ปอยส่างลอง...ประเพณีแห่งศรัทธาของคนไต (1)

บันทึกวัฒนธรรม

"บันทึกวัฒนธรรม" ด้านประเพณีอันงดงามในครั้งนี้ ทางด้านการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นำมาไกลถึงจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งชาวเมืองส่วนมากเป็นชาวไทยใหญ่ เรียกขานตัวเองว่า กุนไตโหลง หรือเรียกสั้นๆกันว่า ไต กุนไต หรือคนไต ชาวไทยใหญ่เป็นชนชาติเก่าแก่ อยู่บนที่ราบสูงในรัฐฉาน ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสหภาพพม่า โดยอพยพมาปักหลักที่แม่ฮ่องสอน ทั้งเข้ามาในลักษณะการหักร้างถางพง ยึดเป็นแหล่งทำมาหากิน บ้างก็หลบหนีศึกสงคราม จากการรบราสู้กันเอง หรือเข้ามาทำไม้และค้าขายกัน

ชาวไทยใหญ่ ถือการทำบุญเป็นเรื่องที่สำคัญ จึงมีประเพณีและพิธีกรรมมากมาย ที่ปฏิบัติสืบทอดต่อเนื่องมายาวนาน หรือเรียกว่า ตลอดปีมีงานเกือบทุกเดือน โดยเฉพาะช่วงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับช่วงที่มีการปิดภาคเรียน หรือว่างเว้นจากการทำกินกันแล้ว จะมีการจัดงาน "ปอยส่างลอง" เปรียบเทียบได้กับการบวชลูกแก้วของชาวไทยล้านนาทั่วไปนั่นเอง โดยมีการแต่งตัวสวยงาม โกนผม แต่งหน้า ทาปาก ถ้าเป็นลูกแก้วจะสวมขะจุมหัวหรือชฎา แต่ส่างลองจะโพกผ้าแบบพม่า แล้วประดับด้วยดอกไม้หลากสี สมัยก่อนย้อนไปประมาณ 40-50 ปี นิยมจัดงานนาน 7-15 วัน ปัจจุบันจัดงานกันเพียง 3 วัน

วันแรก...เป็นการเตรียมตัวส่างลองและเครื่องพิธีต่างๆ ตลอดจนอาหารการกิน สำหรับเอาไว้ต้อนรับญาติพี่น้อง ส่วนวันต่อมา...เป็นการแห่เครื่องไทยทานไปรวมกันที่วัด และวันสุดท้าย...เป็นการแห่ส่างลองเข้าทำพิธีบรรพชา ซึ่งตลอด 3 วันในงานบุญที่น่าเลื่อมใสนั้น เราจะได้เข้าร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด แต่เราเกิดมีคำถามเป็นเบื้องต้น อันเกี่ยวกับความหมายปอยส่างลอง โดยหลังจากสอบถามจนคลายข้องใจว่า ปอยส่างลอง...เกิดจากคำสมาสกัน 3 คำด้วยกัน คือ คำว่า ปอย แปลว่า งาน ส่วนคำว่า ส่าง สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า สาง หรือ ขุนสาง ที่หมายถึง พระพรหม อีกความหมายหนึ่งนั้น มาจากคำว่า เจ้าส่าง หมายถึง สามเณร และคำว่า ลอง มาจากคำว่า อลอง แปลว่า พระโพธิสัตว์หรือหน่อพุทธางกูร

โดยมีประวัติความเป็นมา 2 นัย คือ นัยที่หนึ่งในการเป็นส่างลองนั้น เป็นการเลียนแบบประวัติของพระพุทธเจ้า ตอนที่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ครองกรุงกบิลพัสดุ์ก่อนจะออกผนวช ซึ่งการกระทำทุกอย่างในช่วงเวลาการเป็นส่างลอง จะปฏิบัติเสมือนการปฏิบัติต่อพระมหากษัตริย์ เป็นความเชื่อตามวรรณกรรมไทยใหญ่เรื่อง อะหน่าก้าดตะหว่าง กล่าวถึง พระเจ้าอ่าจ่าตะซาดมังจี (อชาตศัตรู) หลังจากที่ได้สำนึกผิดในการทำปิตุฆาต โดยหลงผิดไปร่วมมือกับพระเทวทัต แล้วได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำอย่างไร...จะได้เป็นเหล่ากอของพระพุทธเจ้า หรือเป็นอลองพญา (หน่อพุทธางกูร) พระพุทธองค์ทรงตอบว่า ต้องนำบุตรชายเข้าบวชในศาสนา จึงได้นำเจ้าชายอะจิ้กต๊ะมังซา (อชิตกุมาร) พระราชโอรสของพระองค์ เข้าบรรพชาเป็นสามเณร และทรงมีพุทธทำนายไว้ว่า อชิตสามเณร จะมาตรัสรู้เป็นพระศรีอริยเมตไตย

