ไทยโทน" สีสวยเสน่ห์ไทย

หากพูดถึง "สีไทย" หลายคนคงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย อาทิ สีไทยหน้าตาเป็นเช่นไร
สถานีศูนย์วัฒนธรรม
ช่างภาพ: 

"ช้างเผือก ฟ้าแลบ น้ำไหล มะตูมสุก ขนคอหางนกยูง ก้านดอกกรรณิการ์" เมื่อเอ่ยชื่อเหล่านี้ขึ้นมา เชื่อว่าใครหลายคนคงทำหน้าฉงนสงสัยว่ากำลังเอ่ยถึงวัตถุสิ่งของใด แท้จริงแล้ว ชื่อดังกล่าวคือชื่อเรียกของ "สีไทย" สีสันของชาติ เอกลักษณ์ของไทย

หากพูดถึง "สีไทย" หลายคนคงมีคำถามเกิดขึ้นมากมาย อาทิ สีไทยหน้าตาเป็นเช่นไร เหมือนหรือต่างกับสีที่พบเห็นในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่ง เรามีสีไทยเอกลักษณ์เฉพาะของชาติด้วยหรือ คำถามเหล่านี้ครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นเช่นกันกับ ไพโรจน์ พิทยเมธี อาจารย์พิเศษ ภาควิชานิเทศศิลป์ คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้ที่ปลุกสีไทยให้เป็นที่รู้จักอีกครั้ง ในชื่อชุดสี "ไทยโทน"

"ผมเริ่มสนใจเรื่องสีไทยมาจากการทำงานออกแบบกราฟฟิค ในการออกแบบกราฟฟิคให้มีความเป็นไทย มีสไตล์ไทยๆนั้น ทำได้ด้วย ๓ องค์ประกอบ คือ ตัวอักษร ภาพ และสี ตัวอักษรไทยและภาพลายไทยเราเห็นกันชัดเจนอยู่แล้ว ส่วนสีล่ะ ผมเลยกลับไปค้นดูว่ามีสีไทยอยู่รึเปล่า ปรากฏว่ามีสีไทยที่เคยใช้กันตั้งแต่สมัยโบราณ ส่วนใหญ่พบในงานจิตรกรรม หรือในหัวโขน โดยสีไทยจะมีศัพท์ที่ใช้เรียกเฉพาะตัว มีวิธีการผลิตเฉพาะจากช่างของไทยเรา ความสนใจนี้ได้พัฒนากลายเป็นหัวข้อวิจัยในระดับปริญญาโทของผม ต่อมาผมได้แสดงนิทรรศการเรื่องสี ได้รับความอนุเคราะห์จาก อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ท่านเป็นผู้ปรุงสีใช้ในงานจิตรกรรมและงานผ้า โดยค้นคว้าเรื่องสีไทยมานานกว่า ๓๐ ปี ได้มอบขวดสีของอาจารย์มาให้ จากที่ผมสนใจแค่เรื่องเฉดสีอย่างเดียว ได้ขยับเข้าสู่เรื่องการปรุงสี การใช้วัตถุดิบต่างๆ และนำโครงการนี้ไปต่อยอดในการศึกษาระดับปริญญาเอก"

สีไทยที่อาจารย์ไพโรจน์ได้ค้นคว้านับรวมได้จำนวนทั้งหมด ๒๒๐ สี โดยสืบค้นจากตำราโบราณ ได้แก่ หนังสือ สัพะ-พะ-จะ-นะ หนังสืออักขราภิธานศรับท์ บันทึกความรู้ต่างๆของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ประทานแก่ พระยาอนุมานราชธน รวมถึงหนังสือภาพจิตรกรรมไทย หนังสือหัวโขน และทฤษฎีสี โดยจะรวบรวมชื่อสีที่ปรากฏในหนังสือ จากนั้นจึงทำการเทียบเฉดสี

