เรื่องสั้นตัวอย่าง ของ เจือ สตะเวทิน

หนังสือคือแสงจันทร์

ชีวิตเหมือนนิยายก็จริงอยู่ แต่ก็รับประกันได้ว่าในชีวิตของคนๆหนึ่ง มี 'เรื่องสั้น' เกิดขึ้นมากมายจนนับไม่ถ้วน บางเรื่องก็แสนจะธรรมดา หลายเรื่องกลายเป็นเรื่องสั้นประทับใจ และเหลือเชื่อ ทุกๆรสเหล่านี้เกิดขึ้นจบลง ติดต่อ คาบเกี่ยวกันไปตลอดชีวิต

เรื่องสั้นตัวอย่าง ของ เจือ สตะเวทิน พิมพ์รวมเล่มมานเนิ่นนานแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยองคืการค้าคุรุสภา จำนวนพิมพ์ ๒,๐๐๐ เล่ม ไม่ต่างจากจำนวนหนังสือที่พิมพ์ในปัจจุบัน ต่างกันเพียงหนังสือวันนี้ที่ตีพิมพ์สู่ท้องตลาดในแต่ละสัปดาห์มีจำนวนมากมายหลายร้อยปก อย่างไรก็ตามวรรณกรรมยังขายได้ในจำนวนไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น

เรื่องสั้นตัวอย่าง รวบรวมเรื่องสั้น ๑๘ เรื่อง มีความโดดเด่นในด้านต่างๆจากนักเขียนมากฝีมือของหลายประเทศ เช่น อินเดีย อังกฤษ อเมริกา จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า เหล่านี้ล้วนเขียนขึ้นโดยนักเขียนเรืองนาม เช่น รพินทรนาถ ลิน ยู่ถัง โอ เฮนรี่ เฮมมิ่งเวย์ เลีย มอนต์ เอดการ์ อแลน โป

ฉันชอบหนังสือเล่มนี้เพราะเรื่องสั้นทุกเรื่อง ที่อาจารย์เจือ สตะเวทิน เลือกมาให้อ่านนั้นมากรส จุดความคิด สังคมมนุษย์เต็มไปด้วยเรื่องราวนับไม่ถ้วน แต่จะเขียนอย่างไรให้เรื่องนั้นโดดเด่นปักตรึงใจเมื่ออ่านบรรทัดสุดท้ายจบ รู้ แม้จะรู้สึกไม่ชอบใจคนเขียนก็ตาม

เรื่อง เตรื๋อง ของนักเขียนชาวเวียดนาม คือเรื่องสั้นลำดับแรกของหนังสือ การเขียนไม่มีอะไรซับซ้อน งูเย็นซอง เล่าเรื่องของครอบครัวหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสงคราม เนื่องจากสามีต้องไปเป็นทหารปกป้องรักษาชาติบ้านเมือง

"เรา (ญวน) กำลังทำสงครามกับประเทศจีน ดูเหมือนว่าสงครามป้องกันชาติ ที่ทำกันสืบเนื่องมานับเป็นศตวรรษทีเดียว"

"ชายฉกรรจ์ทั้งปวงไปสู่สมรภูมิ เสียงเพลงวีรชัยดังสนั่น ต่างพากันยินดีปรีดาที่มีโอกาสรับใช้ประเทศชาติ แต่มีเสียงค่อนข้างเศร้าอยู่ด้วย ที่ต้องจากครอบครัวลูกเมียซึ่งเป็นที่รักที่เสน่หาอาลัยอย่างยิ่ง"

สงครามคือการพรากลา และชีวิตอาจสูญลับ เตรื่องผู้เป็นสามีก็ต้องทิ้งเมียซึ่งกำลังตั้งครรภ์ไปอยู่ค่ายทหารแสนไกล แล้วเวลาก็ไหลไม่รอใคร สามปีผ่านไปมีแต่ความสิ้นหวัง สามีของเธอยังไม่กลับมา ลูกน้อยโตขึ้นและช่างพูด งูเย็นซองทำให้อารมณ์ผู้อ่านโศกอาลัยโหยหายิ่งขึ้นด้วยการบทกลอนรำพันความคิดถึงที่ภรรยามีต่อสามี

คนเป็นแม่จะทำอย่างไร เมื่อลูกร้องถามถึงพ่อที่จากไกล และไม่เคยเห็นหน้า ค่ำคืนหนึ่งหลังจากจุดตะเกียง เห็นเงาฉายไปที่ฝาบ้าน เธอก็คิดอุบายออก ชี้ให้ลูกชายตัวน้อยดูเงาเคลื่อนไหววูบวาบ แล้วก็บอกว่า "ลูกรัก พ่อมาแล้ววันนี้ ดูซิ"

