ตักบาตร "พระอุปคุต" เพ็ญพุธเที่ยงคืน ที่เมืองแพร่

ที่นี่...รายการตะวันหรรษา

กลุ่มจังหวัดน่าน-แพร่-อุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน เดินทางท่องเที่ยวได้ตลอดปี น่านได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศูนย์กลางของอารยธรรมล้านนาตะวันออกที่ผสานกลิ่นไอของวัฒนธรรมไทลื้อและล้านช้าง (หลวงพระบาง) แพร่ เป็นเมืองโบราณอายุมากกว่า 1,180 ปี เดิมเรียกว่าเมืองเวียงโกศัยได้รับอิทธิพลศิลปวัฒนธรรมมาจากหลายเชื้อชาติ จึงมีโบราณสถานและสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย อุตรดิตถ์ เป็นเมืองที่มีความสงบและชีวิตที่เป็นสุข วิถีชีวิตของผู้คนดำเนินไปด้วยความเรียบง่าย เป็นเมืองมหัศจรรย์แห่งสวนผลไม้ ความลี้ลับที่ชวนไปสัมผัสอย่างเช่นเมืองลับแล

ดิฉันได้รับเชิญจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานแพร่ ร่วมกับ สมาพันธ์สมาคมเครือข่ายท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สคท.) และชุมชนท้องถิ่นได้เชิญสื่อมวลชนและผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เดินทางสำรวจเส้นทางท่องเที่ยว ร่วมกิจกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรม และแหล่งท่องเที่ยวในเส้นทาง น่าน-แพร่-อุตรดิตถ์ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน

เดินทางประมาณ 19:00 น. โดยรถโค้ชปรับอากาศเพื่อไปถึง จ.น่าน ในเช้าวันรุ่งขึ้น เข้าพักผ่อนและรับประทานอาหารเช้าที่ น่านฟ้าใสรีสอร์ท จากนั้นไปนมัสการ พระธาตุแช่แห้ง สถานที่สำคัญของจังหวัดน่าน มีอายุกว่า 600 ปี เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนปีเถาะ (กระต่าย) เชื่อกันว่า อนิสงค์ของการได้บูชาจะทำให้เกิดบารมี ได้รับการอุดหนุนค้ำชู มีชื่อเสียง ลาภยศ สรรเสริญและมีความมั่นคง หลายท่านจึงได้ใช้โอกาสนี้ถวายสังฆทาน โดยมี อาจารย์สมเจตต์ วิมลเกษม ให้เกียรติมาเป็นวิทยากร และนำคณะเข้าเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอีกหลายแห่งของเมืองในวันนี้

วัดพระธาตุช้างค้ำ ได้นมัสการพระเจ้านันทบุรี พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน และนมัสการ ศาลหลักเมืองที่วัดมิ่งเมือง และวัดภูมมินทร์ เพื่อนมัสการ พระพุทธมหาอุดมศักยมุนี พระประธานจตุรทิศ ซึ่งเป็น UNSEEN THAILAND สร้างเป็นทรงจัตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ชมประตูไม้ทั้งสี่ทิศ แกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือของช่างชาวล้านนา มีภาพจิตกรรมฝาผนังโดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันคือภาพโมนาลิซ่าเมืองน่าน และ ปู่ม่าน-ย่าม่านที่เรียกกันว่า ภาพกระซิบรักบันลือโลก มีอายุมากกว่า 100 ปี และสะท้อนวิถีชีวิตของชาวเมืองน่านในยุคสมัยนั้น

พักรับประทานอาหารที่ร้านปุ้ม 3 ชิม มัสมั่นไก่ฟรุ๊ตตี้ โดย เชฟหมู เจ้าของเมนูดังระดับโลก (อุทัย ตันตระกูล นายกสมาคมท่องเที่ยว จ.น่าน) เป็นเมนูอาหารไทยประยุกต์ รับประทานกับอาหารหลักนานาชาติได้ เช่น ข้าวหอมมะลิ ข้าวญี่ปุ่น โรตี สปาเก็ตตี้ ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม จนเป็นที่รู้จักในนามของ มิสเตอร์มัสมั่น ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวและนักชิมอาหารนานาชาติเดินทางมาพิสูจน์อย่างต่อเนื่อง

