ในหลวง...ทรงครองหัวใจคนไทยทั้งชาติ

anything...สิ่งสารพัน

 

"ข้าพเจ้าทำสิ่งต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ แต่หน้าที่ของข้าพเจ้าไม่ใช่หน้าที่ของกษัตริย์ มันยากที่จะอธิบาย ข้าพเจ้าเพียงแค่ทำสิ่งต่างๆที่ข้าพเจ้าคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ข้าพเจ้าแค่รู้ว่า ข้าพเจ้าต้องทำอะไร แล้วลงมือทำ ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไรบ้าง แต่รู้ว่า มันจะต้องมีประโยชน์ต่อประเทศชาติ"

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา 

พระราชดำรัสข้างต้นปรากฏอยู่ในหน้าหนึ่งของหนังสือ "การทรงงานของพ่อในความทรงจำ" เล่มที่ ๒ โดย ปราโมทย์ ไม้กลัด จัดทำเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความทรงจำ ความประทับใจในพระราชดำริและการทรงงานในรูปแบบต่างๆ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนมาก่อน หนังสือทรงคุณค่าเล่มนี้ ผู้เขียนได้รับมอบจากผู้ใหญ่ที่เคารพ ปัจจุปันเป็นหนังสือหายากแล้ว จึงต้องเก็บรักษาในตู้สมุดไว้อย่างดี เมื่อนำออกมาอ่านซ้ำๆทีไร ก็ยังทำให้ยิ้มกว้าง รู้สึกปลาบปลื้มปีติและประทับใจ อีกทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ในหลวงทรงมีต่อประชาชนชาวไทยทุกครั้งไป

หากคุณเคยประทับใจไปกับภาพพระราชกรณียกิจการเสด็จฯไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ต่างๆของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย่อมคุ้นตากับชายใส่แว่นทรงสี่เหลี่ยม รูปร่างสันทัด สวมชุดข้าราชการ ที่มักปรากฏตัวอยู่ไม่ห่างจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขาคือ "นายช่างปราโมทย์" หรือ อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตนักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ด้านวิศวกรรมชลประทาน ผู้ตามเสด็จและถวายคำปรึกษาด้านงานชลประทานแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมากว่า ๓๐ ปี ปัจจุบันในวัย ๗๑ ปี อาจารย์ปราโมทย์ยังคงทำงานเป็นกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา กรรมการมูลนิธิอานันทมหิดล แผนกเกษตรศาสตร์และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ บทสัมภาษณ์ต่อจากนี้บางส่วนได้ถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจที่น้อยคนจะมีโอกาสรับรู้...

"ต้องเรียนรู้ธรรมชาติ...ให้เป็นครูสอนเรา" พระราชดำรัสของในหลวงซึ่งเป็นหลักการทรงงาน
อาจารย์ปราโมทย์เขียนต่อไว้อีกว่า...การแก้ไขปัญหาภัยธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำฝน น้ำมาก น้ำล้น น้ำเสีย น้ำแล้ง ดินเสื่อมโทรม ดินโคลนถล่ม พายุกระหน่ำ ฯลฯ ภัยธรรมชาติดังกล่าวเราไม่สามารถไปห้ามไม่ให้เกิดได้ แต่เราสามารถลดความสูญเสีย ลดความเสียหายได้ด้วยการศึกษาให้เข้าใจภัยในลักษณะต่างๆ เมื่อรู้จักกับมันก็จะอยู่กับมันได้ ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์เกิดอุทกภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในจังหวัดปทุมธานี น้ำท่วมสวนส้มย่านรังสิตสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรนับแสนไร่ ทรงเป็นห่วงอย่างมากและได้มีพระราชดำรัสหาทางแก้ไขกับผู้เกี่ยวข้อง พระองค์มีพระราชดำรัสไว้เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๓ มีอยู่ประโยคตอนช่วงท้าย พระองค์ตรัสว่า

"ไม่มีใครต้องการให้ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นหรอก แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว จึงต้องเรียนรู้เพื่อใช้เป็นครูสอนเรา"
เขื่อนจะพัง น้ำจะท่วม น้ำล้นตลิ่ง ต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ยุทธศาสตร์อะไรแก้ไขและเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อไหร่ จะทำอย่างไร จะอยู่อย่างไรให้สอดคล้องกับภัยนั้นๆ บางสถานการณ์สู้ได้ รับมือได้ บางสถานการณ์ต้องอพยพ ต้องหลบ ต้องหลีก ต้องเอาตัวรอด อย่าง สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ต้องเจอกับน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี

คนที่อยู่บนดอยอยู่ที่แห้งแล้ง หรืออยู่ท่ามกลางภัยธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นช่วงๆเป็นประจำทุกปีต้องเรียนรู้แล้วอยู่กับธรรมชาติให้ได้ เมื่อเจอกับสถานการณ์นั้นๆ ควรทำมาหากินอะไร ควรหลีกเลี่ยงอย่างไร รัฐจะเข้าไปให้ความช่วยเหลืออย่างไร ชีวิตก็จะผ่านวิกฤติไปได้ด้วยดี

ทุกๆบทความในหนังสือ "การทรงงานของพ่อในความทรงจำ" ที่อาจารย์ปราโมทย์ได้ถ่ายทอดออกมาให้คนทั่วไปได้ทราบและได้เห็นภาพการทรงงานเพื่อประชาชนว่า...พระองค์ท่านลำบากเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน หนังสือเล่มนี้จึงเป็นหนังสือที่คนไทยควรอ่านเพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างคุณงามความดีเพื่อพ่อและแผ่นดินของเรา
ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวิกฤติภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนว่ากำลังจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ผลจากอิทธิพลเอลนีโญและผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ปริมาณฝนที่ตกเหนือเขื่อนน้อยเต็มที กรมชลประทานได้ประกาศขอร้องให้ชาวนางดปลูกข้าวนาปรังรอบที่ ๒ แล้ว ซึ่งการขอร้องของกรมชลประทานก็ยังไม่ได้ผล ชาวนายังคงเดินหน้าปลูกข้าวนาปรังกันต่อไป ส่วนปริมาณต้นทุนในอ่างเก็บน้ำหลักๆของประเทศก็มีปริมาณเหลือน้อยเต็มที ประกอบกับปัญหาน้ำทะเลหนุนที่ต้องการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำมากขึ้นเพื่อเจือจางความเค็มอีก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ดูจะใหญ่หลวงยิ่งนัก

สัญญาณอันตรายที่ได้เตือนมาอย่างต่อเนื่อง ต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคนไทยทุกๆคนยังไม่ตระหนัก หรือยังไม่ให้ความร่วมมือ หรือช่วยกันประหยัดทั้งน้ำกินน้ำใช้อย่างยิ่งยวดแล้ว เราก็อาจจะลำบากกันในภายภาคหน้าได้