"เราจะคัดชื่อสีจากตำราต่างๆออกมา สีนี้เคยเรียกว่าอะไรบ้าง มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือเปล่า จากที่ได้แค่ชื่อเพียงอย่างเดียว ก็ต้องมาหาสี บางชื่อ เช่น สีนิล เราก็ไปหาดูว่านิลสีนี้นะ ดูจากวัสดุที่ทำ แต่บางสีไม่ได้ตั้งชื่อตามวัสดุที่ทำใช้ผลิต แต่มาจากสีของธรรมชาติ เช่น ใบไม้ ดอกไม้ สัตว์ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ เราก็ต้องไปทำการค้นคว้าหาสี เช่น หงสบาท ในตอนแรกตีความว่าเป็นสีส้ม แต่เมื่อไปถามผู้เชี่ยวชาญปรากฏว่า เขาให้ไปดูสีที่เท้าของหงส์ ตามชื่อ หงสบาท หง คือ หงส์ ส่วนบาท คือ เท้า พอไปดูได้เป็นสีชมพูอมส้ม เป็นต้น ความยากอยู่ที่บางชื่อก็แปลกประหลาด แถมดอกไม้ต้นไม้ที่จะไปเทียบสีก็หายากเข้าไปทุกที ทั้งนี้ ชุดสีไทยโทนคือการตีความของผม แต่ไม่ใช่ว่านายไพโรจน์เออออห่อหมกไปคนเดียว เราใช้ข้อมูลจากตำราและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญอ้างอิง"

สิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของสีไทย ซึ่งสร้างความต่างจากสีที่พบเห็นทั่วไป อาจารย์ไพโรจน์กล่าวว่าสามารถจำแนกได้ ๔ หัวข้อด้วยกัน

"ข้อแตกต่างมี ๔ ข้อนะ คือ ๑. สีไทยมีรากฐานจากความเชื่อและศรัทธา สมมติว่าเราไปเจอสีแดง ถ้าเป็นทางชาติตะวันตกเขาจะหมายถึงเทศกาลคริสต์มาส หรือทางจีนสีแดงจะหมายถึงความมงคล การเฉลิมฉลอง แต่ของไทย สีแดง คือสีแห่งสวรรค์ ในงานจิตรกรรมสมัยก่อนเวลาเขาวาดทัศนียภาพบนสวรรค์ เขาจะไม่ใช้สีฟ้าเหมือนตะวันตก แต่จะใช้สีแดง อย่างเวลาเราไปวัด ภายในโบสถ์จะทาด้วยสีแดง ซึ่งเป็นบรรยากาศสรวงสวรรค์ ชุมนุมเทวดา

๒. ความงามของวัสดุสีไทย สีไทยจะปรุงขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ เช่น สีเหลือง จะใช้ยางไม้ที่ชื่อรง จึงเกิดเป็นสีชื่อ เหลืองรง

๓. ความงามของเฉดสี สีไทยเป็นสีที่ถูกเบรกโดยธรรมชาติ หมายความว่า อย่างสีกระป๋องที่เราซื้อกัน จะมีลักษณะของแม่สีที่สด แปร๋น เมื่อศิลปินจะนำมาใช้ต้องนำมาผสมหรือเบรกสีให้หม่นลงก่อน แต่สีไทยจะมีความหม่น ความกลมกล่อมลงตัว สามารถนำมาใช้ได้เลย การที่สีไทยมีลักษณะเป็นสีที่ถูกเบรก คือไม่สดหรือแปร๋นนั้น มาจากวัสดุตามธรรมชาติที่นำมาปรุงสี จึงออกเป็นสีที่มีความหม่น แต่ก็มีสีที่สดอยู่ เช่น สีเสน มาจากสนิมของตะกั่ว ตัวนี้จะสดที่สุด

และ ๔. ความงามด้านวรรณศิลป์ สีไทยมีชื่อเรียกที่โดดเด่น มีความหมายที่ดี และโดยส่วนมากตั้งชื่อตามวัสดุธรรมชาติ เช่น ดินแดง หรดาล เปลือกข้าวโพด เกสรชมพู่ เป็นต้น พบชื่อสีต่างๆเหล่านี้ในวรรณกรรมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่ได้เลือนหายไปอยู่พักใหญ่ ผมค้นคว้าในหนังสือของ อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่เขียนเรื่องทฤษฎีสี พบว่ายังมีการเรียกแม่สีว่า คราม รง ชาด แทน น้ำเงิน เหลือง แดง จึงสันนิษฐานว่าน่าจะเลือนหายไปช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครองในภายหลัง"