มัสมั่นไก่ฟรุ๊ตตี้ 1 จาน ประกอบด้วย สะโพกและน่องขาไก่ สับปะรด แอปเปิ้ล ผักสลัด น้ำแกงเข้มข้น และโรตีหอม เพื่อให้ได้รสชาติสุดยอด เชฟหมูแนะนำว่า ควรเริ่มจากการชิมความนุ่มของเนื้อไก่กับน้ำแกงก่อน จะได้รสหวานอมเปรี้ยว เค็มและเผ็ดนิดๆ แล้วนำโรตีหอมจิ้มน้ำแกง แบ่งเนื้อไก่ใส่สับปะรด เคี้ยวให้อร่อย แล้วตบท้ายด้วยผลไม้ (แอ๊ปเปิ้ลชิ้นเล็ก) ที่วางไว้เป็นเครื่องเคียง 1 จานรับประทานได้ 4-6 คน

เยี่ยมชม พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติน่าน เดิมเป็น "หอคำ" ที่เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชาฯ เจ้าเมืองน่านทรงสร้างขึ้นเป็นที่ประทับ (ปี พ.ศ. 2446) เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย เจ้านายและบุตรหลานจึงได้มอบหอคำพร้อมที่ดินทั้งหมดให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่าน ต่อมากรมศิลปากรรับมอบมา และประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์ฯ อย่างเป็นทางการ

มีลักษณะเป็น พิพิธภัณฑสถานประจำเมือง(หรือจังหวัด) เนื้อหาการจัดแสดงจึงมุ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิหลัง และภูมิปัญญาท้องถิ่น มี 2 ชั้น เป็นที่เก็บรักษา งาช้างดำ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่าน

สุวพณิชย์ แสดงสกุลสุนทร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแพร่ มาให้การต้อนรับและเดินทางไปเลือกซื้อ ผ้าหม้อฮ้อม ที่บ้านทุ่งโฮ้ง พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า หมู่บ้านทุ่งโฮ้ง แหล่งผลิตและจำหน่ายเสื้อหม้อห้อมคุณภาพดี มีชื่อเสียงของประเทศ เป็นชุมชนไทยพวนที่ได้ย้ายถิ่นฐานมาจากเมืองเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงเมืองแพร่ทางทิศเหนือ ด้านประตูยั้งม้า ต่อมาได้ย้ายไปอยู่บริเวณบ้านทุ่งโฮ้งในปัจจุบัน

คำว่า หม้อห้อม เป็นภาษาพื้นเมือง มาจากคำว่า หม้อ ภาชนะดินเผา และ ห้อม หมายถึงพืชชนิดหนึ่งเรียกว่า ต้นห้อม(ต้นคราม) นำมาย้อมผ้าจะได้สีน้ำเงิน รับประทานอาหารที่ร้านบ้านฝ้าย และเข้าที่พักโรงแรมแม่ยมพาเลซ เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีขาวเตรียมพร้อมไปร่วมงานประเพณีตักบาตรพระเที่ยงคืน

ที่ห้องประชุมเล็ก ทรงศักดิ์ ศรีเคลือบ และ ศิริ สุขทรงศิลป์ ผช.ผอ.ททท.สำนักงานแพร่ ได้จัดให้มีการแนะนำ คุณภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานแพร่ (คนใหม่) กับสื่อมวลชน โดยมี ธวัชชัย อรัญญิก รองผู้ว่าการ ททท. ด้านตลาดในประเทศ และ เฉลิมศักดิ์ สุรนันท์ ผอ.ททท.สำนักงานเชียงใหม่ มาร่วมงานด้วย แล้วนัดรวมพลกันอีกครั้งเพื่อเดินทางไปร่วมงานในเวลา 22:00 น.