คืนต่อๆมา เด็กน้อยมีความสุขกับ เงาของพ่อ บนฝาบ้าน ผู้เป็นแม่มีความสุขไปกับลูกด้วย และยังคงเศร้าโศกตรอมตรมถึงสามีที่ห่างไกล

"เพราะความรักนี้เหมือนกับเงาของเธอนั่นแหละ ไม่เคยเสื่อมคลาย ไม่เคยให้เธอมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ เธอไม่เอาใจใส่ต่อการแต่งตัว ไม่หิว เธอนอนไม่หลับ น้ำหนักตัวของเธอลดลงอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว"

เรื่องจะจบลงอย่างไรให้สะเทือนใจผู้อ่าน ถ้าอ่านจบแล้วผ่านเลย...เรื่องสั้นก็จะสั้นจริงๆ คือถูกลบออกไปจากความจำคนอ่านในเวลาอันสั้น นึกไม่ถึงว่าคนแต่งจะจบเรื่องอย่างเหนือความคาดหมาย ในที่สุดเมื่อเตรื๋องได้กลับมาบ้าน เช้าวันนั้นลูกชายไม่ยอมเชื่อว่าเขาคือพ่อ แต่กลับพูดถึงพ่อที่มาหาในตอนกลางคืน เตรื๋องคิดเองตอบเองในทันทีว่าภรรยามีชู้รัก

ฉันจะไม่เล่าตอนจบ จะบอกเพียงว่า ทำให้ฉันวางหนังสือลง โศกใจ หงุดหงิดกับชะตาชีวิตของผู้หญิงที่เป็นแม่ เลี้ยงดูลูก และซื่อสัตย์ ไปสองสามวันอย่างเลี่ยงไม่ได้

อีกเรื่องชื่อ โสมะ ชะตากรรมของเธอก็ไม่แตกต่างจากผู้หญิงคนแรกในเรื่อง เตรื๋อง เท่าใดนัก

โสมะ แต่งโดย คุณะทัส อมรเสกแกร์ แห่งลังกา

"ข้าพเจ้าติดตามเธอไป รัศมีพระจันทร์สาดไปทางกิ่งตะแบก และอาบโสมะกับข้าพเจ้าอย่างเต็มที่ เราอยู่ด้วยกันตามลำพังบนระเบียง ประตูห้องของปิยทัสปิดเงียบอยู่ โสมะเงียบและนิ่งประหนึ่งหิน ข้าพเจ้าเห็นหน้าเธอผ่องอยู่ในแสงจันทร์ อาการแสดงออกของดวงหน้านั้นประหลาด

แทบจะทำให้ข้าพเจ้าตกใจ

"ข้าพเจ้านั่งเงียบๆ อยู่บนเก้าอี้ที่ปลายสุดของระเบียง ไม่อาจมองตาเธอได้อีกต่อไป ใจของข้าพเจ้าหู่วูบลงเพราะอารมณ์อันขัดแย้งกันและความอ่อนแอซึ่งไม่เคยมีก็ทำให้ข้าพเจ้ากำลังหย่อนไปหมด เธอเดินอย่างเชื่องช้าเข้ามาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองดูเธอย่างเข้ามาใกล้เหมือนในฝัน"

โสมะ ชะตากรรมของเพศหญิง แต่งงานกับสามีที่ไม่เอาใจใส่ดูแลภรรยา ทำเหมือนว่าผู้หญิงเป็นสิ่งของไม่มีหัวใจ เมื่อมีลูก ลูกก็มาตายจากไปตั้งแจ่อายุยังน้อยนิด เมื่อได้พบกับเพื่อนสนิทของสามี ด้วยความใกล้ชิด เธอจึงรักเขา ความผิดหวังในชีวิตแต่งงาน ความขมขื่นของแม่ที่ลูกตาย หรือ เพราะเพศหญิงที่ถูกกำหนดจำกัดโดยประเพณี ทำให้โสมะ ตัดสินใจฆ่าตัวตาย ก่อนตัดสินใจทำลายตนเอง โสมะเขียนจดหมายไว้ว่า

