"ศิลาดล" เซรามิคแห่งล้านนา

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

หากนึกถึงงานหัตถกรรมประเภทเครื่องปั้นดินเผาของทางภาคเหนือ เชื่อว่า "ศิลาดล" คือหนึ่งในคำตอบของใครหลายคน เซรามิคสีเขียวหยกแตกลายงาอันมีชื่อของจังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่รู้จักและนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ จนได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ให้ "ศิลาดลเชียงใหม่" เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)

การทำเครื่องปั้นดินเผาศิลาดลในดินแดนล้านนานั้น มีการสันนิษฐานว่าอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ซึ่งเป็นยุคเดียวกับอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งมีการผลิตเครื่องปั้นดินเผาประเภท Stoneware ที่เรียกว่า เครื่องสังคโลก โดยฝรั่งนิยมเรียกว่า Celadon ซึ่งเป็นคำภาษาฝรั่งเศส ใช้เรียกเคลือบสีเขียวคล้ายหุ้มด้วยหยก ของภาชนะดินเผาจากทางตะวันออก โดยมีการตั้งสมมติฐานว่าชื่อ Celadon มาจากชื่อของคนเลี้ยงแกะที่สวมเสื้อคลุมสีเขียวอมเทาในละคร ซึ่งได้รับความนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ เรื่อง D'Urfe's Romance of Astree ตรงกับช่วงเวลาเดียวกับที่เคลือบเขียวจากประเทศจีน กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุโรป

สำหรับศิลาดลเชียงใหม่ที่เห็นในปัจจุบันสันนิษฐานว่ากำเนิดขึ้นจากชาวไทยใหญ่ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองเชียงใหม่ และนำภูมิปัญญาการทำเครื่องปั้นดินเผามาใช้ในกิจการครอบครัว โดยใช้ดินเหนียวผสมกับดินดำ เคลือบด้วยน้ำเคลือบขี้เถ้าไม้ เผาด้วยอุณหภูมิสูง ซึ่งจังหวัดเชียงใหม่เป็นแหล่งดินดำอันเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตศิลาดล ต่างจากดินของจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งของดินขาวที่ไม่สามารถนำมาใช้ในการผลิตศิลาดลได้ เครื่องปั้นดินเผาของทั้งสองจังหวัดจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน

เซรามิคชนิดนี้ได้รับการสืบทอดโดยลูกหลานชาวล้านนาผู้ภาคภูมิใจในศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน จนทำให้ศิลาดลเชียงใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของภูมิภาค "ทัศนีย์ ยะจา" เจ้าของแบรนด์ "เชียงใหม่ศิลาดล" คืออีกหนึ่งกำลังสำคัญลูกหลานชาวล้านนาที่สืบทอดและผลักดันศิลาดลเชียงใหม่ออกสู่ตลาดโลก

"ดิฉันเป็นคนสันกำแพงตั้งแต่กำเนิด เกิดและโตที่นี่ ได้เห็นธุรกิจศิลาดลบนถนนเชียงใหม่สันกำแพง มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย เราก็ซึมซับมา ตอนเด็กๆ เวลามีงานบุญพิเศษอย่างวันสงกรานต์ พวกผู้ใหญ่จะหยิบถ้วยชามศิลาดลออกมาใช้ พ่อแม่เราก็เหมือนกัน จะเก็บรักษาอย่างดี ดิฉันรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์นะ แต่ก็รู้สึกด้วยว่าคนไทยเข้าไม่ถึง อย่างของคุณภาพดีเราต้องรอซื้อตอนลดราคาครั้งใหญ่ เพราะปกติราคาแพงซื้อไม่ไหว จึงเป็นเหตุผลที่เข้ามาทำธุรกิจ คือ นอกจากความรักความผูกพันในเซรามิคชนิดนี้แล้ว อยากจะทำของคุณภาพดีที่คนไทยสามารถซื้อได้

ศิลาดลนั้นเอกลักษณ์ที่เห็นกันคือ ต้องสีเขียวและแตกลายงา สีเขียวหยกบนเครื่องเคลือบเกิดจากสมัยก่อนคนเชียงใหม่เขานึ่งข้าวซึ่งก็จะมีฟืน เผาฟืนก็จะมีขี้เถ้า ขี้เถ้าเป็นด่าง ผสมกับดินหน้านาเป็นน้ำเคลือบ เอาไปเคลือบหม้อดินแดงเผาด้วยความร้อน ออกมาใสดูสวย ต่อมาจึงมีการพัฒนาว่าขี้เถ้าจากไม้อะไรถึงจะได้เคลือบที่ดูสวยที่สุด เลยได้ขี้เถ้าจากไม้ก่อและไม้รกฟ้า ซึ่งเป็นไม้ของทางภาคเหนือ จะให้เคลือบที่เป็นสีเขียวเหมือนกับหยก ถ้าใช้ขี้เถ้าจากไม้ชนิดอื่น เช่น ใช้ขี้เถ้าจากไม้สัก สีที่ออกมาจะเป็นสีดำ ไม่ใช่สีเขียว

ส่วนการแตกลายงา ลายพวกนี้ไม่ใช่การแตกนะคะ แต่เป็นการหดตัวของดินดำที่เราเอามาปั้นเป็นถ้วย ชาม ไห เมื่อนำไปเผาด้วยความร้อนสูงจะทำปฏิกิริยากับน้ำเคลือบ เกิดการหดตัวของเนื้อดินกับน้ำเคลือบเมื่อเย็นตัวลง และเกิดเป็นรอยรานหรือรอยแตกลายงาบนพื้นผิว ตรงนี้เองคือเสน่ห์ที่เกิดขึ้นมา"