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ ผอ.ททท.สำนักงานแพร่ กล่าวว่า วัดสระบ่อแก้ว ได้กำหนดจัดงานประเพณีตักบาตรพระอุปคุตในคืนวันเพ็ญ (ตักบาตรเที่ยงคืน) ใช้ชื่อว่า งานประเพณีฟื้นฮีตฮอยเป็งปุ๊ดไหว้สาอุปคุตเจ้า เป็นประเพณีเก่าแก่ของชาวไทยภาคเหนือและชาวล้านนา ที่นับวันจะพบน้อยลง พระครูอาทรขันติธรรม เจ้าอาวาสวัดสระบ่อแก้ว จึงได้ร่วมกับ ททท.สำนักงานแพร่ และ เทศบาลเมืองแพร่ จึงได้รื้อฟื้นประเพณีฯขึ้น เพื่อรักษาและสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม แล้วยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดอีกด้วย

การตักบาตรเพ็ญพุธ กำหนดจัดขึ้นทุกวันขึ้น 15 ค่ำ ที่เป็นวันพุธ โดยวัดสระบ่อแก้วจะจัดกิจกรรมตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ตั้งแต่คืนวันอังคาร เวลา 24:00 น.เป็นต้นไป ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้าของวันพุธ เพื่อเป็นการสร้างทานบารมีในการเริ่มต้นวันใหม่

ตามความเชื่อที่ปฏิบัติสืบทอดเป็นประเพณีมากว่า 400 ปีแล้ว สันษิฐานว่าชาวล้านนาได้รับการผสมผสานวัฒนธรรมมาจากชาวพม่าและชาวไทยลื้อ ซึ่งมีความเชื่อว่า พระอุปคุต พระอรหันต์สาวกที่มีมหิธิฤทธิ์มาก สามารถป้องกันแก้ไขปัญหาที่พญามารจะมารบกวนพิธีต่างๆ จะขึ้นมาจากทะเลและแปลงกายเป็นสามเณรน้อย ออกโปรดสัตว์ โปรดชาวเมืองก่อนเวลารุ่งอรุณ หากบุคคลใดได้ทำบุญตักบาตรพระอุปคุตแล้ว บุคคลนั้นถือได้ว่าเป็นผู้มีบุญ จะทำให้บังเกิดสิริมงคลแก่ชีวิต เกิดความร่ำรวย และนำพาให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง มีโชคลาภ แคล้วคลาดจากภัยต่างๆ ผู้เจ็บไข้ป่วยจะหายเร็ว เด็กๆ จะมีสติปัญญาดี

กิจกรรมภายในงานเริ่มตั้งแต่เวลา 16:30 น. ด้วย (1) การอัญเชิญพระอุปคุตประทับแท่นหน้าองค์ใหญ่ จุดประทับบูชาพระอุปคุต (2) ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่เป็นประธานจุดเทียน พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ (3) ชมการแสดงวัฒนธรรม การแสดงดนตรี สะล้อ ซอ ซึง การจัดแสดงประวัติความเป็นมาของพระอุปคุต ในเวลา 00:00 น.จะเริ่มเข้าสู่พิธีการ (4) การสรงน้ำพระอุปคุต (5) การถวายดอกไม้เครื่องสักการะ (6) พิธีตักบาตรพระอุปคุต และ (7) พิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุ สงฆ์ สามเณร และรับพรจากพระสงฆ์ เรื่อยไปจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น จึงเสร็จพิธี อิ่มบุญ ม่วนอ๊ก ม่วนใจ๋ กลับเข้าที่พักและพักผ่อน

เช้าวันที่สาม รับประทานอาหารเช้าแล้ว เดินทางไปทำบุญตักบาตรถวายสังฆทานที่วัดพระธาตุช่อแฮพระอารามหลวง ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแพร่ เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะเชียงแสน สูง 33 เมตร สร้างด้วยอิฐโบกปูน หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทอง ทุกปีจะมีงานนมัสการไหว้พระธาตุช่อแฮเมืองแพร่ แห่ตุงหลวงในวันขึ้น 9 ค่ำ ถึง 15 ค่ำ เดือน 4 (เดือนมีนาคมของทุกปี)

