"ขนมกง" ขนมหวานมงคล

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

"เมื่อไรจะได้กินขนมกงเสียที"

ถ้อยคำสัพยอกทำนองนี้ ถ้าเอามาพูดกับหนุ่มสาวคนรุ่นใหม่อาจจะได้ความงุนงงเป็นคำตอบ เพราะว่าคนฟังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริง แต่สำหรับคนไทยสมัยก่อน หากเป็นหญิงสาวคงเกิดอาการเขินอายขึ้นมาในทันทีด้วยรู้ความนัยดีว่าคนถามอยากรู้ว่า ตัวเธอนั้นจะแต่งงานเมื่อไร

"ขนมกง" จัดเป็นขนมโบราณที่มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม (www.m-culture.in.th) ได้ให้ข้อมูลเป็นความรู้ไว้ว่า "...จากคำให้การขุนหลวงหาวัดประดู่ทรงธรรม ในเอกสารหอหลวงสมัยอยุธยา "ย่านป่าขนม ชาวบ้านนั้นทำขนมขายและนั่งร้านขายขนมชะมด กงเกวียน ภิมถั่ว สำปนี" ขนมกงเกวียนที่ว่าก็คือ ขนมกงนั่นเอง รูปร่างก็เป็นล้อเกวียนสมชื่อสำหรับคนไทย ขนมกงดูจะแพร่หลายมากเป็นพิเศษในจังหวัดภาคกลาง โดยเฉพาะแถบจังหวัดอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ฯลฯ โดยนอกจากขนมกงวงเล็กที่ทำกินกันตามปกติแล้ว ยังมีขนมกงขนาดใหญ่ที่ทำขึ้นในโอกาสพิเศษ เช่น พิธีแต่งงาน เทศกาลออกพรรษา และงานเทศน์มหาชาติ ที่นอกจากจะทำให้มีขนาดใหญ่แล้ว บางที่ยังประดิษฐ์โดยการเอาตอกมาเสียบสี่มุมของตัวกง รวบปลายตอกแล้วมัดยอดด้วยตอกให้เหมือนทรงกระโจม แล้วนำแป้งที่ใช้ชุบตัวขนมกงมาสลัดในกระทะให้เป็นแพฝอยๆ นำแพแป้งที่ลักษณะเหมือนแหมาคลุมตัวกระโจมดังกล่าว เพิ่มความสวยงามไปอีกแบบ จากนั้นจึงนำใส่สาแหรกหาบไปในพิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นงานหมั้นงานแต่งด้วยแล้วจะขาดขนมกงนี้ไปไม่ได้เลย จนคนไทยสมัยก่อนถึงกับมีสำนวนพูดสัพยอกว่า 'เมื่อไรจะได้กินขนมกงเสียที' ซึ่งก็มีความหมายว่า เมื่อไรจะแต่งงานนั่นเอง"

เมื่อสืบค้นต่อไปสู่ www.otoptoday.com ทำให้รู้เพิ่มเติมว่า "...สมัยโบราณถือเคล็ดเกี่ยวกับขนมกงว่าต้องปั้นเป็นวงกลมเหมือนกงเกวียน กากบาทผ่ากลางเรียกว่า 'กำ' วงกลมภายนอกหมายถึงการหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของชีวิต และกากบาทผ่ากลางหมายถึง การยึดมั่น ความมั่นคงของชีวิต เมื่อผู้ใดได้รับประทานแล้วจะมีความรุ่งเรืองเจริญก้าวหน้าและมั่นคงมีความสุขสบายไปตลอดชีวิต"