"ดิฉันสงสัยว่า ผู้ชายที่มีอุปนิสัยเหมือนเขานี้ จะเคยเข้าใจความรู้สึกแท้จากหัวใจผู้หญิงหรือไม่ คุณก็เช่นกันคงจะเข้าใจข้อนี้จากความประพฤติของเขา ถึงกระนั้นก็ตาม เราก็มาอยู่ด้วยกันด้วยความราบรื่น แต่ดิฉันจะละเลยไม่กล่าวถึงสิ่งหนึ่งเสียมิได้ เมื่อพิจารณาถึงถึงอดีตและมองอดีตอย่างว่างเปล่าแล้ว ดิฉันไม่อาจกล่าวได้ว่าดิฉันเป็นสุข แต่ดิฉันไม่เคยทราบว่าเคยถูกปฏิเสธอย่างใด ตลอดเวลาไม่เคยมีความสุขอันสมบูรณ์เท่าที่ดิฉันหวังจะได้จากชีวิตแต่งงาน

"ความคิดทำลายซึ่งเกาะกินดิฉันอย่างมั่นคงเกิดเด็กเกิดนั้นแสดงอาการโจ่งแจ้งยิ่งขึ้นทุกที ดิฉันรู้สึกด้วยว่า ดิฉันกำลังไม่มีความกลัว และความละอายเพราะความทุกข์ที่เกาะกินอยู่ทุกเมื่อ

เชื่อวัน ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ต่อชีวิตและการแต่งงานดูเหมือนว่าสูญสลายไปหมดสิ้น"

เรื่องของผู้หญิงอีกเรื่องหนึ่งชื่อ พรหมจรรย์ เขียนโดย ลิน ยู่ถัง เป็นเรื่องของผู้หญิงสามรุ่น หญิงหม้ายสองคน แม่สามีอายุ 60 กับลูกสะใภ้อายุ 35 และหลานอายุ 19 หญิงหม้ายทั้งสองครองตัวเป็นโสดมายาวนาน กระทั่งจักรพรรดิกำลังจะประทานซุ้มพรหมจรรย์ให้

มี่ฮั่วซึ่งเป็นลูกสาวกำลังมีความรักกับนายร้อยหนุ่มซึ่งมาอาศัยอยู่ที่บ้าน เมื่อลูกสาวมีความรักเด็กสาวซึ่งเชื่อมั่นในรัก พูดกับแม่ของเธอว่า

"ลูกเป็นสาวและจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองเน่าอยู่ในชีวิตที่ไร้รักในบ้านนี้ ส่วนคุณแม่เล่า คุณแม่ขา ลูกไม่เห็นอะไรเลยในชีวิตว่างเปล่าที่คุณแม่เรียกว่าความเป็นหม้ายอันทรงคุณงามความดี"

"นางเวนสลดใจอย่างยิ่งและร้องเสียงดังอย่างน่าสงสาร เป็นของแปลกว่าประโยคก็ดี วลีก็ดี หรือถ้อยคำก็ดี หลายครั้งหลายคราจะทำให้เธอสะเทือนใจได้อย่างไร ทุกข์ทรมานทั้งหลายแหล่ที่เธอทนอยู่และไม่อาจปริปากบอกใครได้เป็นเวลาตั้ง ๑๙ ปีนั้น บัดนี้ได้ปรากฏออกมาในน้ำตาอันขมขื่น อะไรเสียอีกเล่าที่เธอมิได้ทนทุกข์มา บัดนี้บุตรสาวของเธอเองกำลังหัวเราะเยาะและเย้ยหยันความเสียสละและความไม่เห็นแก่ตัวตลอดเวลานานปีของเธอ"

"ค่าของคุณสมบัติเหล่านี้ เธอทราบคนเดียวเท่านั้น จำเดิมแต่นางเวนเป็นเด็กเป็นเล็กมาเธอไม่เคยได้ยินใครถามถึงคุณงามความดีของพรหมจรรย์หรือความสมบูรณ์แห่งอุดมคติของเธอเลย มันก็เสมือนไปตั้งคำถามกับพระอาทิตย์นั่นแหละ"

ตลอดเวลา 19 ปี กรอบเกียรติยศ และประเพณีที่แม่หม้ายยังสาวกักขังตัวเองไว้ ถูกเปิดออกด้วยความพูดของบุตรสาว กรอบประเพณีที่เคยทำให้เธอผลักไสความต้องการตามธรรมชาติ

ความสุขของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการความรัก การดูแลเอาใจใส่ ซุ้มพรหมจรรย์ ประกาศเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูลและตนเองในฐานะหญิงหม้ายผู้ครองตัวมาอย่างมีเกียรติ ชีวิตมีเลือดเนื้อมีลมหายใจ ซุ้มประตูพรหมจรรย์ทำให้มีความสุขจริงหรือ หรือว่าซุ้มเกียรติยศของการครองตนเป็นหม้ายมายาวนาน เป็นเพียงความภาคภูมิใจแล้งๆ

ก่อนหน้าได้รับพระราชทานซุ้มพรหมจรรย์เพียงหนึ่งวัน หม้ายสาวตัดสินใจมอบตัวให้เป็นภรรยาของ ตาจาง คนรับใช้ซื่อสัตย์ของครอบครัว แม้จะถูกญาติพี่น้องตำหนิติเตียน แต่ใครจะกล้าว่าร้ายหรือโกรธเคืองความต้องการของนางเวนได้ คุณปู่ซึ่งผ่านเห็นโลกมามาก ท่านรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไรผิดถูก จึงพูดออกมาในตอนจบเรื่องว่า "ท่านไม่สามารถจะบอกได้ดอก ถึงเรื่องของผู้หญิงน่ะ"

โลกหมุนไป...ความสิ้นหวังของผู้หญิงทั้งสามเรื่องของนักเขียนตะวันออก ทอดสายตากลับมามองผู้หญิงของศตวรรษนี้ ฉันเห็นว่ายังไม่แตกต่าง หรือไกลจากความคาดหวังของสังคมที่กดทับเพศหญิง แม้แต่ผู้หญิงด้วยกันเราก็ยังหลงทาง ยิ่งโลกก้าวไกล เรื่องของผู้หญิงกลับถูกทำให้บิดเบือนโดยตัวเธอเองและโดยสังคมโลก....

เรื่องรักของนายหน้า ของ โอ เฮนรี่ อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ แม้จะดูเหมือนเรื่องตลกขำๆ น่ารัก ฉันคิดว่า นี่เป็นการเริ่มต้นที่นักเขียนแสดงให้เห็นถึงความวุ่นวายของโลกอุตสาห- กรรม โลกที่เขย่าความอยากของมนุษย์ให้มีมากยิ่งขึ้น

โอ เฮนรี่ เจ้าของฉายาเรื่องสั้นหักมุม เรื่องของเขามักจบลงด้วยความประหลาดใจเป็นที่สุด

"ผู้ใดไม่ไดเห็นภาพนายหน้าชาวแมนฮัตตันในขณะที่กำลังอยู่กับธุรกิจ ผู้นั้นบกพร่องในการบรรยายเรื่องมนุษยวิทยาตอนหนึ่งทีเดียว นักกวีบรรยายถึงชั่วโมงอันหมกมุ่นอยู่กับงานของชีวิตอันรุ่งโรจน์ แต่ชั่วโมงขอนายหน้านั้นไม่เพียงแต่หมกมุ่นวุ่นวาย แต่นาทีและวินาทีของเขาวุ่นอยู่กับการคิดบรรจุของทั้งที่เบื้องหน้าและเบื้องหลัง"

ในวันที่ดูเหหมือนจะยุ่งวุ่นวายมากขึ้นไปอีก นายแม๊คสเวลล์ ถูกจับให้หมุนด้วยการงาน ทั้งงานเอกสารและที่เข้ามาในสำนักงาน เสียงโทรศัพท์และผู้คนที่เดินเข้าๆออกๆในบริษัท มีพนักงานชวเลขคนใหม่เข้ามา เพราะเมื่อวานนี้เขาตัดสินใจให้พนักงานชวเลขสาวสวยลาออก

แต่เมื่อมีพนักงานคนใหม่มาตามความต้องการ เขาก็ปฏิเสธที่จะรับอย่างไม่ไยดี กระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวัน

"ทันใดก็มีกลิ่นดอกลีแลกอันหอมหวาน โชยเข้ามาทางหน้าต่าง ยังให้นายหน้าแม็ค -สเวลล์ตะลึงตรึงใจครู่หนึ่ง กลิ่นนี้เป็นกลิ่นของนางเลสลี่ กลิ่นของเธอและเธอผู้เดียวเท่านั้น กลิ่นนั้นได้นำเธอมาอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างแจ่มชัด แทบไม่ต้องพิศวง ในทันใดนั้นโลกแห่งการเงินได้อ่อนเปลี้ยเสียกำลังยอมจำนนแก่จุดอำนาจอันหนึ่ง เธออยู่เพียงห้องต่อไป - ไกลเพียง ๒๐ ก้าวเท่านั้น"

