถ้าบ้านใครมีบริเวณมากพอ ลองออกแบบร้านบวบให้เป็นเหมือนซุ้มทางเดิน คุณก็จะได้ซุ้มต้นบวบเอาไว้เดินเล่น สวยไปอีกแบบค่ะ

แม้ว่าความคิดในการปลูกบวบก็เพราะหวังจะได้กินเมนูโปรดโดยเฉพาะแกงเลียงบวบ บวบผัดไข่ และบวบลวกจิ้มน้ำพริก แต่จากประสบการณ์การปลูกบวบของ "ผักหวาน" สิ่งที่ติดใจมากกว่า กลับกลายเป็น ดอกบวบแสนสวย ที่ทำให้รั้วบ้านเก่าๆ ดูสวยงาม สดชื่น และมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด เพราะสีเหลืองของดอกบวบนั้น เป็นสีเหลืองที่สดใส เย็นตา ยิ่งเวลาที่ออกดอกพร้อมกันหลายๆดอก สีเหลืองที่ทาบทับอยู่กับเถาใบสีเขียวอ่อน ทำให้เกิดความสวยงามไม่แพ้ไม้ดอกชนิดอื่น และก็ทำให้ "ผักหวาน" เข้าใจถึงคำว่า "เหลืองดอกบวบ" ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ชอบเปรียบเปรยได้ดีก็คราวนี้เอง

แต่...ที่ยังสงสัย ติดอยู่ในใจอย่างเดียวก็คือ ไม่ว่าตำราไหนๆก็บอกว่า ดอกบวบจะบานในช่วงเย็น เอ๊ะ ! ต้องเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? แล้วทำไมดอกบวบของ "ผักหวาน" จึงบานแต่ในช่วงเช้า ตกเย็นก็จะหุบ ไม่ให้ใครได้เห็นหน้าอีก เป็นอย่างนี้จริงๆนะคะ หรือว่ามันจะเป็นบวบนอกคอก เหมือนเจ้าของกันล่ะเนี่ย !!!

* * * * * * *

แม้จะไม่ใช่ผักยอดนิยมสักเท่าไหร่ แต่คุณค่าทางอาหารในส่วนที่รับประทานได้ของบวบหอมก็ไม่น้อยหน้าผักชนิดใด เพราะในบวบ 100 กรัม จะประกอบด้วยพลังงาน 85 กิโลแคลอรี่ น้ำ 93 กรัม โปรตีน 0.6 - 1.2 กรัม ไขมัน 0.21 กรัม คาร์โบไฮเดรต 4 - 4.9 กรัม แคลเซียม 16 - 20 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 24 - 32 มิลลิกรัม เหล็ก 0.4 - 0.6 มิลลิกรัม และวิตามินซี 7 - 12 มิลลิกรัม

บวบหวานเป็นหนึ่งในผักพื้นบ้านไทยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน ได้แก่

ใบ - ดับร้อนถอนพิษ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้อักเสบ น้ำจากใบสดใช้ทาแก้กลากบนหัว ใบตากแห้งบดเป็นผงใช้ห้ามเลือด

ผล - ดับร้อนถอนพิษ ทำให้เลือดเย็น

เถา - ทะลวงเส้นลมปราณ แก้ไอ ขับเสมหะ

เมล็ด - ดับร้อนถอนพิษ ขับเสมหะ ช่วยระบาย ถ้านำไปคั่วให้ดำ จะมีสรรพคุณยับยั้งพยาธิ

รังบวบ - ดับร้อนถอนพิษ ทะลวงเส้นลมปราณ ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม

ราก - แก้แผลเน่าเปื่อยอักเสบ (ใช้รากต้มน้ำล้างแผล จะทำให้แผลหายเร็ว)

รสหวานและชุ่มเย็นของบวบ มีสรรพคุณช่วยแก้ร้อนใน จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับฤดูร้อน นำมาผัดหรือต้มกิน ก็จะช่วยให้ชุ่มคอ ดับร้อนถอนพิษในร่างกาย และหากกินเป็นประจำ จะช่วยระบายท้อง (สำหรับคนที่มีปัญหาท้องผูก) ช่วยขับลม แก้เลือดออกตามทางเดินอาหาร และแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

สมัยโบราณ แกงเลียงบวบเป็นเมนูเลื่องชื่อสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน เพราะมีสรรพคุณในการขับน้ำนมเป็นอย่างดี คนโบราณยังนำเอาบวบหอมเป็นยาฆ่าเหาอีกด้วยนะคะ โดยใช้น้ำลูกบวบมาทาให้ทั่วศีรษะจนชุ่ม แล้วปล่อยไว้ให้แห้ง จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด นอกจากจะช่วยฆ่าเหาแล้ว ยังช่วยบำรุงรากผมและหนังศีรษะ

สาวๆสมัยก่อนยังนำบวบมาฝานเป็นชิ้นบางๆ และวางแปะให้ทั่วหน้า ทิ้งไว้สักพัก ล้างออกด้วยน้ำสะอาด นัยว่าช่วยให้ผิวเต่งตึง สดใส แต่สมัยนี้ มีคนคิดสูตรพอกหน้า โดยนำบวบมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับน้ำผึ้งแท้จนเป็นเนื้อครีมข้น นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน

และที่จะขาดไม่ได้อีกอย่างก็คือ ใยบวบ ซึ่งนำมาใช้ขัดตัว เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าๆ ที่ตายแล้วออก และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ จึงช่วยให้สภาพผิวดีขึ้นและเปล่งปลั่งสดใสขึ้น นับของโบราณที่ยังคงความทันสมัยมาจนถึงทุกวันนี้