ปัจจุบันการผลิตศิลาดลได้มีกรรมวิธีที่ทันสมัยขึ้น เช่นใช้เตาแก๊สในการเผาเพื่อความสะดวกในการควบคุมคุณภาพ นอกจากนั้นยังมีการพัฒนารูปทรงและสีสัน จากสีเขียวเรียบๆไร้ลวดลาย ทัศนีย์ได้พัฒนาต่อโดยใส่ความคิดสร้างสรรค์เกิดเป็นศิลาดลรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร

"เรามีนักออกแบบอยู่ในโรงงาน แต่นักออกแบบที่ดีที่สุดคือใครรู้ไหมคะ คือลูกค้า เขาจะเป็นคนบอกเราว่าอยากได้ลายแบบไหน เช่น อยากได้ช้างให้ปั้นช้างหน่อย เริ่มแรกเราออกแบบจากสิ่งใกล้ตัวก่อน อยากจะทำให้มีอะไรใหม่ๆ ไม่เช่นนั้นลูกค้าแวะมากี่รอบ สินค้าก็เหมือนเดิม จึงเริ่มมีแกะลวดลายลงไป มีเขียนสี มีการพัฒนารูปแบบจากภาชนะ เป็นเครื่องประดับ แล้วล่าสุดมีเขียนสีแบบเบญจรงค์ นอกจากการเขียนลวดลายเพิ่มเติม เรายังสร้างความแตกต่างตรงพื้นผิวด้วย อย่างเราเขียนสีลงไป เอาไปเคลือบ แล้วนำไปเผา พื้นผิวที่ได้จะมันๆ เป็นกรรมวิธีให้สีอยู่ใต้เคลือบ ส่วนอีกแบบคือเขียนสี แล้วไม่เคลือบ นำไปเผาเลย จะได้พื้นผิวแบบด้าน เป็นการออกแบบอีกรูปแบบหนึ่ง หรือคนรุ่นใหม่อาจจะเบื่อสีเขียวแล้ว เราเลยมีการใส่โคบอลต์ลงไปกลายเป็นศิลาดลสีน้ำเงิน"

บนพื้นที่อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นที่ตั้งของโรงงานและศูนย์จำหน่ายสินค้า ทัศนีย์ได้ทำพื้นที่ตรงนี้ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวและบอกเล่าเรื่องราวของศิลาดลเชียงใหม่ ด้วยความตั้งใจอยากจะให้เซรามิคชนิดนี้ได้มีชีวิต

"ศิลาดลเชียงใหม่ไม่ใช่สินค้าธรรมดา แต่เป็นศิลาดลเชียงใหม่ที่มีชีวิต ชีวิตคืออะไร คือวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ พนักงานของเราแต่งกายพื้นบ้าน พูดภาษาเหนือ นั่นคือวิถีความเป็นตัวตน เราไม่ได้ขายสินค้าอย่างเดียว แต่ขายสินค้าพร้อมประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนาด้วย คุณมีเงินซื้อศิลาดลที่ไหนได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นที่นี่ คุณจะได้ความรู้สึก ได้ประสบการณ์กลับไปด้วย คนที่มาจะได้เห็นกรรมวิธีการทำแต่ละขั้นตอน ได้เรียนรู้ประวัติ เห็นไก่ เห็นกระต่ายวิ่งเล่นในสนาม ดิฉันตั้งใจจะทำให้ที่นี่กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้ และตอบโจทย์นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากมาเห็นโรงงานใหญ่ๆ แต่อยากเห็นสภาพพื้นบ้านของเรา

ดิฉันทำธุรกิจไม่ได้คิดแต่สร้างกำไรอย่างเดียว เราคิดถึงชุมชน พนักงานที่นี่ ๕๐ ชีวิต เป็นคนในชุมชนดอยสะเก็ดทั้งหมด เราทำธุรกิจนี้ก็เหมือนเราได้สร้างงานให้ชุมชน ให้คนในชุมชนได้มาหัด มาสืบทอดงานฝีมือนี้ ตอนกลางวันเราเลี้ยงอาหารให้พนักงาน มีสวัสดิการอะไรที่ช่วยเหลือกันได้ก็ช่วยเหลือกัน ดิฉันอยากบริหารจัดการให้เหมือนพี่น้อง เราเป็นครอบครัวใหญ่ ไม่เพียงแค่พนักงาน ลูกหลานพนักงานก็ด้วย เด็กเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องมาทำอาชีพแบบเรา แต่เราอยากให้เขาได้รับรู้ ได้ตระหนักว่าบ้านเรามีงานฝีมือสวยๆนี้ ได้ภาคภูมิใจในสิ่งที่บรรพบุรุษของเราสร้างไว้"

แม้การทำงานด้านศิลปหัตถกรรมไทยจะไม่ง่าย อีกทั้งยังต้องพบเจอกับอุปสรรคไม่ขาดสาย แต่ด้วยความรักและภาคภูมิใจในมรดกพื้นบ้าน รวมทั้งรักในงานที่ทำ เกิดเป็นพลังให้ทัศนีย์มุ่งมั่นสืบสานหัตถศิลป์นี้ให้คงอยู่ และเผยแพร่เป็นที่ประจักษ์ไปในระดับสากล...

 

ข้อมูลอ้างอิง

http://www.chiangmaiceladon.com/TH/Production_of_celadon

http://www.thaiceramicsociety.com/pd_art_celadon.php