ใกล้เพียงนี้เอง นายแม็คส์เวลล์ย่างเท้าสู่อำนาจนั้น เพื่อขอความรักจากเธอ เขายังรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมถึงไม่พูดเสียก่อนหน้านี้ ด้วยความร้อนใจเขาพูดจาเร็วรี่ รวบรัดเพื่อขอให้

พนักงานสาวตอบรับและแต่งงานกับเขา

"นักชวเลขทำท่าประหลาดใจมาก ทีแรกดูเหมือนเธองงด้วยความประหลาดใจ แล้วต่อมาหยดน้ำตาได้ไหลจากดวงตาอย่างเลื่อนลอย และแล้วยิ้มออกอย่างสดใสทั้งน้ำตา มือหนึ่งโอบคอนายหน้าแม๊คสเวลล์อย่างละมุนละม่อม"

"ดิฉันทราบแล้วค่ะ เธอกล่าวแผ่วเบา เจ้าธุรกิจเหล่านี้เองที่ทำให้คุณลืมอะไรๆเสียหมดเลย ทีแรกตกใจเสียแย่ จำไม่ได้หรือคะ ฮาเวย์ ? ก็เราได้แต่งงานกันแล้วเย็นวานนี้เวลา 2 ทุ่ม ที่โบสถ์เล็กๆมุมนี้เองค่ะ"

เรื่องสั้นของ โอ เฮนรี่ จบลงความประหลาดใจ เสียดสีสังคมเล็กน้อย แม้อำนาจของความรักครอบคลุมโลกไม่ทั่วถึงพร้อมๆกันทุกขณะ แต่มนุษย์ต้องขอบคุณความรักจากก้นบึ้งของหัวใจ เพราะในยามยาก ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายใดๆ รักจะทรงพลัง และส่องทางเพื่อให้ก้าวเดินต่อไป

เรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะเขียนถึงคือเรื่อง อุทยานสโมสร เขียนโดย แคธรีน แมนสฟิลส์ นักเขียนหญิงชาวอังกฤษ เจือ สตะเวทิน เขียนอธิบายถึงเรื่องสั้นนี้ว่า

"แคธรีน แมนสฟิลด์ เขียนเรื่องอุทยานสโมสรด้วยเทคนิคที่เธอถนัด คือการเขียนเรื่องโดยไม่มุ่งเอาโครงเรื่องเป็นสำคัญ แต่มุ่งที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดอย่างละเอียดประณีตตามแบบผู้หญิง เธอมีชื่อเพราะชื่อนี้ ตลอดเรื่องผู้อ่านจะสังเกตเห็นความกระจุ๋มกระจิ๋มและหยุมหยิมของ

ลอร่า ผู้เป็นคนคิดเก่ง"

ที่บ้านของลอร่ากำลังจะจัดงานเลี้ยง เด็กสาวมีความสุขในการเตรียมจัดงาน เวลาต่อมาทราบข่าวคนขับรถเสียชีวิต เธอรู้สึกผิดที่งานรื่นเริงยังจะจัดขึ้น ในขณะที่คนขับรถผู้ยากจนตายจากไป ทอดทิ้งภรรยากับลูกวัยกินนอนไว้ 5 คน ลอร่าพยายามโน้มน้าวแม่และพี่ๆให้หยุดงานเลี้ยง แต่ไม่มีใครเห็นด้วย และงานเลี้ยงก็ดำเนินไปอย่างที่จะเป็น เธอเองก็มีความสุข

มองอีกมุมหนึ่ง ความตาย เป็นเรื่องปกติ การจัดงานเลี้ยงก็เป็นเรื่องธรรมดา ความตายเกิดขึ้นกับ คนร่ำรวย ความยากจน โลกขัดแย้ง คนปวดร้าว ความแตกต่างเป็นสิ่งธรรมดา แต่จะทำอย่างไรให้ความแตกต่างนั้นอยู่บนพื้นฐานของการกินดีอยู่ดี ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ

วรรณกรรมดีๆจะต้องเปิดประตูหัวใจมนุษย์ให้คิดถึงผู้อื่น ทั้งช่วยลดทอนความปวดร้าวที่มนุษย์กระทำต่อมนุษย์ให้จางลง

ทั้งช่วยสร้างประสบการณ์รอบด้านที่ชีวิตควรจะได้พบเห็น รู้สึกและเข้าใจ เชื่อมรอยร้าว

และใส่ใจความรู้สึก เพื่อสรรสร้างสังคมให้ดีงามซึ่งจำเป็นที่สุดในเวลานี้.....