วรรณกรรมฉบับดังกล่าว แต่งขึ้นเมื่อประมาณ 100 ปีเศษ โดยพระอู่ก่าวิจิ่งต่า วัดสบตุ๋ง เมืองตุ๋ง จังหวัดจ้อกแม สหภาพพม่า และได้ตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2508 ส่วนประวัติความเป็นมานัยที่สอง ถือตามความในวรรณกรรมไตเรื่อง อ่าหนั่นต่าตองป่าน หรือเรื่อง อ่าหนั่นต่าไหว้ถาม แต่งขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปีเศษ โดยพระสุหนั่นต่า บ้านกุ๋นอ้อ จังหวัดจ้อกแม สหภาพพม่า กล่าวถึงที่พระอานนท์ทูลถามพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับการเป็นส่างลองว่า จะมีอานิสงส์มากน้อยอย่างไร พระพุทธเจ้าทรงชี้แจงว่า ถ้านำบุตรของตนบวช จะได้สวรรค์สมบัติเป็นเวลา 8 ก่ำผ่า (กัลป์) ถ้ารับเป็นพ่อข่ามแม่ข่าม จะได้อานิสงส์ 4 ก่ำผ่า (กัลป์)

วรรณกรรมบรรยายอีกว่า ในอดีตบรรดากษัตริย์ เศรษฐี และคหบดี ได้รวมกันเป็นเจ้าภาพจัดงานปอยส่างลอง โดยที่บุตรชายของหญิงม่ายคนหนึ่ง มีรูปร่างที่อัปลักษณ์และมีศรัทธาจะบรรพชา แต่ครอบครัวไม่มีทรัพย์สมบัติ ที่จะเป็นเจ้าภาพจัดบรรพชาให้ ด้วยบุญญาบารมีและแรงศรัทธา ทำให้พระอินทร์เกิดความเมตตา นำไปอาบน้ำเงินน้ำทอง ขัดสีฉวีวรรณให้หมดคราบไคล จนกระทั่งมีรูปร่างที่สวยงาม แล้วขุนสาง (พระพรหม) ได้ลงมามอบชฎา (ปานกุม) และสร้อยสังวาลย์ (ลอแป) พร้อมทั้งรับภาระเป็นพ่อข่ามหรือพ่ออุปถัมภ์ ในการจัดงานปอยส่างลอง ครั้งนั้นบุตรชายหญิงม่ายได้เป็นลูกข่าม (ลูกอุปถัมภ์) ของขุนสาง (พระพรหม) จึงเรียกกุลบุตรหรือให้การยกย่องในช่วงก่อนบรรพชาว่า สางลอง หรือส่างลอง หมายถึง ลูกอุปถัมภ์หรือลูกบุญธรรมของพระพรหม สืบต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน นั่นแสดงให้เห็นว่า ส่างลองเป็นผู้มีบุญญาบารมี มากกว่าคนธรรมดาสามัญทั่วไป จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหน่อกษัตริย์ หรือบุตรบุญธรรมของพระพรหม ในช่วงกาลเวลาก่อนเข้าบรรพชา

ณ วัดป่าขาม ตำบลเวียงใต้ อำเภอป่าขาม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เราได้มาเยือนอารามของชาวไทยใหญ่แห่งนี้ ก็เพื่อมาร่วมงานปอยส่างลองในวันแรก คือ วันแฮก โดยเริ่มต้นกันตั้งแต่เวลาประมาณ 05.00 นาฬิกา ด้วยการอาบน้ำเงินน้ำทอง คือ น้ำที่แช่ด้วยเงิน ทอง เครื่องหอม หรือมะกรูดส้มป่อย ซึ่งพอราดรดไปได้เพียงสองถึงสามครั้ง ก็ต้องรีบพาไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า เพราะหนาวเย็นจนปากสั่นกันแล้ว จากนั้นมาต่อด้วยการแต่งหน้า แต่งองค์ทรงเครื่องให้ใหม่ ซึ่งชุดสวมใส่จะคล้ายเจ้าชายไทยใหญ่ โดยจะนุ่งโจงกระเบนสีสด ปล่อยชายด้านหลังยาวจับกลีบ คาดด้วยเข็มขัดเงินหรือนาค สวมเสื้อแขนกระบอกชายโค้งงอน