ตามตำนานเล่าไว้ว่า สร้างขึ้นในสมัยพระมหาธรรมราชาธิราช (พระเจ้าลิไท พ.ศ.1879-1881) โดยขุนลั๊วอ้ายก้อม เพื่อประดิษฐานพระเกศาธาตุ และพระบรมสารีริกธาตุพระศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า ที่ได้ชื่อว่าพระธาตุช่อแฮ่ บ้างว่าได้มาจากชื่อ ผ้าแพรชั้นดีทอจากสิบสองปันนา และชาวบ้านนำมาผูกบูชาพระธาตุ

เดินทางไปอำเภอลอง ตามรอยที่มาของคำว่า เมืองแพร่แห่ระเบิด ณ สถานีรถไฟแก่งหลวง

เชษฐา สุวรรณสา เจ้าของร้านกาแฟแห่ระเบิด เล่าให้ฟังว่าคำว่า เมืองแพร่แห่ระเบิด นั้น เคยเป็นคำหยอกล้อคนเมืองแพร่ในยุคที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2485-2488) เรื่องมีอยู่ว่า นายหลง มโนมูล คนงานรถไฟได้ไปพบ ซากระเบิดที่ทิ้งมาจากเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตร เพื่อหวังทำลายสะพานรถไฟข้ามห้วยแม่ต้า เพื่อสกัดการเดินทางของทหารญี่ปุ่น จึงไปบอกเพื่อนๆ ให้มาช่วยกันขุดและทำการถอดชนวน แล้วใช้เลื่อยตัดเหล็ก ตัดส่วนหางของลูกระเบิด ควักเอาดินระเบิดที่บรรจุอยู่ภายในออก เพื่อเอาไปประกอบใหม่เป็นระเบิดขนาดเล็ก

จากนั้นช่วยกันหามซากระเบิดหาขึ้นเกวียน นำไปพักไว้ที่ บ้านแม่ลู้ ตำบลบ้านปิน ชาวบ้านทราบข่าวจึงแตกตื่นพากันออกมาดูทั้งหมู่บ้าน แล้วชักชวนกันเดินตามกันไปขบวนยาว ติดตามเกวียนขนซากระเบิด และมีการร้องเพลง ตีกลอง ฉิ่งฉาบมาตลอดทาง จนถึง วัดแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงรอบๆ วัด พอทราบข่าวก็พากันออกมาต้อนรับ พร้อมวงฆ้องและกลองยาว ขบวนที่แห่กันมาจึงเคลื่อนขบวนเข้าสู่วัดแห่งนี้ และ ทำพิธีถวาย(ซาก)ระเบิด ให้เป็นสมบัติของวัด เพื่อใช้เป็นระฆังของวัด#

ปัจจุบันระเบิดลูกที่ 1 เก็บไว้ที่วัดแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ ระเบิดลูกที่ 2 เก็บไว้ที่วัดศรีดอนคำ ตำบลห้วยอ้อ และระเบิดลูกที่ 3 เก็บไว้ที่วัดนาตุ้ม ตำบลบ่อเหล็กลอง จังหวัดแพร่ เสียงระฆังระเบิดดังและกังวานได้ยินไปไกลมาก และนี่คือ ที่มาของคำว่า เมืองแพร่แห่ระเบิด

