จาก สตีฟ จ๊อบ ถึง โอมจงเงย

สภาพสุข...สุขภาพ
ช่างภาพ: 

“สวัสดีครับ เราเคยรู้จักกันหรือเปล่า ท่าทางคุ้นๆ แค่ผมมองคุณยังไม่ค่อยชัด เงยหน้าสักนิดให้ผมมีสิทธิ์ได้รู้จัก อยากมองยิ่งนัก สักวินาทีอยากเห็นหน้า แต่แล้วเธอก็ไม่มอง แล้วเธอก็ไม่มา ก้มหน้าก้มตาละเลงนิ้วมือลงบนเครื่องนั้น ยิ้มหัวเราะคนเดียว ไม่เหลียวข้างหน้าข้างหลัง ต้องจบลงที่ฉัน พนมนิ้วมือท่องคาถา

โอมจงเงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เงยขึ้นมา เออเออเอิง เงยขึ้นมามองตาฉันสักหน่อย

โอว์ เพราะฉันเฝ้าคอย กลัวหลุดลอย พารานอย นอย นอย นอย น้อย นอย นอย นอย รักจะเกิดขึ้นมันต้องมองตา ไม่ใช่มองจอ...”

แม้ สตีฟ จ๊อบ จะไม่เคยได้ฟังเพลงนี้ เพราะลาโลกไปเสียก่อน แต่ผลงานที่เขาฝากไว้ นับเป็น Masterpiece ที่เปลี่ยนโลก และที่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี เพลง ภาพยนตร์ เกม สิ่งพิมพ์ และการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็น iPod (2001) iTunes Store (2003) iPhone (2007) และ iPad (2009)

iPad และ iPhone จัดเป็นนวัตกรรมสำคัญอีกชิ้นที่สั่นสะเทือนวงการครั้งใหญ่ ทำให้การอ่านหนังสือ ดูแม็กกาซีน เล่นเกม โชว์ภาพถ่าย ชมภาพยนตร์ สะดวกสบาย มีสไตล์ และถูกใจผู้บริโภคทุกวัยอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงจากการใช้ iPad และ iPhone ที่ผู้ใช้ต้องก้มหัวศิโรราบให้กับบรรดาเกมส์ทั้งหลายที่ประดังเข้ามาให้เล่นอย่างสนุกสนาน หรือบรรดา Social media app ต่างๆ จนหยุดเล่นไม่ค่อยได้ ทำให้ปวดคอ และร้ายที่สุดอาจมีผลต่อหมอนรองกระดูกคอในอนาคต

มีทีมวิจัยจาก Harvard School of Public Health ทำการวิเคราะห์ท่าทางในการใช้แท็บเล็ต ทั้ง iPad และ Xoom (ค่าย Motorola) ผลจากการใช้ระบบวิเคราะห์การเคลื่อนไหวกับคลิปวิดีโอที่บันทึกพฤติกรรมการใช้ของอาสาสมัคร

มีการใช้ท่าทาง ๔ รูปแบบได้แก่

๑. การใช้แท็บเล็ตที่ไม่มีเคส และใช้มือข้างหนึ่งถือมันวางไว้บนตัก ในขณะที่อีกมือหนึ่งใช้สัมผัสหน้าจอ เพื่อใช้งาน

๒. การวางแท็บเล็ตที่มาพร้อมกับเคสของมัน แล้ววางไว้บนตัก โดยผู้ทดสอบจะใช้งานพร้อมกันสองมือในการสัมผัสหน้าจอ

๓. วางแท็บเล็ตพร้อมเคสบนโต๊ะ โดยหน้าจอจะถูกยกขึ้นด้วยมุมแคบๆ และอาสาสมัครใช้สองมือในการใช้งาน

๔. การวางแท็บเล็ตที่ใส่เคสเรียบร้อยวางไว้บนโต๊ะ โดยตัวเครื่องจะถูกยกให้มุมที่สูงขึ้นจนสามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัด ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเลยกับหน้าจอ แค่นั่งดูหนัง หรือรายการต่างๆเท่านั้น

ผลการวิจัยพบว่า มุมก้มของศีรษะที่ทำกับคอของอาสาสมัครในการใช้งานแท็บเล็ตทั้ง ๔ ท่าทางนี้จะแตกต่างกัน โดยท่าทาง ๓ แบบแรกทำให้เกิดมุมก้มคอที่มากที่สุด ส่วนแบบสุดท้ายที่ตัวเครื่องจะถูกยกให้มุมที่สูงขึ้นบนโต๊ะ จะทำให้ท่าทางที่เป็นธรรมชาติที่สุด (ไม่ต้องก้มคอมากเกินไป)

ดังนั้น เราจึงควรวางแท็บเล็ตบนโต๊ะมากกว่าบนตัก เพื่อหลีกเลี่ยงการก้มคอที่ต่ำเกินไป และใช้เคสที่สามารถยกหน้าจอด้วยมุมได้ชันมาก ทำให้คอก้มไม่เกิน ๔๕ องศาตามหลักการวิทยาศาสตร์

แต่ผมว่า ที่สำคัญกว่าคือ การรู้จักใช้อย่างเหมาะสมทั้งระยะเวลาการใช้ และกาลเทศะในการใช้ อย่าให้ไอ้กระดานชนวนมหัศจรรย์นี้ มาพรากความเป็นมนุษย์ที่ต้องสื่อสารกันด้วยสายตาและลมปากเลย...สาธุ