ในเว็บไซต์เดียวกันยังบอกอีกด้วยว่า "ขนมกงเป็นขนมมงคล ด้วยเชื่อว่าจะทำให้คู่บ่าวสาวมีใจคอหนักแน่นและครองรักกันตลอดไปเหมือนกงล้อของเกวียนที่หมุนไปเรื่อยๆ สมัยก่อนในงานหมั้นงานแต่งจะใช้ขนมกงควบคู่กับขนมสามเกลอ แต่ปัจจุบันขนมสามเกลอเสื่อมความนิยมไปมากแล้ว คงเหลือแต่ขนมกงที่คนไทยภาคกลางยังนิยมใช้เป็นขนมแต่งงานกันอย่างแพร่หลาย ดังนั้น แถวอยุธยา อ่างทอง สุพรรณบุรี จึงมีแม่ค้าทำขนมกงขายตามสั่ง ซึ่งจะมีมากในเดือนที่นิยมจัดพิธีแต่งงาน อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้จะหาคนทำขนมกงอร่อยๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องนำส่วนผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ทำให้ได้รูปทรงที่ต้องการ และชุบแป้งทอดให้มีรสชาตินุ่มนวลหอมหวานด้วย"

อย่างไรก็ตาม นับเป็นความโชคดีที่เมื่อคราวยกกองไปทำงานกันยังจังหวัดสุพรรณบุรี ได้มีคนใจดีอาสาจะมาสาธิตวิธีการทำขนมกงตามแบบฉบับชาวบ้านตำบลจรเข้สามพัน อำเภออู่ทอง ให้คนต่างถิ่นได้ชมและชิมกัน

ถึงเวลานัดหมาย อุบล ปทุมสูติ พร้อมผู้ช่วย-จุฑาทิพย์ พูนเปี่ยม หลานสะใภ้ที่เธอเคยทำขนมกงไปช่วยตอนงานแต่งงานถึง ๗๓ กิโลกรัม ด้วยว่าเป็นงานใหญ่ระดับแขกเหรื่อยกกันไปทั้งหมู่บ้านก็ช่วยกันหอบหิ้วอุปกรณ์มาเตรียมการจะทำขนมกงให้พวกเราดู

"ไม่ได้ทำเป็นอาชีพนะคะ พอดีว่าพรุ่งนี้จะทำบุญเลี้ยงพระที่บ้าน ส่วนมากที่นี่เขาจะทำขนมกงเฉพาะเวลามีงานแต่ง เราก็จะไปช่วยๆ กัน หรือช่วงออกพรรษาจะว่ากันไว้ก่อนเลยว่าจะเอาบ้านละเท่าไหร่ แล้วมาช่วยกันทำในที่เดียว เสร็จแล้วแบ่งใส่กระจาดพระเอาไปทำบุญที่วัด"

ทั้งนี้ อาชีพหลักของผู้สาธิตคือ ทำนากับทำไร่อ้อย แต่พอดีไปได้สูตรการทำขนมกงมาจากคนรู้จักในตลาดชื่อว่า "ป้าฉลาก" ซึ่งทำขนมกงทั้งแบบตามสั่งและแบบอาสาช่วยงานมานาน คุณอุบลบอกว่าป้าฉลากคนนี้ทำขนมกงเก่งและอร่อยมาก ที่สำคัญไม่หวงสูตรเสียด้วย จึงทำให้คนที่เคยไปช่วยงานต่างได้เป็นวิชาเอากลับไปทำกินเองบ้างที่บ้านได้

ส่วนผสมของขนมกง ประกอบด้วย น้ำตาลมะพร้าว มะพร้าวทึนทึกของมะพร้าวน้ำหอม ข้าวตอก แป้งข้าวเหนียว น้ำมันพืช น้ำกะทิ เกลือ และ ไข่เป็ด

สังเกตว่าขนมกงสูตรนี้จะไม่ใส่ถั่วเขียวเหมือนกับที่อื่นๆ คุณอุบลบอกว่า เป็นเพราะคนที่นี่ไม่นิยม อีกทั้งถ้าใส่ถั่วเขียว เนื้อขนมจะแข็ง ส่วนที่เลือกมะพร้าวน้ำหอมก็เพื่อให้ได้ความหอม มัน อร่อย