จากนั้นเดินทางไป นมัสการพระธาตุศรีดอนคำ (ห้วยอ้อ) ที่ วัดศรีดอนคำ และใกล้ๆ พระธาตุ ดิฉันได้เห็น ระฆังระบิด อยู่ใกล้ๆ พระธาตุ จึงไม่พลาดที่จะไปเคาะระฆังใบนี้ เพื่อจะได้ฟังเสียงที่เล่าลือกันว่า ดังและกังวาน ไปไกล ซึ่งเป็นเช่นนั้นจริงๆ ค่ะ แล้วไปสักการะพระเจ้าพร้าโต้ (พระเจ้าทันใจ) ที่สร้างขึ้นจากมีดพร้าเล่มเดียวและแล้วเสร็จได้ภายในวันเดียว นอกจากนี้ยังมีการเก็บรักษาพระพุทธรูปโบราณ คัมภีร์พระธรรมต่างๆ และขันเงินขนาดใหญ่มากเคยใช้ในการทำน้ำพระพุทธมนต์ในพิธีสำคัญของจังหวัด มีลาดลายละเอียดและงดงามด้วยงานฝีมือเชิงช่างของชาวเมืองลอง

ใกล้ๆ กันมีวัดสะแล่ง เป็นวัดโบราณ มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และผ่านการบูรณะมาหลายสมัย มีบันทึกไว้ว่าในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมา ชาวบ้านได้ถวายดอกไม้ป่าสีขาวนวลชื่อว่า ดอกสะแล่ง จึงได้ตั้งชื่อวัดนี้ตามชื่อดอกไม้ที่ชาวบ้านถวายเป็นพุทธบูชา

มีโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันได้จัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์วัดสะแล่ง ชมพุทธสถานศิลปะล้านนาสวยงามแปลกตา พระพุทธรูปปางลีลา และ พระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่ใหญ่โตและโดดเด่น สักการะพระเจ้าไม้แก่นจันทน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พระเจ้าเชียงแสนทองคำ และ หลวงพ่อหยกเขียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลวงพ่อไม้ขนุนที่มีพุทธลักษณะที่งดงามโดดเด่น

เดินทางไปถึง พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นโกมลผ้าโบราณ เป็น อาคารที่คล้ายกับสถานรถไฟบ้านปิน ภายในคือสถานที่จัดแสดงผ้าโบราณของชาวล้านนาและการทอผ้าของไทยยวน ผ้าผืนสวยและงดงามที่ปรากฏให้เห็นในละครดังเรื่อง รอยไหม ก่อนเข้าชมผ้าโบราณผืนงาม รับประทานอาหารกลางวันแบบล้านนา ประกอบด้วยข้าวเหนียว ไส้อั่ว น้ำพริกอ่อง ผักสด และเกี้ยวน้ำนุ่มหอมอร่อย จัดวางสวยงามน่ารับประทานลงในโตกให้แต่ละท่านได้รับประทาน พร้อมเครื่องดื่มน้ำชา กาแฟ และน้ำสมุนไพร

อาจารย์โกมล พานิชพันธ์ นำเยี่ยมชมและบรรยายให้ฟังว่า ผ้าโบราณในพิพิธภัณฑ์มีอายุมากกว่า 200 ปี บอกเล่าเรื่องราวของภูมิปัญญาผ่านรูปแบบลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของชาวไทยญวน เช่น ลายขอละกอนหรือขอไล่ ลายใบผักแว่น ลายงวงน้ำคุ ลายพุ่มดอก ฯลฯ ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ แบ่งพื้นที่จัดแสดงไว้ 5 ส่วน แสดงการแต่งกายของสตรีเมืองลอง ผ้าโบราณเมืองลอง ผ้าซิ่นตีนจกไทยโยนก

คุณสมบัติพิเศษของชายผ้าบนและตีนผ้าซิ่น ที่เป็นสีแดง ทำให้ผู้สวมใส่แลดูมีรูปร่างที่สูงเพรียวขึ้น และมีความอ่อนหวานในแบบฉบับของผู้หญิงมากขึ้น มีการจัดแสดงผ้าซิ่นตีนจกจากแหล่งต่างๆ เช่น ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม ไหล่หิน นาน้อย หาดเสี้ยว ราชบุรี และตีนจกลาวครั่งในแหล่งต่างๆ การเก็บรักษาผ้าโบราณโดยอาศัยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ จึงทำให้ผ้าคงอยู่ได้นานกว่า 200 ปี และมีส่วนที่เป็นร้านค้า เปิดให้เข้าชมได้ทุกวัน