ส่วนตัวเสื้อปักฉลุลวดลายดอกไม้ สีของเสื้อและโจงกระเบนนั้น จะใกล้เคียงหรืออยู่ในเฉดเดียวกัน บริเวณที่ไหล่ทั้งสองข้างติดโบกลมๆ มีชายห้อยลงมา 3-5 เส้น และสวมแค็บคอหรือแผ่นทองคำกลม ที่มีลวดลายดุนอย่างวิจิตร ผูกร้อยด้วยเชือกด้ายสีแดงเป็นแผง แผงละประมาณ 5-6 แผ่น เรียงรายอยู่ตามบริเวณแผงอก คล้ายกับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ส่วนที่แปลกตาและสวยงามเป็นพิเศษ คือ ส่วนศีรษะที่ใช้ผ้าแพรโพก มีการเกล้ามวยเสียบแซมด้วยดอกไม้ เช่น ดอกเอื้องคำหรือเอื้องผึ้ง หรือจะเป็นดอกไม้อื่นๆก็ได้

แต่ปัจจุบันหันมาใช้ดอกไม้ ที่ทำจากผ้าหรือกระดาษ ด้วยดูแลง่าย ทนทาน ไม่เหี่ยวเฉา และเก็บไว้ใช้ได้นาน โดยมี ตะแปส่างลอง เป็นผู้ที่คอยดูแลส่างลอง ตั้งแต่การอาบน้ำ ผัดหน้าทาแป้ง เขียนคิ้ว เกล้ามวยผม แต่งองค์ทรงเครื่อง ทั้งคอยดูแลในเรื่องอาหารการกิน และให้ส่างลองขี่คอไปในที่ต่างๆ ตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งวันสุดท้าย โดยเฉพาะวันสุดท้ายของงานบรรพชา จะต้องคอยดูแลไม่ให้คลาดสายตา เพราะมักจะมีการแอบนำส่างลอง ไปหลบซ่อนไว้ไม่ให้ออกมาบรรพชา เกิดความเดือดร้อนถึงเจ้าภาพ ที่จะต้องนำอะซูหรือรางวัลมอบให้ไป จึงจะได้กลับมาบรรพชาเป็นสามเณร ซึ่งประเด็นนี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นแล้วครับ

เมื่อแต่งตัวให้ส่างลองเสร็จแล้ว ถือว่าได้เป็นอลองเต็มตัว การปฏิบัติต่ออลองในช่วงต่อจากนี้ จะเสมือนการปฏิบัติต่อกษัตริย์ โดยจะไม่ให้อลองเหยียบพื้นดิน จนกว่าถึงวันบรรพชาเป็นสามเณร เมื่อส่างลองทุกองค์พร้อมกันหมดแล้ว ตัวแทนส่างลองกล่าวนำขอศีล ซึ่งพระสงฆ์ก็ให้ศีล ให้พร และอบรมสั่งสอน ให้วางตัวให้เหมาะสมกับการเป็นส่างลอง จากนั้นจะมีการกั่นตอพระสงฆ์หรือขอขมา จึงเป็นอันเสร็จพิธีการรับส่างลอง หลังจากนั้นทางตะแปส่างลอง จะเอาส่างลองขี่คอลงมาจากวัด มาทำการฟ้อนรำบริเวณหน้าวัด เป็นการเฉลิมฉลองและต้อนรับ บรรดาพ่อแม่ส่างลองและเหล่าญาติ ก็จะโปรยข้าวตอกดอกไม้ เป็นการอนุโมทนาสาธุ ในสมัยก่อนจะยิงปืนแก๊บที่บรรจุดินปืน ให้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวทั่วงาน

โดยมีความเชื่อว่า เพื่อเป็นการบอกให้ทราบว่า บัดนี้พิธีการรับส่างลองได้เสร็จสิ้นแล้ว และอีกอย่างเชื่อกันว่า เป็นการป้องกันไม่ให้ภูตผีปีศาจต่างๆ มารบกวนหรือทำลายพิธีการ หลังจากฉลองหรือต้อนรับส่างลองแล้ว จะเคลื่อนขบวนไปที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง หรือศาลเจ้าประจำหมู่บ้าน หรือศาลเจ้าเมืองในภาษาถิ่น เพื่อกราบคารวะให้เป็นสิริมงคล จากนั้นก็จะฟ้อนรำและเคลื่อนขบวนต่อไป เพื่อกราบนมัสการเจ้าอาวาสวัดต่างๆ ในหมู่บ้านหรือหมู่บ้านอื่นๆที่ใกล้เคียง จนกระทั่งใกล้เวลาเที่ยงของวัน จึงนำส่างลองกลับเข้าที่พัก เพื่อพักผ่อนและเลี้ยงอาหารเต็มรูปแบบ จนบ่ายคล้อยหลังจากพักผ่อนเต็มอิ่ม คณะขบวนแห่ของส่างลองจะออกไปตามบ้านญาติ พี่น้อง คนรู้จัก หรือผู้ที่เคารพนับถือ

เรื่องการเลี้ยงอาหารเต็มรูปแบบนั้น มีผู้รู้บางท่านกล่าวว่า ในสมัยก่อนจัดไว้ถึง 32 อย่าง ส่วนความเป็นมาว่า ทำไมต้องเลี้ยงอาหารถึง 32 อย่างนั้น ไม่ปรากฏว่า ใครจะให้คำตอบแก่เราได้ แต่ปัจจุบันการเลี้ยงอาหารจัดไว้เพียง 12 อย่างเท่านั้น สถานที่ที่จะเลี้ยงอาหารเต็มรูปแบบ จะทำที่บ้านเจ้าภาพใหญ่ หรือจะทำกันที่วัดเพื่อความสะดวก เนื่องจากมีพ่อแม่ของส่างลอง อีกทั้งญาติฝ่ายพ่อและแม่ รวมทั้งผู้มาร่วมงาน จะมากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พอได้เวลาก็ยกสำรับอาหาร 12 อย่าง มาวางตรงหน้าส่างลองและป้อนอาหารให้ พร้อมกับคอยปัดพัดวีให้อีกด้วย สำหรับส่างลองที่ไม่มีพ่อแม่ป้อนอาหาร ก็จะมีพ่อข่ามแม่ข่ามหรือพ่อแม่อุปถัมภ์ จะป้อนข้าวป้อนน้ำให้ส่างลองแทน อันแสดงให้เห็นถึงการอุปถัมภ์ค้ำจุน ให้มีชีวิตสุขสมบูรณ์ สติปัญญาเฉียบแหลม จนถึงขั้นได้เป็นเหล่ากอแห่งสมณะ (สามเณร)

ระหว่างป้อนก็นึกไปด้วยความภูมิใจ ที่ได้สร้างชีวิตมนุษย์ให้พ้นจากโลกียวิสัย ซึ่งอาหารที่ป้อนมีคุณประโยชน์ คือ ทำให้ร่างกาย เนื้อหนังมังสา หรือสมองเจริญเติบโตขึ้น ทำให้ต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ จนถึงมีพลังงานอันเข้มแข็ง ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะมีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์มาก ทำให้ป้องกันคุณผี คุณคน คุณไสย์ทั้งหลาย และปีศาจโจรผู้ร้าย จะไม่มาย่ำยีกล้ำกรายได้ ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะป้องกันไม่ให้ได้รับยาพิษ ยาเบื่อ ยาเมา หรือถูกวางยาใดๆทั้งสิ้น ทำให้ธาตุทั้งสี่ในร่างกายปกติเสมอ นอนหลับฝันดีทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่เพ้อฝันหรือไม่ฝันแต่เรื่องร้ายๆ ทำให้เมื่อกินเข้าไปแล้ว จะมีจิตใจสะอาดหมดจด สดใสบริสุทธิ์ผุดผ่อง จิตเป็นสมาธิได้ง่ายเมื่อใกล้มรณะสมัย อาจไปถึงสวรรค์ชั้นฟ้า

อาหารโอชารสทั้ง 12 อย่างนั้น ชาวไทใหญ่ถือกันว่า ผู้ที่เกิดมาจะต้องมีโอกาสได้กิน 3 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน อย่างเช่น ครั้งแรก คือ น้ำนมมารดาหรือนมแม่ เมื่อได้กินแล้วทำให้ร่างกายเจริญเติบโตแข็งแรง จิตใจร่าเริงแจ่มใส ปลอดโรคภัยไข้เจ็บ และมีอายุยืนยาวนาน ส่วนอาหารโอชารสครั้งที่ 2 คือ อาหารโอชารสทั้ง 12 อย่าง ได้แก่ หนึ่ง...พืชผักทุกชนิด ถือว่า มีวิตามินต่างๆมากมาย สอง...อาหารที่เป็นผลไม้ลูกไม้ทุกชนิด ถือว่า มีแร่ธาตุวิตามินต่างๆ สาม...เนื้อสัตว์ทุกชนิด ถือว่า มีโปรตีนสูง สี่...ปลาที่กินได้ทุกชนิด ถือว่า มีโปรตีน แร่ธาตุ และไขมัน ห้า...ถั่วงาทุกชนิด ถือว่า มีไขมันและพลังงานอยู่มาก