"ถ้าทำกระทะใหญ่จะใช้น้ำตาล ๘ กิโลกรัม เนื้อมะพร้าว ๘ กิโลกรัม ข้าวตอกคั่วแล้วตำป่นพอหยาบ ๑ กิโลกรัม กับแป้งข้าวเหนียวที่เอาไปตั้งกระทะคั่วบนไฟให้พอเหลืองหอมอีก ๒ กิโลกรัม เอามากวนให้เข้ากัน ตอนกวนนี่สำคัญนะต้องคอยดูให้ได้ที่กำลังดี เวลาปั้นจะได้ง่าย ถ้ากวนไม่ได้ที่นี่ ตอนปั้นแทบอยากโยนทิ้ง พอกวนเสร็จแล้วเทใส่ถาดรอให้เย็นก่อนแล้วถึงค่อยเอามาปั้นที่เรียกว่า เป็นกงเป็นกำ เวลาปั้นถ้าจะไม่ให้เนื้อขนมติดมือให้เอาแป้งข้าวเหนียวคั่วบนไฟที่เหลือมาทามือไว้ก่อน"

เวลาปั้นมีเทคนิคเล็กน้อยว่าถ้าจะให้อร่อยต้องปั้นชิ้นใหญ่หน่อย เพื่อที่เวลากินจะได้สัมผัสเนื้อขนมแบบเต็มปากเต็มคำ

หลังจากได้ตัวขนมกงรูปร่างหน้าตาอย่างที่ต้องการแล้ว ใช้ผ้าขาวบางคลุมวางพักไว้ ต่อไปเป็นขั้นตอนการชุบและทอด สูตรคือ ใช้แป้งข้าวเหนียว ๑ กิโลกรัม น้ำกะทิครึ่งกิโลกรัม เหยาะเกลือกับน้ำตาลเพิ่มรสชาติอย่างละหน่อย ใส่ลงในภาชนะผสมเคล้าให้เข้ากัน แล้วหมักแป้งทิ้งไว้ประมาณ ๒-๓ ชั่วโมง และเมื่อพร้อมที่จะทอดให้ตอกไข่เป็ดลงไป ๑ ฟองเพื่อเพิ่มสีสัน

การทอดนี้ก็มีเทคนิคเหมือนกันว่าจะต้องหงายหน้าขนมขึ้นเสมอเพื่อให้เกิด "เกล็ดเพชร เกล็ดพลอย" หรือก็คือส่วนของแป้งชุบที่สุกพองฟูขึ้นมาแล้วมีการตั้งชื่อเรียกให้เพราะ และมีความหมายถึงแต่สิ่งดีๆ ให้สมกับที่เป็นขนมในงานมงคลนั่นเอง

เมื่อทอดขนมเสร็จหมดแล้ว เหลือแป้งชุบอยู่ก้นหม้อนิดหน่อย ผู้สาธิตแนะนำว่า อย่าเพิ่งเอาไปทิ้ง สะบัดลงกระทะทอดเป็นฝอยกรอบๆ เอามาให้เด็กๆ กินเล่น หรือจะกินแกล้มกับส้มตำก็อร่อยเข้ากันดี

แม้จะนิยมว่าเป็นขนมสำหรับวาระพิเศษ แต่ที่บ้านคุณอุบลกลับทำกินอยู่บ่อยๆ เนื่องจากเหล่าสมาชิกรุ่นเยาว์ชอบกันมาก หากว่ามีเครื่องปรุงส่วนผสมอยู่เป็นต้องเรียกตัวให้มาช่วยกันทำขนมกงเป็นประจำ อีกทั้งยังเป็นขนมที่สามารถเก็บเอาไว้ได้นานด้วย แต่ประโยชน์ข้อหลังมักไม่ค่อยมี เพราะว่ากินกันหมดเกลี้ยงไปก่อนทุกที ยิ่งถ้าเพิ่งทอดเสร็จใหม่ๆด้วยแล้ว กลิ่นหอมของขนมกงมักเย้ายวนจนเกินห้ามใจเสมอ

ได้ของหวานสำหรับถวายพระในวันพรุ่งนี้แล้ว คนทำก็แบ่งขนมส่วนหนึ่งให้บรรดากองเชียร์ที่ยืนลุ้นอยู่ข้างเตาได้ลองชิมกันโดยถ้วนหน้า อาจกล่าวได้ว่า นอกจากจะมีความสำคัญในฐานะขนมงานมงคล ขนมโบราณอย่างขนมกงยังเป็นสื่อกลางที่สะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความผูกพัน และความสามัคคีของคนในครอบครัวและในสังคมไทยที่ยังมีอยู่จวบจนถึงปัจจุบันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย