ประติมากรรมแห่งศรัทธาองค์ราชันย์

สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

ขณะที่กำลังสร้างสรรค์ผลงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความตั้งใจอย่างที่สุด อัษฎายุธ อยู่เย็น ประติมากรปฏิบัติการ แห่งสำนักช่างสิบหมู่ และกลุ่มงานประติมากรรม กรมศิลปากร ก็ได้ใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์ผลงานส่วนตัวที่สะท้อนถึงความเทิดทูนและศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างสุดหัวใจไปพร้อมกันด้วย

อ๊อบ-อัษฎายุธ มีความชื่นชอบในวิชาศิลปะมาตั้งแต่เด็ก หลังจบการศึกษาจากคณะวิจิตรศิลป์ สาขาประติมากรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สอบเข้ารับราชการที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร โดยเขาถือเป็นประติมากรรมที่มีอายุน้อยที่สุดในหน่วยงานระดับชาติแห่งนี้ แต่ฝีมือในเชิงช่างไม่เป็นรองใคร ด้วยผลงานที่มีปรากฏออกสู่สายตาสาธารณชนแล้ว ทั้งการออกแบบรูปปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ อุทยานราชภักดิ์ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และการเป็นหนึ่งในทีมประติมากรปั้นช้างเผือกที่มีลักษณะถูกต้องตามคชลักษณ์เพื่อนำไปจัดแสดงในโรงช้างต้น พระราชวังสวนจิตรลดา

"ผมรับราชการมา ๗ ปีแล้ว ปัจจุบันเป็นประติมากรปฏิบัติการ มีหน้าที่ออกแบบรูปปั้นพระมหากษัตริย์ บุคคลสำคัญ หรืองานปั้นสำคัญอื่นๆ ตามที่ได้มีการมอบหมายให้กรมศิลปากรเป็นผู้รับผิดชอบ เช่น โครงการปั้นช้างเผือก ซึ่งเกิดจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงต้องการให้ประชาชนได้เห็นว่าช้างเผือกที่มีลักษณะถูกต้องตามคชลักษณ์เป็นอย่างไร เราก็ต้องเริ่มจากการเดินทางไปศึกษาดูช้างเผือกในรัชกาลที่ ๙ อย่างละเอียดทุกช้าง ทั้งที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยที่ลำปาง ซึ่งดูแลช้างเผือกที่เป็นช้างพลาย และที่สกลนคร ซึ่งดูแลช้างเผือกที่เป็นช้างพัง เพราะว่าเขาจะเลี้ยงแยกกัน แล้วถึงค่อยเอาลักษณะที่ดีของแต่ละช้างมารวมกันให้เป็นรูปปั้นช้างเผือกหนึ่งช้าง แต่ว่าหลังจากนำไปติดตั้งแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯมาทอดพระเนตรและมีพระราชวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า คชลักษณ์ที่สำคัญอีกประการของช้างเผือกก็คือ ขนต้องเป็นสีขาว และหนึ่งรูขุมขนจะต้องมีขน ๒-๓ เส้น ทำให้ต้องมีการขนรูปปั้นกลับมาปลูกขนเพิ่มเติม ระหว่างนั้นผมก็มาปั้นลิงเผือกกับกาเผือกเพิ่มด้วย เพราะมีตำนานเล่าว่าพระมหากษัตริย์ก่อนที่จะพบช้างเผือกจะต้องพบลิงเผือกกับกาเผือกก่อน กษัตริย์พระองค์ใดที่มีสัตว์ทั้ง ๓ ชนิดนี้ไว้ในครอบครอง จะเป็นกษัตริย์ที่มีบุญญาธิการสูงส่งมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีครบทั้งหมดเลย เราจึงได้ทำจำลองขึ้นมาไว้ในโรงช้างต้นเช่นกัน งานนี้ใช้เวลาทำ ๒-๓ ปี รู้สึกภูมิใจนะครับ เพราะว่าเราเพิ่งเรียนจบและได้บรรจุมาไม่นานก็มาได้ทำงานแรกนี้ แล้วมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯในหลวงด้วย ถือเป็นบุญในชีวิตการทำงานมากๆ ชีวิตนี้ผมคงไม่ไปไหน จะอยู่เป็นข้ารับใช้ไปตลอด"

อ๊อบเล่าถึงการทำงานอย่างมีความสุขและมีเป้าหมายมุ่งมั่น ทว่านอกเหนือจากงานในหน้าที่แล้ว ย้อนกลับไปเมื่อ ๖ ปีก่อน หรือก็คือช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่เริ่มต้นชีวิตการทำงานนั่นเองที่เขาได้ใช้เวลาว่างทำอีกงานหนึ่งซึ่งมีรูปแบบไม่แตกต่างจากสิ่งที่ทำอยู่เป็นประจำเลย แต่ว่ามีจุดประสงค์ชัดเจนเพียงประการเดียวนั่นก็คือ การตั้งใจจะปั้นแต่รูปปั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระอิริยาบถต่างๆ เก็บสะสมเอาไว้ อ๊อบบอกว่าจุดเริ่มต้นของความคิดนี้ที่มีมาจาก "ความฝัน"

"ตอนมาทำงานที่นี่แรกๆ ผมฝันถึงในหลวง เห็นพระองค์ประทับยืน สวมฉลองพระองค์สูท ถือธารพระกรแล้วก็โบกพระหัตถ์เรียกผม พอเดินเข้าไปหาทรงยื่นนมถั่วเหลืองให้กล่องหนึ่ง เสียบหลอดไว้ ๒ อัน แล้วมีรับสั่งว่า 'อยากได้อะไรให้ทำเอา' พอตื่นมา ผมเกิดความสงสัยมาก เพราะว่าปกติไม่เคยฝันเลย หรือถึงฝัน ตื่นเช้ามาก็จำไม่ได้ แต่มีครั้งนั้นที่จำได้แม่น ผมไปซื้อหวยเลยนะ (หัวเราะ) แต่ว่าไม่ถูก ก็คิดว่าคงไม่ใช่แล้วละ ก็เป็นคำถามที่สงสัยมาตลอด แต่สิ่งที่เริ่มทำคือ ไม่กี่วันต่อมาผมก็มาเริ่มปั้นรูปในหลวง อาศัยเวลาช่วงพักเที่ยงหรือเย็นๆหลังเลิกงาน ทำมาตลอด เพราะว่าเราชอบปั้น มีความรู้สึกว่าอยากจะปั้นมากกว่าไม่อยากปั้นเลยทำได้แบบไม่มีเบื่อ อีกอย่างคือกรมศิลปากรต้องออกไปจัดนิทรรศการเนื่องในวันสำคัญต่างๆอยู่แล้ว ผมก็ต้องเตรียมผลงานเพื่อเอาไปโชว์ทุกปีเลยได้ทำเก็บมาเรื่อยๆ"

ผลงานรูปปั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝีมือของอ๊อบมีหลากหลาย เป็นแบบครึ่งองค์บ้าง เต็มองค์บ้างแล้วแต่ว่าตัวศิลปินเกิดแรงบันดาลใจในขณะนั้นอย่างไร ส่วนขั้นตอนการทำงาน เขาจะเริ่มจากการหาเหตุการณ์หรือรูปที่ประทับใจหรือชอบมาเป็นภาพต้นแบบ จากนั้นวาดเตรียมโครงสร้างให้เท่ากับขนาดจริงที่จะปั้น เสร็จแล้วทำโครงสร้างเหล็กขึ้นมาก่อนถึงค่อยขึ้นรูปต้นแบบด้วยดินน้ำมัน โดยจะต้องปั้นเป็นสรีระตามลักษณะกายวิภาค หมายถึงจะต้องประกอบด้วยกระดูกและกล้ามเนื้อในสัดส่วนที่ถูกต้องตามโครงสร้างร่างกายจริงของมนุษย์ก่อนแล้วถึงจะขึ้นองค์ประกอบอื่น เช่น หน้าตา เสื้อผ้า เครื่องประดับ ฯลฯ จึงจะได้งานปั้นที่มีความถูกต้อง สมจริง และมีความงดงามด้วย จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการทำแม่พิมพ์ด้วยปูนปลาสเตอร์หรือยางซิลิโคลนแล้วส่งต่อให้โรงหล่อทำเป็นรูปหล่อบรอนซ์หรือสำริดนอกเป็นอันเสร็จสิ้น

นั่นเป็นการทำงานโดยทั่วไป แต่ที่จริงแล้วในรายละเอียดยังมีเรื่องปลีกย่อยแทรกอยู่อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องสำคัญและถือว่าเป็นงานยากสำหรับประติมากรเลยก็คือ การสื่ออารมณ์ของผลงานแต่ละชิ้นที่จะต้องดึงออกมาให้ผู้ชมสามารถรู้สึกและสัมผัสได้ ซึ่งการจะได้มาซึ่งสิ่งนี้ ผู้ปั้นต้องผ่านการศึกษาค้นคว้าทำการบ้านมาอย่างหนัก

"เวลาทำงานผมจะไม่ได้ทำแค่หุ่นรูปเหมือน แต่ทำเป็นรูปอารมณ์ เช่น กษัตริย์นักเกษตร กษัตริย์นักรบ กษัตริย์นักพัฒนา เราจะสื่อออกมาลึกกว่าการปั้นรูปเหมือน ต้องให้มีอารมณ์ กลิ่นอายของความเป็นบทบาทนั้นๆเพิ่มเติมเข้ามา อย่างตอนที่ปั้นพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงเป็นกษัตริย์นักรบ สีหน้า อารมณ์ การใช้เส้นจะต้องสื่อถึงความเข้มแข็ง ดุดัน แต่พอเป็นรูปปั้นในหลวง จะสังเกตได้ว่าพระองค์ไม่ค่อยแสดงออกด้วยการแย้มพระสรวล แต่สายพระเนตร และการเคลื่อนไหวบริเวณโหนกพระปรางทำให้รู้สึกได้ว่าทรงเป็นผู้มีความอ่อนโยนและมีพระเมตตาสูง ยอมรับว่าปั้นยาก แรกๆยังไม่ค่อยเหมือนต้องอาศัยการปั้นเยอะๆ ผมปั้นมา ๕-๖ รูป บวกกับพี่ๆเขาเห็นเราทำก็มาช่วยสอน มาแนะนำ ถึงค่อยเริ่มจะจับได้แล้วว่าอารมณ์ ความรู้สึก หรือลักษณะที่เป็นพระองค์ท่านเป็นอย่างไร"

ทุกวันนี้อ๊อบยังคงหาเวลาเพื่อสร้างสรรค์ผลงานส่วนตัวอยู่อย่างสม่ำเสมอ และเมื่อใดที่มีเงินเก็บมากพอก็จะทยอยนำงานไปหล่อเป็นบรอนซ์เก็บไว้เพื่อรอโอกาสจัดแสดงนิทรรศการผลงานเดี่ยวในปี ๒๕๖๐ ซึ่งตรงกับปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมีพระชนมายุ ๙๐ พรรษา โดยเจ้าตัวหมายใจจะสร้างงานให้ได้สัก ๒๐ ชิ้น บอกเล่าเรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้มาร่วมชื่นชมพระบารมีผ่านงานศิลปะที่เป็นแนว ๓ มิติโดยพร้อมกัน

"เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ผมเคยเห็นในข่าวพระราชสำนักว่า ในหลวงเสด็จฯไปในที่ทุรกันดารทั่วประเทศเลย พอมาทำงาน ในระหว่างที่ศึกษา หารูป หาข้อมูล หาแรงบันดาลใจ ผมยิ่งเข้าใจในสิ่งที่พระองค์ทรงทำมากยิ่งขึ้น เริ่มซาบซึ้งในความเสียสละของท่านที่มีให้กับคนไทย เพราะได้เห็นแล้วว่าทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงงานหนักเพื่อประชาชนมากแค่ไหน ทรงมีรายชื่อเป็นเกษตรกรของจังหวัดเพชรบุรีด้วยนะครับ พระองค์ทรงคิดให้หมดเลยว่าคนไทยควรจะใช้ชีวิตอย่างไร ถึงจะอยู่ได้ในลักษณะของประเทศแบบเรา ผมชอบคำพูดประโยคหนึ่งมากที่ว่า 'นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด' คือนักการเมืองมีนโยบายแจกเงิน นู่นนี่ แต่พระราชายื่นวิธีให้ประชาชนเอาไปทำมาหากินได้ต่อ ไม่ใช่ให้ปลาที่กินได้แค่วันนี้วันเดียว แต่ทรงทำให้เราทำกินได้เรื่อยๆ ทำไมพระองค์ต้องมาทอดพระเนตรเรื่องเกษตร เรื่องน้ำ เรื่องป่า ก็เพราะมันเป็นต้นสายปลายเหตุของทุกอย่าง ถ้าไม่มีป่า ไม่มีน้ำ แล้วจะทำการเกษตรได้อย่างไร พระองค์ทรงคิดไว้ให้หมดแล้วว่าให้ทำเกษตรผสมผสาน ขุดบ่อ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อย่าปลูกอะไรแค่อย่างเดียวเพื่อที่เวลามีปัญหาหรือราคาพืชตกต่ำจะได้อยู่รอดได้"

หลังจากทำงานนี้มาได้สักระยะหนึ่ง อ๊อบก็เกิดความรู้สึกดังที่ได้ถ่ายทอดมาให้ทราบแล้วเมื่อครู่ นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นประติมากรและเป็นข้าราชการ เขายังมีความรู้สึกที่พิเศษอีกอย่างเกิดขึ้นในใจด้วย

"การสร้างประติมากรรมหรืออนุสาวรีย์ ถ้าเป็นของทางตะวันตกจะเป็นการสร้างเพื่อให้คนระลึกถึงคุณงามความดีของบุคคลนั้นๆ แต่ในสังคมไทยจะมากกว่าตรงที่คนไทยมีการกราบไหว้อนุสาวรีย์ด้วย และมีความเชื่อ ความผูกพัน ความศรัทธามากกว่าคนตะวันตก เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วงานที่เราทำจึงมีคุณค่าทางใจกับคนอื่น ทำให้คนมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เวลาปั้นถึงต้องใส่ใจ จะทำเล่นๆไม่ได้ แล้วงานต้องอยู่เป็นร้อยๆปี อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เคยกล่าวว่า 'ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น' หมายถึงตัวเราที่เป็นคนปั้นอาจจะตายไปแล้ว แต่งานของเรายังคงอยู่ คนที่ทำหน้าที่นั้นจึงต้องรับผิดชอบ และสุดท้าย ผมคิดว่าคนไทยโชคดีมากๆ ที่ได้อยู่ในแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่ผูกพันกันมาตั้งแต่โบราณ แต่ละพระองค์ได้ทรงสร้างบ้านแปลงเมืองให้เจริญก้าวหน้า เสียสละทุ่มเททำเพื่อแผ่นดิน

ดังนั้น เมื่อเราได้เป็นข้าของแผ่นดิน เป็นข้าราชการ เราก็ต้องทำงานให้สมเกียรติและศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ คือทำเต็มที่ในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของเราด้วยความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ใจ ทำเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องมีเงินทองลาภยศอะไร แต่ถ้าเราทำออกมาจากใจ สิ่งพวกนี้จะมาหาเราเอง ผมเชื่อว่า ถ้าเราทำดีต้องได้ดี"