นั่งสามล้อ ชมวิถีชีวิตคนเมืองแพร่ ลัดเลาะกำแพงเมือง เยี่ยมชม "คุ้มเจ้าหลวง" ที่พำนักของผู้สืบเชื้อสายอดีตเจ้าสร้างด้วยไม้สักทองทั้งหลัง ไม่มีการใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียว แต่ใช้การตอกลิ่มแทน ใต้อาคารสร้างเป็นคุกเพื่อคุมขังนักโทษและ จัดแสดงวิถีการลงโทษของคนในสมัยโบราณ เช่นการตอกเล็บ การนำนักโทษใส่ในกระกร้อหนามแล้วนำไปให้ช้างเตะ ฯลฯ เป็นหนึ่งในสถานที่ถ่ายทำละครเรื่องรอยไหม ตอนนางเอกแอบหนีมาทอผ้า ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ แสดงภาพถ่ายในอดีต การส่งออกไม้สักของจังหวัดแพร่สู่ตลาดต่างประเทศ อยู่ในความดูแลขององค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่

เยี่ยมชม บ้านวงศ์บุรี บ้านของเจ้าพรหม (หลวงพงษ์พิบูลย์) ผู้สืบเชื้อสายมาจากอดีตเจ้าเมืองแพร่ และ เจ้าสุนันทา วงศ์บุรี ธิดาเจ้าบุรี (พระยาบุรีรัตน์) เป็นเรือนปั้นหยาสองชั้น แบบยุโรปประยุกต์ ตกแต่งลวดลายแบบเรือนขนมปังขิง ก่อสร้างโดยช่างชาวจีนกวางตุ้ง มีลวดลายไม้แกะสลักประดับตัวบ้านทั่วไป จุดเด่นของอาคารนี้คือลวดลายไม้แกะสลักที่หน้าจั่ว ชายคา ระเบียง ช่องลม ชายน้ำรวมทั้งบ้านวงศ์บุรี ได้รับรางวัลอนุรักษ์ดีเด่นปี 2536 ของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

วันที่สี่ของการเดินทาง ออกเดินทางไปจังหวัดอุตรดิตถ์ ดินแดน เมืองลับแล มีเรื่องเล่ากันว่าเมืองลับแลนี้มีอยู่จริง และอยู่ในหุบเขามีที่เนินสลับกับที่ต่ำ คนต่างเมืองถ้าไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศจะหลงทางได้ง่าย ที่นี่มีคำเตือนไว้ว่า เข้ามาเมืองลับแลแล้ว ต้องไม่พูดโกหก

รับประทานอาหารกลางวัน ร้านอาหารม่อนลับแล ร้านอาหารท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเป็นทั้งร้านอาหาร และพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นรวมทั้งมีรายการอาหารที่น่าสนใจสำหรับแขกผู้มาเยือน เช่น ขนมจีน น้ำยาพื้นเมือง ส้มตำ ผัดหมี่พื้นบ้าน ข้าวพันผัก อาหารพื้นบ้านที่แลดูเหมือนของว่างหรือขนมค่ะ

สักการะ พระแท่นศิลาอาสน์ ณ วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ที่เชื่อกันว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งห้าพระองค์ในภัทรกัปนี้ ได้เสด็จมาและประทับนั่งบนพระแท่นแห่งนี้เพื่อเจริญภานา การได้มาสักการบูชาจะได้รับอานิสงส์สูงสุดเช่นเดียวกับพระพุทธบาทสระบุรี จากนั้นเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ

ความงามของวิถีชีวิตคนและชุมชน ภูมิปัญญาผ่านมรดกล้ำค่ำที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และความมีอัธยาศัยไมตรีอันดีเยี่ยมของในพื้นที่ ซึ่งนอกเหนือไปจากความตามธรรมชาติของประเทศไทย เป็นเสน่ห์และคุณค่าที่งามล้ำเกินคำบรรยายใดๆ อยากให้ทุกคนเดินทางอย่างเข้าใจภาคภูมิใจ และ "รักเมืองไทย" #