หก...นม เนย ถือว่า มีไขมันและพลังงานอยู่มาก เจ็ด...เผือก มัน ถือว่า มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต แปด...ยอดไม้หรือดอกไม้ที่กินได้ทุกชนิด ถือว่า มีโปรตีนและวิตามินมากมาย เก้า...ไข่ทุกอย่าง เช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ด ไข่ปลา และไข่มด ถือว่า มีแร่ธาตุ โปรตีน และพลังงานอยู่มากเช่นกัน สิบ...ข้าวและข้าวแป้งทุกชนิด ถือว่า มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตอยู่มาก สิบเอ็ด...น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาล ถือว่า มีประโยชน์และมีพลังงานหลากหลาย และสิบสอง...หน่อไม้หรือต้นอ่อนของไม้ทุกชนิดที่กินได้ ถือว่า มีแร่ธาตุและมีโปรตีนอยู่มาก และสำหรับอาหารโอชารสครั้งที่ 3 คือ ยารักษาโรคทุกชนิด ถือว่า เป็นอาหารอันเลิศรสแล

หลังจากที่รับประทานอาหารทั้ง 12 อย่าง จนอิ่มหนำสำราญอย่างดีแล้ว ก็จะมีพิธีทำขวัญส่างลอง ซึ่งก็คล้ายกับการทำขวัญนาค โดยมีการเรียกขวัญผูกข้อมือ ให้ศีลให้พรแก่ส่างลอง เหตุที่มีพิธีเรียกขวัญ ป้อนข้าว ป้อนน้ำนั้น เนื่องจากช่วงเวลาการเป็นส่างลองจะเป็นช่วงที่ขวัญอ่อน และมีสิ่งขัดขวางบั่นทอน คอยเป็นอุปสรรคอยู่มากมาย การเรียกขวัญมุ่งสร้างเสริมกำลังใจ ให้ส่างลองยึดมั่นในปณิธานเดิม คือ การออกบรรพชาแสวงหาโมกขธรรม อันขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายทั้งปวง แล้วหากยังมีบ้านที่ยังไม่ได้เยี่ยมเยือน ตะแปส่างลองก็ควรจะนำส่างลองไปเยี่ยมเยือนให้จนครบ เพราะวันนี้จะเป็นสุดท้ายแล้ว หากเป็นหมู่บ้านมีจำนวนหลังคาเรือนมาก ก็อาจจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงตามกัน ทั้งตัวของส่างลองและตะแปส่างลอง

การที่ส่างลองไปเยี่ยมตามบ้านนั้น เสมือนเป็นการประพาสต้นของกษัตริย์ เจ้าของบ้านที่ส่างลองไปเยี่ยมเยือนจะถือว่าเป็นโชค เป็นเกียรติ และเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสต้อนรับส่างลอง โดยจะเตรียมอาหารว่าง ถวายส่างลองและเลี้ยงบริวารอย่างเต็มใจ อีกทั้งยังมีการผูกข้อมือสู่ขวัญอีกด้วย ในสมัยก่อนจะใช้เหรียญรูปี ผูกมัดกับด้ายสายสิญจน์ ซึ่งปัจจุบันใช้ธนบัตรหรือเหรียญธรรมดาแทน แต่ส่วนใหญ่จะใช้ธนบัตรใบละ 20 บาท ม้วนให้กลมผูกด้วยสายสิญจน์ สำหรับเงินที่ได้จากการผูกข้อมือสู่ขวัญ จะมีตะแปส่างลองคอยเก็บรักษาเอาไว้ แล้วจะนำถวายให้กับส่างลองเมื่อได้บรรพชาเป็นสามเณรไปแล้ว การนำส่างลองไปเยี่ยมตามบ้านญาติ จะดำเนินไปจนได้เวลาพอสมควร

โปรดอ่านต่อฉบับหน้า