สำหรับขั้นตอนการปรุงสีตามวิธีโบราณนั้น อันดับแรก นำผงสีที่ได้มาผสมเข้ากับน้ำ บดให้เข้ากัน จากนั้นนำกาวกระถินต้มน้ำให้ละลายแล้วผสมลงไปในสี ประมาณ ๑๐% จะได้สีที่สามารถนำไประบายได้ หากต้องการผสมสีให้กลายเป็นสีขั้นที่ ๒ เช่นต้องการสีส้ม สามารถนำสีเหลืองและสีแดงที่ใส่กาวกระถินแล้วเรียบร้อย มาผสมกันเกิดเป็นสีส้ม หรืออีกวิธีคือปรุงสีส้มที่ได้จากวัสดุทำให้เกิดสีนั้นเลย นอกจากนั้น ในแต่ละโทนสียังมีหลายเฉดแตกต่างกันตามวัสดุที่นำมาปรุง เช่น เหลืองดิน เป็นสีเหลืองที่ได้จากดิน จะออกสีตุ่นๆ แตกต่างจากเหลืองรง เหลืองหรดาล และเหลืองจำปา เป็นต้น

สีที่ปรุงไว้แล้วมีความคล้ายกับอาหาร สามารถบูดได้ จึงต้องใช้ให้หมด หรือมิเช่นนั้น ต้องปล่อยให้แห้งแข็ง แล้วน้ำมาผสมน้ำใช้ซ้ำในครั้งต่อไป

ทั้งนี้ การผลิตสีไทยโทนในปัจจุบันไม่ต้องยุ่งยากด้วยการหาวัตถุดิบตามแบบฉบับโบราณ เพียงแค่ใช้ค่าเฉดสีที่ได้จากการเทียบ นำไปให้โรงงานสีผลิต และยังสามารถทำออกมาได้หลายชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สีทาบ้านหรือสีอะครีลิค

งานวิจัยเรื่องสีไทยหรือไทยโทน อาจารย์ไพโรจน์ไม่เพียงแค่ต้องการให้สีไทยได้กลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งเท่านั้น หากยังมุ่งมั่นนำเสนอความรู้ให้ผู้คนไปต่อยอด ด้วยเหตุผลที่ไม่ต้องการให้งานวิจัยเป็นเพียงแค่งานขึ้นหิ้งและหยุดนิ่งแค่นั้น แต่ยังสามารถพัฒนาต่อไปได้ โดยร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดนิทรรศการ "สีไทยโทน : เสน่ห์ไทยเพิ่มมูลค่าธุรกิจ" ภายในงานมีการเสวนา การนำสีไทยโทนไปใช้ในงานศิลปะและการออกแบบด้วยสีทาต่างๆ เช่น สีอะครีลิค สีเซรามิค และสีย้อมไหม และการนำไทยโทนไปต่อยอดในธุรกิจบริการ เช่น ไทยโทนคาเฟ่ รวมถึงยังมีจัดแสดงผลิตภัณฑ์ที่นำสีไทยโทนไปใช้ เช่น เครื่องสำอาง เสื้อยืด ผ้าพันคอ สมุดโน้ต เป็นต้น

"วัตถุประสงค์ของผม คือทำอย่างไรให้คนได้ใช้ แล้วกระจายออกไปได้อย่างเร็ว ผมแจกหมดเลยนะค่าเปอร์เซ็นต์สี ใครจะไปใช้อย่างไรก็ได้ พอมีคนใช้มันจะกลายเป็นเอกลักษณ์ของไทยในทันที เหมือนเป็นการประกาศอิสรภาพทางการออกแบบนะ เรามีสีของเราเอง เหมือนพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ประกาศอักษรของเราเอง ให้ต่างชาติได้เห็น ได้แสดงออกถึงความเป็นเรา แสดงความเป็นชาติที่ชัดเจนขึ้น"

ไทยโทน ไม่ได้เป็นเพียงแค่มรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนภูมิปัญญาของคนโบราณเท่านั้น หากทุกๆเฉดสียังแสดงถึงความเป็นไทย แสดงถึงสีสันแห่งชาติไทยอีกด้วย